ทำไมเรายังต้องการโปรแกรมนอก App Store?

tags:

เป็นบทความพิเศษของ Gizmodo ครับ ชื่อต้นฉบับคือ Why We Still Need the iPhone App Black Market

ใจความสำคัญคือ iPhone SDK นั้นมีข้อจำกัดมากเกินไป ทำให้โปรแกรมดีๆ หลายตัวในยุคก่อน SDK นั้นไม่สามารถใช้งานได้ ข้อจำกัดเหล่านี้ได้แก่

  • นักพัฒนาไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของฟังก์ชันฟังเพลงได้
  • ไม่มีโปรเซสที่ทำงานเบื้องหลัง นอกจาก IM จะไม่ได้แล้ว โปรแกรมอื่นๆ เช่น อัดเสียงขณะคุยโทรศํพท์ หรือ Copy-paste ที่มีคนทำมาแจก เลยใช้ไม่ได้ทั้งหมด
  • ไม่สามารถนำฟังก์ชันของโปรแกรมไปใส่ใน OS ได้ ดังนั้นโปรแกรมจาก App Store จึงเป็นพลเมืองชั้นสองเสมอ
  • ไม่สามารถลงเกมหรือ emulator ได้
  • ปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้า ทำให้โปรแกรมที่ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์อื่นๆ (เช่น TiVo หรือ Netflix) ต้องให้เจ้าของมาทำเองเท่านั้น
  • นักพัฒนาไม่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันของฮาร์ดแวร์ได้
  • แอปเปิลไม่เปิดเผยวิธีการรีวิวโปรแกรมก่อนเอาขึ้น App Store รวมถึงไม่ให้ข้อมูลว่าโปรแกรมถูกดาวน์โหลดไปกี่ครั้งแล้ว ซึ่งทำให้สุดท้ายแล้วนักพัฒนาต้องเขียนวิธีส่งข้อมูลกลับกันเอง
  • จำกัดจำนวนอุปกรณ์ทดสอบแค่ 5 เครื่องต่อโปรแกรม ทำให้ผู้ใช้กลายเป็น beta tester แทน (ตัวเลขนี้กำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 100)
  • แอปเปิลให้ความสำคัญกับตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง เงื่อนไขใน SDK ทำให้ Opera ตัดสินใจไม่ทำเบราว์เซอร์ลง iPhone

ด้วยเหตุผลที่ว่ามาทั้งหมด Gizmodo จึงบอกว่าเราต้องการซอฟต์แวร์อย่าง Pwnage และโปรแกรมนอก App Store ต่อไป

ที่มา - Gizmodo

Montimedia's picture

เพระาเหตุนี้ Cydia และ Installer ก็ยังจำเป็นต่อไปครับ

put4558350's picture

และอีกสักพัก Pwnage จะเอาโปรแกรมใน App Store ออกมาให้เล่นฟรี ^^

kohsija's picture

ถูกต้อง Apple เห็นแก่ตัวเกินไป
แต่อย่างว่า ธุรกิจ


Kohsija

Bongbank's picture

ขึ้นชื่อว่า apple หนิครับ ยังไงศาสดาเค้าก็ยังเป็นใหญ่อยุ่ดีครับ นี่ก็ถือว่าบุญแระที่เค้าแจก SDK ออกมา ปกติเค้าไม่ง้อ Programmer หรอกครับ

kraivit's picture

ทำให้ Opera ตัดสินใจไม่ทพเบราว์เซอร์ลง iPhone <เขียนผิด

keng's picture

ไม่เทพเบราเซอร์

AdmOd's picture

ฮา

tomazzu's picture

ไม่ทำ กระมั้งครับ


http://tomazzu.exteen.com

put4558350's picture

เพราะ …

  1. รู้สึกว่าจะโดนค่าหัวคิวอย่างน้อย 30% (+ขายยากเพราะ iPhone ก็มี safari อยู่แล้ว)

  2. เมื่อทำโปรแกรมออกมาต้องให้ apple อนุญาตและลงรหัสเพื่อให้ติดตั้งลง iPhone ใด้ (ทำออกมา apple อาจจะไม่อนุญาตเพราะอยากให้ user ไช้ safari มากกว่า)

  3. การลงรหัสทำให้ลอก code ที่เป็น GPLv3 มาไม่ใด้ (หากมีบางส่วน Opera ลอกมาการเอาลง iPhone จะติดข้อกตหมาย)

^^

meddlesome's picture

คีย์บอร์ดไทย ต้องรอ Apple แทนทีจะทำกันได้เอง เหตุนี้เราก็ยังต้องการ jailbreak apps


meddlesome.tech.blog

pit's picture

หรืออาจต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อลงคีย์บอร์ดภาษาไทย?

Jedt3D's picture

โดยภาพรวมผมว่านักพัฒนาก็ยังมีส่วนได้ผลดีเยอะนะครับ ไม่ว่าจะได้ลงใน app store เลย ไม่ต้องเสียค่า royalty อะไรต่างๆ ทำให้หน้าใหม่ก็เกิดได้ทัดเทียมกัน

แต่เรืองข้อด้อยที่บทความกล่าวมาก็เห็นด้วยเช่นกัน สรุป apple ควรปรับปรุงให้มากกว่านี้ในด้านการสนับสนุน developer

—New Java Face In De Block— —total eclipse—

meddlesome's picture

$99 fee ครับสำหรับผู้ที่จะเอามาลง App Store ไม่ว่าฟรีหรือไม่ฟรี แต่รายได้เราได้ 70% ศาสดาได้ 30% ครับ


meddlesome.tech.blog

Jedt3D's picture

ขอบคุณครับที่ correct ให้ ลืมไปเลยไอ้ $99 ส่วนของส่วนแบ่งนั้นก็พอโอเคอยู่ — Flex | Java | REALBasic —

ezy's picture

เห็นมีบางคนบ่นผ่าน TUAW ว่า App ของพวกเขาไม่ผ่าน Approve เพราะเขียนคำบรรยายผิดหลักไวยากรณ์!

ผมคิดว่ามันก็หลายๆ ประเด็นแหละ App Store อาจจะเป็นเพียงแค่ช่องทางอันแรกที่ยอมให้ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มได้ (แล้ว Apple ก็ได้ประโยชน์)

ลองคิดดูว่าถ้ามี ยูสเซ่อ สามารถเข้าถึง Partition หลักของ iPhone ได้ แต่ใช้งานไม่เป็นลบโน่นลบนี่จนในที่สุดโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ อันนี้ก็เป็นความหายนะที่ Apple คงไม่อยากจะดูแลเท่าไร

ในอนาคตมันอาจจะเปิดมากกกว่านี้ก็ได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไป (แล้วก็ภาวนาให้มันเปิดมากกว่านี้ เพราะผมรู้สึกว่า $99 หรือ $250 มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเสียนะ เราทำเองแทบทุกอย่าง ทางนั้นไม่ได้มาช่วยเราเขียน Code อะไรเลยยังจะเก็บเงินเราอีก)

ezybzy.info blog

meddlesome's picture

ยูสเซ่อ 555 use-ser


meddlesome.tech.blog

illusion's picture

<ลองคิดดูว่าถ้ามี ยูสเซ่อ สามารถเข้าถึง Partition หลักของ iPhone ได้ แต่ใช้งานไม่เป็นลบโน่นลบนี่จนในที่สุดโทรศัพท์ใช้การไม่ได้ อันนี้ก็เป็นความหายนะที่ Apple คงไม่อยากจะดูแลเท่าไร>

แต่ถ้าสมมุติว่า apple อ้างอย่างนี้ก็คงจะเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นอ่ะครับ เหมือนไม่เคยทำแมคมาได้เกือบยี่สิบปีว่างั้นเหอะ ถามว่าแล้วกับแมคนั้นทำได้อย่างไรล่ะ user ก็ทำอะไรได้อย่างอิสระ ลบนั่นลบนี่ได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาก็เพียงแค่ลงระบบเข้าไปใหม่ (ซึ่งง่ายและปวดหัวน้อยกว่าการลง windows เยอะ) ซึ่งกับ apple ก็คงคิดได้เหตุผลเดียว…ธุรกิจ

iphone เป็นมือถือที่น่าใช้มาก (ถ้าไม่นับว่าตอนนี้มันเกร่อแล้ว) แต่ถ้าให้ผมซื้อมือถือใหม่ ตอนนี้ผมคงยังอยากได้พวก Windows mobile อยู่ดี หรือไม่ก็รอดู Symbian ที่ open source แล้ว หรือไม่ก็ android ดีกว่า

put4558350's picture

การเข้าถึงข้อมูลนอกจาก full connect และ access denied ยังมี read only และ user-prompt อยู่ …

ไม่พ้นแหละ apple อยากใด้ $99 + 30% มากกว่า

^^

bankkung's picture

เหตุผลสั้นๆที่แอปเปิลปิดเพราะอยากให้เป็นระบบปิด
จะได้โดนแฮคยาก(?)

เค้าอยากให้เป็นระบบปิด เข้าถึงพาร์ทิชันไม่ได้แล้วก็เขียนโปรเซสเบื้องหลังไม่ได้เพราะ
1)ถ้าเข้าถึงได้ง่าย อาจจะถูกเขียน boot manager ใหม่ได้ (ซึ่งก็ทำได้นานแล้ว นอก App Store) หรืออาจจะแก้ไขข้อมูลความปลอดภัยภายในเครื่องก็ได้นะ
2)ถ้ามีโปรเซสเบื้องหลังอาจจกินไฟมากกว่าเดิม
3)สปายแวร์? ไวรัส? ทำงานเป็นโปรเซสเบื้องหลังโดยยูสเซอร์ไม่รู้ตัว

สรุป เข้าถึงไม่ได้แหละดีแล้ว ทีมงานจะได้ปวดหัวกับปัญหา Security น้อยลง(??)
ปล.ทุกวันนี้มันก็แฮคได้เกือบหมดละ จะเอาอะไรอีกคร้าบ แอปเปิ้ลลล

msmart's picture

แอปเปิลทำแบบระบบปิดยังทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยอมรับ และชอบได้อยู่ ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผล

—-
Khajochi Blog : It’s not a Bug … It’s a Feature

Site Search

 
Web blognone.com

Poll

User login