<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom">
  <title>Mr.JoH's blog</title>
  <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/blog/mr.joh"/>
  <link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://blognone.com/blog/576/atom/feed"/>
  <id>http://blognone.com/blog/576/atom/feed</id>
  <updated>2008-04-24T21:13:35+07:00</updated>
  <entry>
    <title>ลวดนาโนช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพของหน่วยเก็บข้อมูล</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/8234" />
    <id>http://blognone.com/node/8234</id>
    <published>2008-07-03T15:52:01+07:00</published>
    <updated>2008-07-03T15:52:02+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Nanotechnology" />
    <category term="Nanowire" />
    <category term="Physics" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pensylvania) ได้สร้างอุปกรณ์เก็บข้อมูล ที่อยู่บนพื้นฐานของลวดนาโน (Nanowire) ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตได้มากกว่าหน่วยความจำแบบทั่วไป แทนที่จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปของ &#8220;0&#8221;, &#8220;1&#8221; ก็จะสามารถเก็บได้เป็น &#8220;0&#8221;, &#8220;1&#8221; และ &#8220;2&#8221; ความสามารถดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลรุ่นถัดไป ซึ่งมีความจุของข้อมูลสูงกว่าเดิม</p>

<p>ลวดนาโนที่ทางทีมวิจัยนำมาใช้ มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาย โคแอ็กเชียล (Coaxial) โดยส่วนของแกนทำด้วยสารประกอบระหว่าง เจอร์เมเนียม, เงิน, เทลลูเรียม หรือ Ge2Sb2Te5 ในขณะที่ส่วนนอกสร้างมาจาก เจอร์มันเนียม เทลลูไรด์ หรือ GeTe</p>

<p>เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความร้อนให้กับลวดนาโน ส่วนของแกนและเปลือกจะเปลี่ยนจากผลึก กลายเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอน ซึ่งสองสถานะนี้จะมีความต้านทานไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ความต้านทานไฟฟ้าต่ำเมื่อแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะเป็นผลึก และจะมีความต้านทานสูงเมื่อทั้งแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะไร้รูปร่าง (Amorphous) ซึ่งจะนำมาใช้แทนค่าบิต 0 และ 1</p>

<p>บิตที่สามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ แกนมีสถานะเป็นผลึกและเปลือกมีสภาวะไร้รูปร่าง (หรือกลับกัน) ซึ่งให้ค่าความต้านทานที่ต่างออกไป</p>

<p>นอกจากความจุที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว การใช้ลวดนาโนสามารถช่วยลดขนาดของอุปกรณ์ลงได้ และการผลิตหน่วยความจำสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงนั่นเอง</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news134214217.html">Physorg</a> via <a href="http://jusci.net/node/675/">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย (University of Pensylvania) ได้สร้างอุปกรณ์เก็บข้อมูล ที่อยู่บนพื้นฐานของลวดนาโน (Nanowire) ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลเป็นจำนวนบิตได้มากกว่าหน่วยความจำแบบทั่วไป แทนที่จะเก็บข้อมูลอยู่ในรูปของ &#8220;0&#8221;, &#8220;1&#8221; ก็จะสามารถเก็บได้เป็น &#8220;0&#8221;, &#8220;1&#8221; และ &#8220;2&#8221; ความสามารถดังกล่าว นำไปสู่การพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลรุ่นถัดไป ซึ่งมีความจุของข้อมูลสูงกว่าเดิม</p>

<p>ลวดนาโนที่ทางทีมวิจัยนำมาใช้ มีลักษณะโครงสร้างคล้ายกับสาย โคแอ็กเชียล (Coaxial) โดยส่วนของแกนทำด้วยสารประกอบระหว่าง เจอร์เมเนียม, เงิน, เทลลูเรียม หรือ Ge2Sb2Te5 ในขณะที่ส่วนนอกสร้างมาจาก เจอร์มันเนียม เทลลูไรด์ หรือ GeTe</p>

<p>เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความร้อนให้กับลวดนาโน ส่วนของแกนและเปลือกจะเปลี่ยนจากผลึก กลายเป็นรูปร่างที่ไม่แน่นอน ซึ่งสองสถานะนี้จะมีความต้านทานไฟฟ้าที่แตกต่างกัน ความต้านทานไฟฟ้าต่ำเมื่อแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะเป็นผลึก และจะมีความต้านทานสูงเมื่อทั้งแก่นและเปลือกอยู่ในสภาวะไร้รูปร่าง (Amorphous) ซึ่งจะนำมาใช้แทนค่าบิต 0 และ 1</p>

<p>บิตที่สามจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ แกนมีสถานะเป็นผลึกและเปลือกมีสภาวะไร้รูปร่าง (หรือกลับกัน) ซึ่งให้ค่าความต้านทานที่ต่างออกไป</p>

<p>นอกจากความจุที่เพิ่มสูงขึ้นแล้ว การใช้ลวดนาโนสามารถช่วยลดขนาดของอุปกรณ์ลงได้ และการผลิตหน่วยความจำสามารถทำได้มากขึ้น เนื่องมาจากขนาดที่เล็กลงนั่นเอง</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news134214217.html">Physorg</a> via <a href="http://jusci.net/node/675/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>แก้ข้อผิดพลาดของคอมพิวเตอร์ทำให้เข้าใจทฤษฏีวิวัฒนาการได้ดีขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/8112" />
    <id>http://blognone.com/node/8112</id>
    <published>2008-06-20T04:19:37+07:00</published>
    <updated>2008-06-20T04:57:17+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Bioinformatics" />
    <category term="Biology" />
    <category term="Software" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>อะไรทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างจากลิงชิมแปนซี ? นักวิจัยจาก European Molecular Biology Laboratory&#8217;s European Bioinformatics Institute (EMBL-EBI) ได้เข้าใกล้คำตอบดังกล่าวมากยิ่งขึ้น หลังจากที่มีการค้นพบข้อผิดพลาด ของเครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบลำดับของรหัสพันธุกรรม เพื่อหาความสัมพันธุ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน และได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ ซึ่งแก้ไขข้อผิดพลาด และเพิ่มความเข้าใจในทฤษฏีวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้น</p>

<p>เนื่องจากการวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถศึกษาโดยการสังเกตได้โดยตรง และก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ต้องเรียนรู้กลไกการวิวัฒนาการ และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด โดยอาศัยการการเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>อะไรทำให้มนุษย์เรามีความแตกต่างจากลิงชิมแปนซี ? นักวิจัยจาก European Molecular Biology Laboratory&#8217;s European Bioinformatics Institute (EMBL-EBI) ได้เข้าใกล้คำตอบดังกล่าวมากยิ่งขึ้น หลังจากที่มีการค้นพบข้อผิดพลาด ของเครื่องมือที่ใช้ในการเปรียบเทียบลำดับของรหัสพันธุกรรม เพื่อหาความสัมพันธุ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตต่างชนิดกัน และได้พัฒนาเครื่องมือตัวใหม่ ซึ่งแก้ไขข้อผิดพลาด และเพิ่มความเข้าใจในทฤษฏีวิวัฒนาการมากยิ่งขึ้น</p>

<p>เนื่องจากการวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถศึกษาโดยการสังเกตได้โดยตรง และก็เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ต้องเรียนรู้กลไกการวิวัฒนาการ และความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด โดยอาศัยการการเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรม
<!--break-->
การเปลี่ยนของรหัสพันธุกรรมเพียงไม่กี่ตัว ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ ไปจนถึงรุ่นลูกหลานได้ รหัสพันธุกรรมสามารถถูกแทนที่, สูญหาย, หรือถูกเพิ่มลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้โครงสร้างและการทำงาน ของยีนและโปรตีนเปลี่ยนแปลงไป และก่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก การเรียนรู้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เป็นการเปิดเผยความเข้าใจในวิวัฒนาการ</p>

<p>การเปรียบเทียบหลายลำดับ เริ่มต้นโดยการเรียงตำแหน่งของลำดับพันธุกรรม ลำดับของรหัสพันธุกรรมที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน จะมีตัวอักษรเหมือนกัน ในขณะที่ลำดับที่มีการเพิ่มหรือสูญหาย จะถูกทำเครื่องหมายเป็นช่องว่าง กระบวนการเปรียบเทียบจะใช้พลังในการคำนวนสูงมาก การเปรียบเทียบจะเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เมื่อมีลำดับพันธุกรรมที่ใช้เปรียบเทียบเกิดมีการเพิ่ม ในขณะที่ลำดับพันธุกรรมอีกอันเกิดมีการสูญหาย วิธีการแบบเดิมไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ และำนำไปสู่ข้อบกพร่องในการเข้าใจทฤษฏีวิวัฒนาการ</p>

<p>วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าว นักวิจัยได้ใช้วิธีการ นำรหัสพันธุกรรมที่มีปัญหา ไปเปรียบเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่มีรหัสพันธุกรรมใกล้เคียงกัน เช่น ถ้ากำลังเปรียบเทียบรหัสพันธุกรรมระหว่างมนุษย์กับลิงชิมแปนซีอยู่ แล้วเจอลำดับที่ไม่สามารถตัดสินได้ว่ามีการเพิ่มหรือสูญหาย เครื่องมือที่ได้รับการพัฒนามาใหม่ ก็จะไปเรียกข้อมูลที่เหมือนกันของสิ่งมีชีวิตที่ใกล้เคียงที่สุด เช่น กอริลลาหรือค่าง ถ้าเกิดมีช่องว่างเหมือนกับลิงชิมแพนซี ก็แสดงว่ารหัสพันธุกรรมของมนุษย์มีการเพิ่มขึ้นมา</p>

<p>ผลจากวิธีการใหม่ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า การเพิมของรหัสพันธุกรรมมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากกว่าที่เคยคิดไว้ ในขณะที่การสูญหายของรหัสพันธุกรรมก็มีค่ามากเกินไปจากวิธีแบบเก่า</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-06/embl-sfb061808.php">EurekAlert</a> via <a href="http://jusci.net/node/660">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>สารตั้งต้นของสิ่งมีชีวิตอาจมาจากอวกาศ</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/8073" />
    <id>http://blognone.com/node/8073</id>
    <published>2008-06-15T23:04:33+07:00</published>
    <updated>2008-06-19T02:13:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Astronomy" />
    <category term="Biology" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันเป็นครั้งแรก ว่าสารพันธุกรรมตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต ซึ่งพบอยู่ในชิ้นส่วนของอุกกาบาต มาจากนอกโลก การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ เริ่มต้นมาจากดาวดวงอื่น การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters</p>

<p>นักวิจัยทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ต่างมีหลักฐานในการสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะโมเลกุลของ ยูเรซิล (Uracil) และแซนทิน (Xanthine) ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นโมเลกุลตั้งต้น ในการสร้างดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิวคลีโอเบส (Nucleobases) โดยที่ทั้ืงสองโมเลกุล ถูกค้นพบในขิ้นส่วนของอุกกาบาตที่ชื่อ Murchison ซึ่งตกที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1969</p>

<p>จากการทดสอบ นักวิทยาศาสตร์พบโมเลกุลของคาร์บอนหนัก ซึ่งจะพบได้เฉพาะในอวกาศเท่านั้น ซึ่งต่างจากบนโลกที่จะมีเพียงคาร์บอนขนาดเบาเท่านั้น</p>

<p>นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (Imperial College) ได้รายงานว่า ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถอธิบายการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในช่วง 3.8 ถึง 4.5 พันล้านปีที่แล้ว เป็นช่วงที่มีอุกกาบาตตกลงมาบนโลกมาก ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นขึ้นบนโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตในระยะแรก สามารถรับนิวคลีโอเบสจากอุกาบาต มาใช้เป็นรหัสพันธุกรรม และส่งผ่านความสามารถต่างๆ ไปยังรุ่นถัดไปได้</p>

<p>งานวิจัยชิ้นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการนำไปสู่ความเข้าใจการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Uracil">ยูเรซิน</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Xanthene">แซนทิน</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news132577096.html">Physorg</a> via <a href="http://jusci.net/node/657">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักวิทยาศาสตร์ได้ยืนยันเป็นครั้งแรก ว่าสารพันธุกรรมตั้งต้นของสิ่งมีชีวิต ซึ่งพบอยู่ในชิ้นส่วนของอุกกาบาต มาจากนอกโลก การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าโมเลกุลของดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ เริ่มต้นมาจากดาวดวงอื่น การค้นพบครั้งนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Earth and Planetary Science Letters</p>

<p>นักวิจัยทั้งจากยุโรปและสหรัฐ ต่างมีหลักฐานในการสนับสนุนงานวิจัยชิ้นนี้ โดยเฉพาะโมเลกุลของ ยูเรซิล (Uracil) และแซนทิน (Xanthine) ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นโมเลกุลตั้งต้น ในการสร้างดีเอ็นเอและอาเอ็นเอ หรือที่รู้จักกันในชื่อ นิวคลีโอเบส (Nucleobases) โดยที่ทั้ืงสองโมเลกุล ถูกค้นพบในขิ้นส่วนของอุกกาบาตที่ชื่อ Murchison ซึ่งตกที่ออสเตรเลียเมื่อปี 1969</p>

<p>จากการทดสอบ นักวิทยาศาสตร์พบโมเลกุลของคาร์บอนหนัก ซึ่งจะพบได้เฉพาะในอวกาศเท่านั้น ซึ่งต่างจากบนโลกที่จะมีเพียงคาร์บอนขนาดเบาเท่านั้น</p>

<p>นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล (Imperial College) ได้รายงานว่า ยังมีหลักฐานอื่นๆ ที่สามารถอธิบายการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในช่วง 3.8 ถึง 4.5 พันล้านปีที่แล้ว เป็นช่วงที่มีอุกกาบาตตกลงมาบนโลกมาก ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นขึ้นบนโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตในระยะแรก สามารถรับนิวคลีโอเบสจากอุกาบาต มาใช้เป็นรหัสพันธุกรรม และส่งผ่านความสามารถต่างๆ ไปยังรุ่นถัดไปได้</p>

<p>งานวิจัยชิ้นนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญ ในการนำไปสู่ความเข้าใจการเกิดขึ้นของสิ่งมีชีวิต</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Uracil">ยูเรซิน</a>, <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Xanthene">แซนทิน</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news132577096.html">Physorg</a> via <a href="http://jusci.net/node/657">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>BarCampSongkhla</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7947" />
    <id>http://blognone.com/node/7947</id>
    <published>2008-06-01T02:04:00+07:00</published>
    <updated>2008-06-05T15:48:09+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="BarCamp" />
    <category term="BarCampSongkhla" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>สำหรับชาว Blognone คงไม่ต้องเกริ่นนำกันมาก ว่า BarCamp คืออะไร หลังจากรอหน่วยกล้าตาย จัดงาน  <a href="http://www.barcampbangkok.org/event/1">BarCampBangkok</a> และ <a href="http://www.barcampchiangmai.org/">BarCampChiangMai</a> อีกไม่กี่วัน ก็ถึงคราวของ <a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a> แล้ว</p>

<p><a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a> จะจัดขึ้นในวันที่  28 มิถุนายน 2008 ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:00 - 17:00 ที่<a href="http://www.psu.ac.th">มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</a> กลุ่มเป้าหมายของงานนี้คือทุกคนในจังหวัดสงขลาและใกล้เคียง (โฟกัสไปที่นักเรียนนักศึกษา) นั่นคือเป้าหมายหลัก ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงจังหวัดสงขลา แต่สนใจจะมาร่วมงาน ก็สามารถมาได้นะครับ เราไม่ได้ห้าม !!</p>

<p>ผู้ที่สนใจควรจะรีบ<a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">ลงทะเบียน</a>ตั้งแต่เนิ่นๆ  เพราะว่าเรามีที่จำกัด ตอนนี้ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรมาก เน้นปากต่อปาก และมีนิดหน่อยตามเว็บบอร์ดของคณะในมหาวิทยาลัย ใครช้าอดหมดแล้วจะเีสียดาย</p>

<p>งานนี้ยังต้องการผู้สนับสนุนอยู่ครับ ใครมีจิตศรัทธาจะช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ผม หรือผู้ประสานงานได้เลยครับ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a></p>

<p>ป.ล. ใครที่มีแฟนคลับเยอะๆ ต้องการเช็คเรตติ้งตัวเอง ก็ลงมาร่วมงานได้นะครับ ค่ารถเบิกได้ที่ mk กับ lew</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>สำหรับชาว Blognone คงไม่ต้องเกริ่นนำกันมาก ว่า BarCamp คืออะไร หลังจากรอหน่วยกล้าตาย จัดงาน  <a href="http://www.barcampbangkok.org/event/1">BarCampBangkok</a> และ <a href="http://www.barcampchiangmai.org/">BarCampChiangMai</a> อีกไม่กี่วัน ก็ถึงคราวของ <a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a> แล้ว</p>

<p><a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a> จะจัดขึ้นในวันที่  28 มิถุนายน 2008 ตั้งแต่เวลาประมาณ 10:00 - 17:00 ที่<a href="http://www.psu.ac.th">มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์</a> กลุ่มเป้าหมายของงานนี้คือทุกคนในจังหวัดสงขลาและใกล้เคียง (โฟกัสไปที่นักเรียนนักศึกษา) นั่นคือเป้าหมายหลัก ส่วนใครที่ไม่ได้อยู่ใกล้เคียงจังหวัดสงขลา แต่สนใจจะมาร่วมงาน ก็สามารถมาได้นะครับ เราไม่ได้ห้าม !!</p>

<p>ผู้ที่สนใจควรจะรีบ<a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">ลงทะเบียน</a>ตั้งแต่เนิ่นๆ  เพราะว่าเรามีที่จำกัด ตอนนี้ยังไม่ได้ประชาสัมพันธ์อะไรมาก เน้นปากต่อปาก และมีนิดหน่อยตามเว็บบอร์ดของคณะในมหาวิทยาลัย ใครช้าอดหมดแล้วจะเีสียดาย</p>

<p>งานนี้ยังต้องการผู้สนับสนุนอยู่ครับ ใครมีจิตศรัทธาจะช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่ผม หรือผู้ประสานงานได้เลยครับ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.barcamp.org/BarCampSongkhla">BarCampSongkhla</a></p>

<p>ป.ล. ใครที่มีแฟนคลับเยอะๆ ต้องการเช็คเรตติ้งตัวเอง ก็ลงมาร่วมงานได้นะครับ ค่ารถเบิกได้ที่ mk กับ lew</p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เด็กไทยเจ๋ง คว้ารางวัลจากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับโลก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7943" />
    <id>http://blognone.com/node/7943</id>
    <published>2008-05-30T22:45:01+07:00</published>
    <updated>2008-05-31T17:36:38+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Intel ISEF" />
    <category term="Science" />
    <category term="Thailand" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การศึกษาการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี สามารถชนะใจกรรมการ คว้ารางวัลระดับโลก ในการแข่งขันงาน Intel ISEF 2008 ที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา</p>

<p>โครงงงานดังกล่าว เป็นการศึกษากลไกการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี โดยการนำไปแช่น้ำแล้วสังเกตุด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ส่วนกลางของเมล็ดจากเดิมที่มีลักษณะเป็นเกลียวจะเปลี่ยนเป็นรูปเส้นตรงเมื่อโดนน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหมุน อุณหภูมิที่ต่างกันก็ทำให้ทิศทางการหมุนที่ต่างกัน โดยถ้าอุณหภูมิต่ำเมล็ดจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเมล็ดก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว อาจสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้วัดความชื้นของผลิตผลทางการเกษตรได้</p>

<p>สำหรับชื่อของเด็กไทยที่สร้างชื่อระดับโลก ได้แก่ น.ส.ปราถนา ชุนหคาม ปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.อลิสรา ศรีนิลทา และนายจักพงษ์ บุญตันจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีโครงงานที่ได้รับรางวัลพิเศษ จากซิกมาไซ (Sigma Xi) ซึ่งเป็นสมาคมการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก นั่นก็คือ โครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืช จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โดยมีสมาชิกในทีมได้แก่ ด.ช.ภีมเดช ประสิทธิ์วรเวทย์, ด.ช.มนภาศ ประสิทธิ์วรเวทย์ และ ด.ช.ธณวรกฤต บางเขียว</p>

<p>ผมเคยมีโอกาสพูดคุย กับกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืชในงาน YSC  พบว่าการนำเสนอและการตอบคำถามทำได้ดีมากเลยครับ</p>

<p>ที่มา – <a href="http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000062784">ผู้จัดการออนไลน์</a>, <a href="http://sciserv.org/isef/results/sao2008.pdf">Intel ISEF</a>, <a href="http://fic.nectec.or.th/">NECTEC</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/639">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>โครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง การศึกษาการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี สามารถชนะใจกรรมการ คว้ารางวัลระดับโลก ในการแข่งขันงาน Intel ISEF 2008 ที่เมืองแอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา</p>

<p>โครงงงานดังกล่าว เป็นการศึกษากลไกการหมุนของหญ้าหนวดฤาษี โดยการนำไปแช่น้ำแล้วสังเกตุด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งผลที่ได้ก็คือ ส่วนกลางของเมล็ดจากเดิมที่มีลักษณะเป็นเกลียวจะเปลี่ยนเป็นรูปเส้นตรงเมื่อโดนน้ำ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหมุน อุณหภูมิที่ต่างกันก็ทำให้ทิศทางการหมุนที่ต่างกัน โดยถ้าอุณหภูมิต่ำเมล็ดจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา แต่ถ้าอุณหภูมิสูงเมล็ดก็จะหมุนตามเข็มนาฬิกา ซึ่งจากคุณสมบัติดังกล่าว อาจสามารถนำไปประยุกต์เป็นเครื่องมือใช้วัดความชื้นของผลิตผลทางการเกษตรได้</p>

<p>สำหรับชื่อของเด็กไทยที่สร้างชื่อระดับโลก ได้แก่ น.ส.ปราถนา ชุนหคาม ปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, น.ส.อลิสรา ศรีนิลทา และนายจักพงษ์ บุญตันจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นน้องใหม่ของคณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล</p>

<p>นอกจากนี้ ยังมีโครงงานที่ได้รับรางวัลพิเศษ จากซิกมาไซ (Sigma Xi) ซึ่งเป็นสมาคมการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ระดับโลก นั่นก็คือ โครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืช จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย โดยมีสมาชิกในทีมได้แก่ ด.ช.ภีมเดช ประสิทธิ์วรเวทย์, ด.ช.มนภาศ ประสิทธิ์วรเวทย์ และ ด.ช.ธณวรกฤต บางเขียว</p>

<p>ผมเคยมีโอกาสพูดคุย กับกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานไม้อัดยุคใหม่จากวัชพืชในงาน YSC  พบว่าการนำเสนอและการตอบคำถามทำได้ดีมากเลยครับ</p>

<p>ที่มา – <a href="http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9510000062784">ผู้จัดการออนไลน์</a>, <a href="http://sciserv.org/isef/results/sao2008.pdf">Intel ISEF</a>, <a href="http://fic.nectec.or.th/">NECTEC</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/639">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ครีมกันแดดเป็นภัยคุกคามต่อปะการัง</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7877" />
    <id>http://blognone.com/node/7877</id>
    <published>2008-05-24T02:36:34+07:00</published>
    <updated>2008-05-24T10:14:59+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Ecology" />
    <category term="Environment" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป</p>

<p>นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์</p>

<p>จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด</p>

<p>จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล</p>

<p>ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Coral_bleaching">ปะการังฟอกสี</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130762664.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/634">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ครีมกันแดดที่นักท่องเที่ยวใช้กันทั่วไปตามชายหาด อาจเป็นสาหตุสำคัญในปรากฏการณ์ ปะการังฟอกสี ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการสหภาพยุโรป</p>

<p>นักวิจัยที่นำโดย Roberto Danovaro จากมหาวิทยาลัยปิซ่า (University of Pisa) ได้ทำการทดลองโดยใช้ครีมกันแดดต่างกันสามยี่ห้อ ควบคุมปริมาณให้เหมาะสม แล้วนำไปทดสอบกับน้ำทะเลรอบๆ แนวปะการัง ซึ่งสถานที่ทดสอบได้แก่ เม็กซิโก, อินโดนีเซีย, ไทย และอียิปต์</p>

<p>จากการทดลอง พบว่าครีมกันแดดแม้มีปริมาณน้อย แต่ก็ทำให้ปะการังผลิตเมือกเหนียวออกมาภายในเวลา 18 ถึง 96 ชั่วโมง และภายในเวลา 96 ชั่วโมง ปะการังที่ทดสอบก็ฟอกสีทั้งหมด</p>

<p>จากการประมาณ ในแต่ละปี มีนักท่องเที่ยวประมาณ 78 ล้านคน ที่ท่องเที่ยวแนวปะการัง และมีปริมาณครีัมกันแดดที่ถูกปล่อยออกมาบริเวณแนวปะการังประมาณ 4,000 ถึง 6,000 ตัน และสารเคมีในครีมกันแดดประมาณ 25% จะถูกละลายออกมาภายใน 20 นาที หลังจากสัมผัสน้ำทะเล</p>

<p>ความสำคัญของแนวปะการัง นอกจากความสวยงามที่เป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ยังเป็นแหล่งรวมผลิตผลและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งหากแนวปะการังเสื่อมโทรม ก็ย่อมหมายถึงความเสื่อมโทรมของท้องทะเลบริเวณนั้นๆ ด้วย</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Coral_bleaching">ปะการังฟอกสี</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130762664.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/634">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เมื่อ Steve Ballmer โดนปาไข่</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7853" />
    <id>http://blognone.com/node/7853</id>
    <published>2008-05-21T17:23:26+07:00</published>
    <updated>2008-05-21T17:23:26+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Microsoft" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>CEO ของไมโครซอฟต์ Steve Ballmer โดนผู้ต่อต้านซึ่งเป็นนักศึกษาชาวฮังการี ปาไข่ใส่หน้า ในระหว่างการพูดบรรยายให้กลุ่มนักศึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ในหัวข้อ &#8220;You can change the world&#8221; ที่มหาวิทยาลัย Budapest&#8217;s Corvinus</p>

<p>ในระหว่างการบรรยาย มีชายหนุ่มใส่แว่นยืนขึ้น แล้วชี้ไปที่ Ballmer พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันดัง เรียกร้องให้ไมโครซอฟต์ คืนเงินที่ขโมยไปจากประชาชนชาวฮังการี หลังจากนั้น ก็ปาไข่ 3 ฟอง ไปยัง Ballmer (ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นไข่เน่าหรือไม่)</p>

<p>ภาพจากวีดีโอในหอประชุม ได้แสดงให้เห็นว่า Ballmer หมอบลงทันก่อนที่ไข่จะโดนหน้า โดยไข่ทั้งสามได้ไปตกกระทบที่กระดานข้างหลังแทน โดยทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งหัวเราะกับเหตุการณ์ดังกล่าว ชายคนดังกล่าวได้รับการร้องขอจากคณบดีของมหาวิทยาลัย ให้ออกไปนอกห้องประชุม ซึ่งชายคนนั้นก็ยอมออกไปแต่โดยดี</p>

<p>ถ้าใครยังจำกันได้ Bill Gates ก็เคยโดนปาเหมือนกัน แต่เป็นเค้ก ไม่ใช่ไข่</p>

<p>ลิงค์ <a href="http://www.youtube.com/watch?v=mtBQ4UCXQeo">วีดีโอ</a> ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130567290.html">Physorg</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>CEO ของไมโครซอฟต์ Steve Ballmer โดนผู้ต่อต้านซึ่งเป็นนักศึกษาชาวฮังการี ปาไข่ใส่หน้า ในระหว่างการพูดบรรยายให้กลุ่มนักศึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยี ในหัวข้อ &#8220;You can change the world&#8221; ที่มหาวิทยาลัย Budapest&#8217;s Corvinus</p>

<p>ในระหว่างการบรรยาย มีชายหนุ่มใส่แว่นยืนขึ้น แล้วชี้ไปที่ Ballmer พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันดัง เรียกร้องให้ไมโครซอฟต์ คืนเงินที่ขโมยไปจากประชาชนชาวฮังการี หลังจากนั้น ก็ปาไข่ 3 ฟอง ไปยัง Ballmer (ข่าวไม่ได้บอกว่าเป็นไข่เน่าหรือไม่)</p>

<p>ภาพจากวีดีโอในหอประชุม ได้แสดงให้เห็นว่า Ballmer หมอบลงทันก่อนที่ไข่จะโดนหน้า โดยไข่ทั้งสามได้ไปตกกระทบที่กระดานข้างหลังแทน โดยทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งหัวเราะกับเหตุการณ์ดังกล่าว ชายคนดังกล่าวได้รับการร้องขอจากคณบดีของมหาวิทยาลัย ให้ออกไปนอกห้องประชุม ซึ่งชายคนนั้นก็ยอมออกไปแต่โดยดี</p>

<p>ถ้าใครยังจำกันได้ Bill Gates ก็เคยโดนปาเหมือนกัน แต่เป็นเค้ก ไม่ใช่ไข่</p>

<p>ลิงค์ <a href="http://www.youtube.com/watch?v=mtBQ4UCXQeo">วีดีโอ</a> ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130567290.html">Physorg</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>คอมพิวเตอร์ที่สร้างจากสิ่งมีชีวิต</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7846" />
    <id>http://blognone.com/node/7846</id>
    <published>2008-05-21T00:15:14+07:00</published>
    <updated>2008-05-21T00:15:14+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Biology" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากสหรัฐ ได้ทำการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชีวิตขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยการปรับเปลี่ยนกลไกพันธุกรรมของแบคทีเรียชนิดหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ ยังเป็นการเปิดประตู ไปสู่การประยุกต์ใช้งานต่างๆ มากมาย เช่น การเก็บข้อมูล หรือเครื่องมือที่ใช้ในการปรับแต่งยีน</p>

<p>ทีมนักวิจัย โดยความร่วมมือของ ภาควิชาชีววิทยาและภาควิชาคณิตศาสตร์ ของ Davidson College, North Carolina และ Missouri Western State ได้ทำการเพิ่มยีนให้กับแบคทีเรีย Escherichia ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ได้จากแบคทีเรียชนิดนี้ สามารถแก้ปริศนาคลาสสิกของคณิตศาสตร์ ที่มีชื่อว่า burnt pancake ได้</p>

<p>ปัญหา burnt pancake จะเป็นกลุ่มของแพนเค้กขนาดต่างๆ วางซ้อนกันอยู่ โดยจะมีด้านที่สุกและด้านที่ไหม้อยู่ เป้าหมายของปัญหาดังกล่าว คือ จัดเรียงให้แพนเค้กชิ้นที่ใหญ่สุดอยู่ด้านล่าง โดยด้านที่ไหม้ต้องคว่ำอยู่ โดยพลิกแพนเค้กให้น้อยที่สุด</p>

<p>ข้อดีของคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากแบคทีเรีย ที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ก็คือ ในหลอดการทดลอง 1 หลอด สามารถบรรจุแบคทีเรียที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมได้หลายล้านตัว ซึ่งแต่ละตัวสามารถทำงานร่วมกันแบบขนานได้ นอกจากนี้ยังประหยัดเนื้อที่และมีราคาที่ต่ำ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130482583.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/627">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากสหรัฐ ได้ทำการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีชีวิตขึ้นมาเป็นครั้งแรก โดยการปรับเปลี่ยนกลไกพันธุกรรมของแบคทีเรียชนิดหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้ ยังเป็นการเปิดประตู ไปสู่การประยุกต์ใช้งานต่างๆ มากมาย เช่น การเก็บข้อมูล หรือเครื่องมือที่ใช้ในการปรับแต่งยีน</p>

<p>ทีมนักวิจัย โดยความร่วมมือของ ภาควิชาชีววิทยาและภาควิชาคณิตศาสตร์ ของ Davidson College, North Carolina และ Missouri Western State ได้ทำการเพิ่มยีนให้กับแบคทีเรีย Escherichia ทำให้คอมพิวเตอร์ที่ได้จากแบคทีเรียชนิดนี้ สามารถแก้ปริศนาคลาสสิกของคณิตศาสตร์ ที่มีชื่อว่า burnt pancake ได้</p>

<p>ปัญหา burnt pancake จะเป็นกลุ่มของแพนเค้กขนาดต่างๆ วางซ้อนกันอยู่ โดยจะมีด้านที่สุกและด้านที่ไหม้อยู่ เป้าหมายของปัญหาดังกล่าว คือ จัดเรียงให้แพนเค้กชิ้นที่ใหญ่สุดอยู่ด้านล่าง โดยด้านที่ไหม้ต้องคว่ำอยู่ โดยพลิกแพนเค้กให้น้อยที่สุด</p>

<p>ข้อดีของคอมพิวเตอร์ที่สร้างจากแบคทีเรีย ที่เหนือกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมๆ ก็คือ ในหลอดการทดลอง 1 หลอด สามารถบรรจุแบคทีเรียที่ได้รับการตัดต่อพันธุกรรมได้หลายล้านตัว ซึ่งแต่ละตัวสามารถทำงานร่วมกันแบบขนานได้ นอกจากนี้ยังประหยัดเนื้อที่และมีราคาที่ต่ำ</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130482583.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/627">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เกาหลีใต้คุมเข้มการโคลนนิ่งมากขึ้น</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7821" />
    <id>http://blognone.com/node/7821</id>
    <published>2008-05-17T17:01:29+07:00</published>
    <updated>2008-05-17T19:29:03+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Cloning" />
    <category term="Law" />
    <category term="South Korea" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>รัฐสภาเกาหลีใต้ ได้ให้ความเห็นชอบกฏหมายฉบับใหม่ โดยหวังจะควบคุมและจัดระเบียบ การวิจัยในเรื่องโคลนนิ่งให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ดร.หวาง ได้สร้างความอับอายไปทั่วโลก โดยการปลอมแปลงผลการวิจัย</p>

<p>หลังจากที่กฏหมาายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การทำโคลนนิ่งข้ามสายพันธุ์ เช่น การนำเซลล์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์ นำไปใส่ในไข่ของสัตว์ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป หากมีผุ้ใดฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษโดยการจำคุกถึง 3 ปี</p>

<p>Park Se-Pill ผุ้เชี่ยวชาญด้านการโคลนนิ่งของเกาหลีใต้ แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากในการโคลนนิ่งมนุษย์ การใช้ไข่ของสัตว์มีความจำเป็น เนื่องจากไข่ของมนุษย์นำมาทดลองได้อย่างยากลำบาก และยังกล่าวอีกว่า กฏหมายที่ออกมา ทำให้การวิจัยดังกล่าวของเกาหลีใต้หยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังจะก้าวต่อไป</p>

<p>นอกจากนี้ กฏหมายใหม่ยังอนุญาต ให้นักวิจัยสามารถใช้สเต็มเซลล์ ที่ได้จากตัวอ่อนของมนุษย์ในการทำวิจัยเพื่อใช้ในการรักษาโรคทั่วไป จากเดิมที่กฏหมายเก่า อนุญาติให้ทำได้เฉพาะโรคที่ไม่มีทางรักษาเท่านั้น</p>

<p>ของอย่างนี้ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130146470.html">Physorg</a>via <a href="http://www.jusci.net/node/622/">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>รัฐสภาเกาหลีใต้ ได้ให้ความเห็นชอบกฏหมายฉบับใหม่ โดยหวังจะควบคุมและจัดระเบียบ การวิจัยในเรื่องโคลนนิ่งให้รัดกุมยิ่งขึ้น หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่าง ดร.หวาง ได้สร้างความอับอายไปทั่วโลก โดยการปลอมแปลงผลการวิจัย</p>

<p>หลังจากที่กฏหมาายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การทำโคลนนิ่งข้ามสายพันธุ์ เช่น การนำเซลล์ที่มีดีเอ็นเอของมนุษย์ นำไปใส่ในไข่ของสัตว์ จะไม่สามารถทำได้อีกต่อไป หากมีผุ้ใดฝ่าฝืน จะมีบทลงโทษโดยการจำคุกถึง 3 ปี</p>

<p>Park Se-Pill ผุ้เชี่ยวชาญด้านการโคลนนิ่งของเกาหลีใต้ แสดงความไม่เห็นด้วยกับกฏหมายดังกล่าว เนื่องจากในการโคลนนิ่งมนุษย์ การใช้ไข่ของสัตว์มีความจำเป็น เนื่องจากไข่ของมนุษย์นำมาทดลองได้อย่างยากลำบาก และยังกล่าวอีกว่า กฏหมายที่ออกมา ทำให้การวิจัยดังกล่าวของเกาหลีใต้หยุดอยู่กับที่ ในขณะที่ประเทศอื่นๆ กำลังจะก้าวต่อไป</p>

<p>นอกจากนี้ กฏหมายใหม่ยังอนุญาต ให้นักวิจัยสามารถใช้สเต็มเซลล์ ที่ได้จากตัวอ่อนของมนุษย์ในการทำวิจัยเพื่อใช้ในการรักษาโรคทั่วไป จากเดิมที่กฏหมายเก่า อนุญาติให้ทำได้เฉพาะโรคที่ไม่มีทางรักษาเท่านั้น</p>

<p>ของอย่างนี้ ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news130146470.html">Physorg</a>via <a href="http://www.jusci.net/node/622/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title> ซูเปอร์โนวาที่อายุน้อยที่สุดในทางช้างเผือก</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7805" />
    <id>http://blognone.com/node/7805</id>
    <published>2008-05-16T02:15:10+07:00</published>
    <updated>2008-05-18T17:47:20+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Astrophysics" />
    <category term="Science" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักดาราฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา เสตท (North Carolina State) ได้ค้นพบซูปเปอร์โนวา (Supernova) ที่มีอายุน้อยที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก การค้นพบดังกล่าว ช่วเบิกทางให้นักดาราศาสตร์เข้าใจการระเบิดของดวงดาวได้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>ดร.สตีเฟน เรย์โนลด์ (Dr.Stephen Reynolds) และลูกทีม ได้ทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเทหวัตถุ ที่มีชื่อว่า G1.9+0.3 ที่ถูกถ่ายไว้ในปี 2007 โดยดาวเทียมรังสีเอ็กส์จันทรา (Chandra X-Ray Observatory) นำมาเปรียบเทียบกับภาพที่เคยถูกถ่ายไว้ในปี 1985 โดยเครือข่ายกล้องวิทยุขนาดยักษ์ VLA (Very Large Array radio Telescope)</p>

<p>ไม่เพียงภาพถ่ายจากดาวเทียมจันทราเท่านั้น ที่ยืนยันการค้นพบดังกล่าว บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายคน ได้พบว่า ซูปเปอร์โนวาดังกล่าว มีขนาดเพิ่มขึ้น 16% ภายในเวลาเพียง 22 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ช่วยยืนยันการค้นพบดังกล่าว</p>

<p>บทความดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters</p>

<p>สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าซูปเปอรโนวาคืออะไร ? ซูปเปอร์โนวา คือการระเบิดของดวงดาวที่หมดสิ้นอายุขัย โดยจะเกิดการสว่างวาบขึ้นมาเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไป ในระหว่างการระเบิด ก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล นอกจากพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา ดวงดาวที่ระเบิด ยังมีการปลดปล่อยมวลสารของดาวดังกล่าวออกมาอีกด้วย ซึ่งหลังจากการระเบิด ก็จะกลายเป็นแหล่งให้กำเนิดดวงดาวดวงใหม่ต่อไปเป็นวัฏจักร อย่างนี้ไปเรื่อยๆ</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Supernova">วิกิ</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news129990194.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/619/">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักดาราฟิสิกส์ จากมหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา เสตท (North Carolina State) ได้ค้นพบซูปเปอร์โนวา (Supernova) ที่มีอายุน้อยที่สุดในกาแล็กซีทางช้างเผือก การค้นพบดังกล่าว ช่วเบิกทางให้นักดาราศาสตร์เข้าใจการระเบิดของดวงดาวได้ดียิ่งขึ้น</p>

<p>ดร.สตีเฟน เรย์โนลด์ (Dr.Stephen Reynolds) และลูกทีม ได้ทำการวิเคราะห์ภาพถ่ายของเทหวัตถุ ที่มีชื่อว่า G1.9+0.3 ที่ถูกถ่ายไว้ในปี 2007 โดยดาวเทียมรังสีเอ็กส์จันทรา (Chandra X-Ray Observatory) นำมาเปรียบเทียบกับภาพที่เคยถูกถ่ายไว้ในปี 1985 โดยเครือข่ายกล้องวิทยุขนาดยักษ์ VLA (Very Large Array radio Telescope)</p>

<p>ไม่เพียงภาพถ่ายจากดาวเทียมจันทราเท่านั้น ที่ยืนยันการค้นพบดังกล่าว บรรดานักวิทยาศาสตร์หลายคน ได้พบว่า ซูปเปอร์โนวาดังกล่าว มีขนาดเพิ่มขึ้น 16% ภายในเวลาเพียง 22 ปี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญ ที่ช่วยยืนยันการค้นพบดังกล่าว</p>

<p>บทความดังกล่าว ได้ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Astrophysical Journal Letters</p>

<p>สำหรับหลายคนที่สงสัยว่าซูปเปอรโนวาคืออะไร ? ซูปเปอร์โนวา คือการระเบิดของดวงดาวที่หมดสิ้นอายุขัย โดยจะเกิดการสว่างวาบขึ้นมาเป็นเวลาสั้นๆ ก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไป ในระหว่างการระเบิด ก็จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาล นอกจากพลังงานที่ปลดปล่อยออกมา ดวงดาวที่ระเบิด ยังมีการปลดปล่อยมวลสารของดาวดังกล่าวออกมาอีกด้วย ซึ่งหลังจากการระเบิด ก็จะกลายเป็นแหล่งให้กำเนิดดวงดาวดวงใหม่ต่อไปเป็นวัฏจักร อย่างนี้ไปเรื่อยๆ</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติมแบบเต็มๆ อ่านได้ที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Supernova">วิกิ</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news129990194.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/619/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เล่นเกมคอมพิวเตอร์เก่งๆ มีสิทธิได้รางวัลโนเบล</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7753" />
    <id>http://blognone.com/node/7753</id>
    <published>2008-05-09T18:54:04+07:00</published>
    <updated>2008-05-09T19:48:52+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Computer Game" />
    <category term="Medical" />
    <category term="Proteins" />
    <category term="Research" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว</p>

<p>สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดังกล่าวมีชื่อว่า Foldit</p>

<p>ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา</p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ข่าวดีสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ที่มีลูกหลานเเหลนโหลน ชอบเล่นเกม หากลูกหลานของท่าน เป็นเซียนเกมชั้นอ๋อง รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์อาจจะตกอยู่กับลูกหลานของท่านโดยไม่รู้ตัว</p>

<p>สำหรับผู้ที่เล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ คงจะเคยใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน ในการเล่นเกมที่โปรดปรานให้จบหมดทุกด่าน จบแบบธรรมดาไม่พอ ต้องจบแบบเก็บได้ครบทุกไอเท็ม อีกต่างหาก นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยวอชิงตัน (Washington University) เล็งเห็นประโยชน์ของเหล่าบรรดาเกมเมอร์เหล่านี้ ก็เลยพัฒนาเกมที่มีส่วนช่วยในการวิจัยขึ้นมา เกมส์ดังกล่าวมีชื่อว่า Foldit</p>

<p>ก่อนที่เล่นเกมนี้แล้วได้รางวัลโนเบล ก็ต้องอธิบายหลักการในเบื้องต้นก่อน เนื่องจากในร่างกายของมนุษย์เรา ประกอบไปด้วยโปรตีน และโปรตีน ก็สามารถมีูรูปแบบต่างๆ ได้มากกว่า 100,000 รูปแบบ รวมถึงมีความไวต่อปฏิกิริยาเคมีที่ไม่เหมือนกัน เรารู้รหัสพันธุกรรมบางส่วนของโปรตีน แต่เราไม่รู้ว่ามันจะโค้งงอเปลี่ยนรูปร่างซับซ้อนได้อย่างไร ซึ่งรูปร่างของโปรตีน ถือเป็นส่วนสำคัญมากในทางชีววิทยา
<!--break-->
ถ้าหากมีคนนึกออก เคยมีโครงการอย่าง Rosetta@Home ซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์ของอาสาสมัครในการประมวลผล แต่ด้วยยอดสมาชิกในปัจจุบัน ที่มีประมาณ 200,000 คน ก็ยังไม่พอกับความต้องการดังกล่าว</p>

<p>เกม Foldit กับ โปรแกรม Rosetta ก็อาศัยรากฐานเดียวกัน แต่ในขณะที่ Rosetta@Home อาศัยเวลาว่างจากการประมวลผลมาช่วยในการคำนวณ แต่ Foldit อาศัยพลังสมองจากคนที่ว่างพอจะมาเล่นเกม ซึ่งเกมดังกล่าวไม่ต้องการอะไรมาก นอกจากความสามารถในการแก้ปัญหารูปร่าง 3 มิติเท่านั้น</p>

<p>ปัจจุบันนี้ มีผู้ที่เล่นเกมส์นี้้แล้วกว่า 1,000 คน และในอนาคต อาจมีการจัดแข่งขันระหว่างเกมเมอร์ กับ กลุ่มนักวิจัยที่ทำเรื่องโปรตีน โดยวางแผนไว้ว่า จะมีการจัด 2 ปี ครั้ง</p>

<p>สำหรับผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุด ก็จะมีการใส่ชื่อลงไปในผลงานที่ตีพิมพ์ทางด้านวิทยาศาสตร์ และสำหรับผู้ที่ชนะในการออกแบบโปรตีน ทางทีมวิจัยก็อาจนำการออกแบบนั้น มาสร้างเป็นโปรตีนที่ใช้งานได้จริง ซึ่งถ้าหากสามารถนำไปแก้ปัญหาโรคระบาดที่ร้ายแรงในปัจจุบัน (เอดส์,มาลาเรีย)  เหล่าเกมเมอร์ก็อาจมีสิทธิคว้ารางวัลโนเบลอีกด้วย</p>

<p>ดีจัง จะได้มีข้ออ้างในการเล่นเกม</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p><a href="http://fold.it/portal/adobe_main/">Foldit</a> เว็บไซท์ของเกม (ขณะที่เขียนข่าวยังไม่สามารถเข้าได้)</p>

<p><a href="http://boinc.bakerlab.org/rosetta/">Rosetta@Home</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-05/uow-cgh050808.php">EurekAlert</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/612/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>เพิ่มความฉลาด โดยการดูดนมจากเต้า</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7743" />
    <id>http://blognone.com/node/7743</id>
    <published>2008-05-09T00:25:34+07:00</published>
    <updated>2008-05-09T15:05:26+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Health" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill ได้ทำการศึกษาว่าการให้นมแม่แก่เด็กทารก มีผลต่อการพัฒนาการของตัวเด็กอย่างไร ซึ่งผลกจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ก็พบความสัมพันธ์ ระหว่างการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กับระยะเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ดูดนมจากแม่</p>

<p>จากผลการศึกษาดังจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,000 คน เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้ ดร. Michael Kramer ได้้ข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ว่า ยิ่งแม่ให้ลูกดูดนมเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กฉลาดขึ้นเท่าั้นั้น</p>

<p>วิธีการประเมินผล ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ใช้ ก็ได้แก่ การทำข้อสอบวัดไอคิว และการให้คะแนนความสามารถด้านการเขียน, อ่าน, คณิตศาสตร์ จากบรรดาอาจารย์ที่ทำการสอน ซึ่งจากผลลัพธ์ได้ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ดูดนมแม่เป็นระยะเวลานานกว่า ก็จะมีสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-05/mu-msl050108.php">EurekAlert</a> via <a href="http://jusci.net/node/605/">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย McGill ได้ทำการศึกษาว่าการให้นมแม่แก่เด็กทารก มีผลต่อการพัฒนาการของตัวเด็กอย่างไร ซึ่งผลกจากกลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนมาก ก็พบความสัมพันธ์ ระหว่างการพัฒนาการทางด้านสติปัญญา กับระยะเวลาที่ลูกมีโอกาสได้ดูดนมจากแม่</p>

<p>จากผลการศึกษาดังจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 14,000 คน เป็นเวลากว่า 6 ปี ทำให้ ดร. Michael Kramer ได้้ข้อสรุปที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจน ว่า ยิ่งแม่ให้ลูกดูดนมเป็นเวลานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เด็กฉลาดขึ้นเท่าั้นั้น</p>

<p>วิธีการประเมินผล ที่ทีมวิจัยกลุ่มนี้ใช้ ก็ได้แก่ การทำข้อสอบวัดไอคิว และการให้คะแนนความสามารถด้านการเขียน, อ่าน, คณิตศาสตร์ จากบรรดาอาจารย์ที่ทำการสอน ซึ่งจากผลลัพธ์ได้ แสดงให้เห็นว่า เด็กที่ดูดนมแม่เป็นระยะเวลานานกว่า ก็จะมีสติปัญญาที่สูงกว่าเด็กทั่วไป</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.eurekalert.org/pub_releases/2008-05/mu-msl050108.php">EurekAlert</a> via <a href="http://jusci.net/node/605/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>ซอฟต์แวร์สำหรับเร่งความเร็ว P2P</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7696" />
    <id>http://blognone.com/node/7696</id>
    <published>2008-05-04T00:59:32+07:00</published>
    <updated>2008-05-04T23:37:08+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Internet" />
    <category term="P2P" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ปริมาณแบนวิดธ์กว่า 70% ของระบบอินเตอร์เน็ต ได้ถูกใช้ไปโดยเครือข่าย P2P ซึ่งนำมาสู่ปัญหาขัดแย้ง ระหว่างผู้ใช้งาน กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งแต่ฝ่ายก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของตัวเอง</p>

<p>Fabian E. Bustamante และ David Choffnes สองนักวิจัย แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern University&#8217;s McCormick School of Engineering and  Applied Science ได้ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Ono ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการค้นหา เครื่องลูกข่ายในเครือข่าย P2P ที่อยู่ใกล้กันมากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ถูกดาวน์โหลด โดยผู้ใช้งานกว่า 150,000 คน และถูกนำไปประยุกต์ใช้ ในโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Azureus  ซึ่งทางผู้พัฒนาอ้างว่า การใช้ Ono สามารถทำให้การดาวน์โหลดทำได้เร็วขึ้นจากเดิม ประมาณ 200%</p>

<p>สิ่งที่ทำให้ Ono แตกต่างจากซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกัน อย่างเช่น <a href="http://www.blognone.com/node/7255">P4P</a> ของ Verizon ก็คือ Ono เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส และสามารถติดตั้งได้บนเครื่องลูกข่ายของผู้ใช้งาน โดยที่ทาง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ หรือติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p><a href="http://www.aqualab.cs.northwestern.edu/">AquaLab</a>  ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์</p>

<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Proactive_network_Provider_Participation_for_P2P">P4P</a> รายละเอียดของ P4P</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news128959638.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/599/">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>ในปัจจุบัน ปริมาณแบนวิดธ์กว่า 70% ของระบบอินเตอร์เน็ต ได้ถูกใช้ไปโดยเครือข่าย P2P ซึ่งนำมาสู่ปัญหาขัดแย้ง ระหว่างผู้ใช้งาน กับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ซึ่งแต่ฝ่ายก็ล้วนแล้วแต่มีเหตุผลของตัวเอง</p>

<p>Fabian E. Bustamante และ David Choffnes สองนักวิจัย แห่งมหาวิทยาลัย Northwestern University&#8217;s McCormick School of Engineering and  Applied Science ได้ทำการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า Ono ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับการค้นหา เครื่องลูกข่ายในเครือข่าย P2P ที่อยู่ใกล้กันมากที่สุด ซึ่งปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ดังกล่าวได้ถูกดาวน์โหลด โดยผู้ใช้งานกว่า 150,000 คน และถูกนำไปประยุกต์ใช้ ในโปรแกรมยอดนิยมอย่าง Azureus  ซึ่งทางผู้พัฒนาอ้างว่า การใช้ Ono สามารถทำให้การดาวน์โหลดทำได้เร็วขึ้นจากเดิม ประมาณ 200%</p>

<p>สิ่งที่ทำให้ Ono แตกต่างจากซอฟต์แวร์ประเภทเดียวกัน อย่างเช่น <a href="http://www.blognone.com/node/7255">P4P</a> ของ Verizon ก็คือ Ono เป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส และสามารถติดตั้งได้บนเครื่องลูกข่ายของผู้ใช้งาน โดยที่ทาง ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ หรือติดตั้งซอฟต์แวร์เพิ่มเติม</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p><a href="http://www.aqualab.cs.northwestern.edu/">AquaLab</a>  ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์</p>

<p><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Proactive_network_Provider_Participation_for_P2P">P4P</a> รายละเอียดของ P4P</p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news128959638.html">Physorg</a> via <a href="http://www.jusci.net/node/599/">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>คอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอมอน อาจจะมีให้ใช้งานจริง ในเร็วๆ นี้</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7686" />
    <id>http://blognone.com/node/7686</id>
    <published>2008-05-02T18:53:16+07:00</published>
    <updated>2008-05-02T22:40:56+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Helicopter" />
    <category term="Technology" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงจะเคยดูการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน คอปเตอ์ฺไม้ไผ่ ถือเป็นอุปกรณ์ทีเด็ด ที่มักจะโผล่มาเกือบทุกตอน ใครที่เคยดูก็คงอยากจะมีซักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะได้มีโอกาสใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่  โบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า</p>

<p>ฝันดังกล่าวเริ่มเข้าใกล้วความจริงขึ้นมาทุกที เมื่อบริษัท Technologia Aerospacial Mexicana (TAM) ได้ทำการออกแบบและพัฒนา เฮลิคอปเตอร์ขนาดพกพา ซึ่งสามารถสะพายหลังและบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้</p>

<p>บริษัท TAM ได้อธิบายหลักการทำงานของเครื่องมือดังกล่าวว่า ใช้พลังงานจากไฮโดรเจน ซึ่งบรรจุอยู่ในกระป๋องโลหะจำนวนสองอัน โดยมีจรวดขนาดเล็ก ซึ่งติดอยู่กับปลายทั้งสองข้างของใบพัด จะเป็นตัวการขับเคลื่อนใบพัด แทนที่จะใช้มอเตอร์ในการหมุนใบพัด เหมือนกับเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป อุปกรณ์ดังกล่าวมีขนาดเล็กมากพอ ที่จะสวมใส่พกพา โดยจะยึดกับร่างกายของผู้สวมใส่ผ่านทางเสื้อรัดรูปที่ผลิตขึ้น ด้วย คาร์บอนไฟเบอร์</p>

<p>แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวก็ยังเป็นแค่ไอเดีย แต่บริษัท TAM ก็มีชื่อเสียงและประสบการณ์ ในการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับจรวด เช่น จักรยานจรวด, เข็มขัดจรวด ซึ่งทางบริษัทคาดว่า จะสามารถผลิตและทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าว ในเร็วๆ นี้</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p><a href="http://www.tecaeromex.com/ingles/RH-i.htm">เว็บไซต์ของ TAM</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news128929559.html">Physorg</a>  via  <a href="http://www.jusci.net/node/598">Jusci.net</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>เชื่อว่าหลายคนในที่นี้คงจะเคยดูการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน คอปเตอ์ฺไม้ไผ่ ถือเป็นอุปกรณ์ทีเด็ด ที่มักจะโผล่มาเกือบทุกตอน ใครที่เคยดูก็คงอยากจะมีซักครั้งหนึ่งในชีวิต ที่จะได้มีโอกาสใช้คอปเตอร์ไม้ไผ่  โบยบินขึ้นไปบนท้องฟ้า</p>

<p>ฝันดังกล่าวเริ่มเข้าใกล้วความจริงขึ้นมาทุกที เมื่อบริษัท Technologia Aerospacial Mexicana (TAM) ได้ทำการออกแบบและพัฒนา เฮลิคอปเตอร์ขนาดพกพา ซึ่งสามารถสะพายหลังและบินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้</p>

<p>บริษัท TAM ได้อธิบายหลักการทำงานของเครื่องมือดังกล่าวว่า ใช้พลังงานจากไฮโดรเจน ซึ่งบรรจุอยู่ในกระป๋องโลหะจำนวนสองอัน โดยมีจรวดขนาดเล็ก ซึ่งติดอยู่กับปลายทั้งสองข้างของใบพัด จะเป็นตัวการขับเคลื่อนใบพัด แทนที่จะใช้มอเตอร์ในการหมุนใบพัด เหมือนกับเฮลิคอปเตอร์ทั่วไป อุปกรณ์ดังกล่าวมีขนาดเล็กมากพอ ที่จะสวมใส่พกพา โดยจะยึดกับร่างกายของผู้สวมใส่ผ่านทางเสื้อรัดรูปที่ผลิตขึ้น ด้วย คาร์บอนไฟเบอร์</p>

<p>แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ดังกล่าวก็ยังเป็นแค่ไอเดีย แต่บริษัท TAM ก็มีชื่อเสียงและประสบการณ์ ในการผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับจรวด เช่น จักรยานจรวด, เข็มขัดจรวด ซึ่งทางบริษัทคาดว่า จะสามารถผลิตและทดสอบอุปกรณ์ดังกล่าว ในเร็วๆ นี้</p>

<p>ข้อมูลเพิ่มเติม</p>

<p><a href="http://www.tecaeromex.com/ingles/RH-i.htm">เว็บไซต์ของ TAM</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.physorg.com/news128929559.html">Physorg</a>  via  <a href="http://www.jusci.net/node/598">Jusci.net</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
  <entry>
    <title>Ubuntu 8.04 ออกอย่างเป็นทางการแล้ว</title>
    <link rel="alternate" type="text/html" href="http://blognone.com/node/7613" />
    <id>http://blognone.com/node/7613</id>
    <published>2008-04-24T21:11:00+07:00</published>
    <updated>2008-04-24T21:13:35+07:00</updated>
    <author>
      <name>Mr.JoH</name>
    </author>
    <category term="Linux" />
    <category term="Ubuntu" />
    <summary type="html"><![CDATA[<p>หลังรอคอยมา 6 เดือน ในที่สุดเจ้านกยางทรหด (Hardy Heron) ก็ได้ฤกษ์ออกมาอย่างเป็นทางการซะที</p>

<p>รายละเอียดรุ่น <a href="http://www.ubuntu.com/products/whatisubuntu/desktopedition">Desktop</a></p>

<p>รายละเอียดรุ่น <a href="http://www.ubuntu.com/products/whatisubuntu/serveredition">Server</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.ubuntu.com/">Ubuntu</a></p>
    ]]></summary>
    <content type="html"><![CDATA[<p>หลังรอคอยมา 6 เดือน ในที่สุดเจ้านกยางทรหด (Hardy Heron) ก็ได้ฤกษ์ออกมาอย่างเป็นทางการซะที</p>

<p>รายละเอียดรุ่น <a href="http://www.ubuntu.com/products/whatisubuntu/desktopedition">Desktop</a></p>

<p>รายละเอียดรุ่น <a href="http://www.ubuntu.com/products/whatisubuntu/serveredition">Server</a></p>

<p>ที่มา - <a href="http://www.ubuntu.com/">Ubuntu</a></p>
    ]]></content>
  </entry>
</feed>
