ซอฟท์แวร์ก๊อปปี้ ดีจริงหรือ?

tags:

เล่าเหตุการณ์ให้ฟังกันก่อน
สัปดาห์ที่แล้วมี โอกาสได้ลงโปรแกรมให้กับเพื่อน ซึ่งเพิ่งโดนไวรัสไปสดๆ หมาดๆ เพิ่งจะฟอร์แมท ได้แผ่นสำหรับลงโปรแกรมมา 3 แผ่น คือ office 2007, Adobe CS3 suite และ ACDsee ซึ่งแผ่นทั้งหมดนี้มาจากแถวพันทิพย์นั่นเอง ถือว่าเป็นโอกาสดีมากสำหรับครั้งนี้ที่ได้เห็นว่า ซอฟต์แวร์เถื่อนนี่อันตรายจริงๆ มาดูกันค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ขนาดมีแค่ 3 โปรแกรมเอง รอบนี้แจ๊กพ็อตจริงๆ เริ่มต้นด้วยการติดตั้ง Adobe CS3 Master Collection ยังไม่ทันไรก็เจอเลย พยายามจะเปิดโปรแกรม Key generator เพื่อสร้าง serial number ให้ เจ้า Trojan ก็ฝังตัวอยู่ในตัว Key generator นี่แหละ

ยังไม่แค่นั้น ตอนลง ACDSee ต่ออีก ก็เจอ CN911.EXE ซึ่งเป็นโปรแกรมพวก back door อีก ซึ่ง trojan พวกนี้อันตรายมากกับความปลอดภัยของข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะมันคือโปรแกรมที่เปิดทางให้ hacker สามารถขโมยข้อมูลในเครื่องของเราได้ มีหลักการทำงานเดียวกับ client/server เลย แบบว่า remote เข้ามาได้โดยที่เราก็ป้องกันอะไรไม่ได้ ซึ่งน่าเศร้ามาก ที่ Trojan พวกนี้จะถูกฆ่าได้ก็ต่อเมื่อต้องเป็นตัวโปรแกรม antivirus แบบมีลิขสิทธิ์เท่านั้น เพราะเราจะสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสล่าสุดได้ ไม่ว่าจะมาไม้ไหนก็จับได้หมด แต่ถ้าใช้ antivirus เถื่อน ก็จบ

คราวนี้คิดหนักแล้ว เหลือ Microsoft Office 2007 อีกตัวที่ยังไม่ได้ลง จริงๆ ก็ไม่อยากจะยุ่งแล้ว แต่ว่าเพื่อนก็ต้องการใช้มากๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมหลักของเครื่องเลย เราก็ทำใจไม่ได้ อยากจะช่วยเพื่อนแต่ไม่อยากจะทำร้ายเพื่อนในเวลาเดียวกัน ก็เลยลองไปหาในเว็บ ก็เลยได้เห็นว่า Microsoft มีโปรโมชั่นอยู่พอดี คือให้ซื้อ Microsoft Office Home and Student 2007 ในราคาถูกสุดๆ แค่สามพันเท่านั้น แถมซื้อหนึ่งได้ลงได้ถึง 3 เครื่อง เลยพาเพื่อนไปซื้อพร้อมกันเลยเพราะก็อยากได้มาใช้งานเหมือนกัน เสร็จแล้วก็กลับมาลงให้ที่บ้านเพื่อน แกะกล่องดู เห็นสิทธิประโยชน์ได้พร้อมมาด้วยก็รู้สึกสบายใจ ก็เลยมานั่งคิดชั่งใจว่า…

จริงหรือ? ที่ทุกวันนี้เราใช้ของฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าวันหนึ่งของปลอมพวกนี้มาทำร้ายคอมพิวเตอร์ของเรา ถึงขนาดพังไปเลยแก้ไม่ได้ เราจะทำยังงัย คุ้มกับเงินหลักหมื่นที่เราเสียไปไหม? คุ้มกับข้อมูลที่โดนแฮกไหม?

ของฟรี…ดีจริงหรือ
ของ ดี และยังฟรี ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น แต่บางคนคงเคยได้ยินว่า ของฟรี ไม่มีในโลก แต่อยู่ที่ว่า จะมีใครรู้บ้างว่า เราต้องเสียอะไรไปกับของฟรีบ้าง? ผู้เขียนเป็นคนหนึ่ง ที่โดนกล่อมเกลาในเรื่อง plagiarism หรือ ความรู้จักละอายใจเมื่อก๊อปปี้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง และเป็นคนหนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีกับผู้คนรอบข้าง ที่จะให้ใช้ซอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ วันนี้เลยคิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะมาพูดคุยให้กับชาว Blognone เห็นประโยชน์กับการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เผื่อจะเป็นแสงสว่างนำทาง ให้เพื่อนๆ เลือกที่จะทำสิ่งที่ดี อย่างที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ในตอนนี้ค่ะ

โดยปกติของคนส่วนใหญ่ แน่นอนว่าต้องอะไรที่ได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ และด้วยความชอบของฟรีแบบนี้ ทำให้โลกนี้ เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญามากมาย โดยเฉพาะด้านซอฟต์แวร์เป็นด้านที่เห็นได้ชัดมาก เพราะลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง การก๊อปปี้จึงเป็นวิธีการที่ง่าย และราคาถูก ที่จะได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ โดยที่ผู้ใช้ ลืมคำนึงถึงข้อเสียกันเลยทีเดียว เพื่อให้เห็นภาพชัด จึงขออ้างอิงข้อมูลทางวิชาการจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งได้เก็บสถิติเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โดยได้ข้อมูลจากรายงานของ BSA พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากที่สุดเป็นอันดับ ที่ 5 ในเอเชียแปซิฟิกในปี 2006 ซึ่งนับได้ว่า ประเทศไทยทำอันดับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้ดีทีเดียว แล้วแบบนี้เราสมควรจะภูมิใจไหม ที่มีชื่อเสียงด้านการก๊อปปี้ติดอันดับ TOP 5 ของเอเชีย

ด้วยเหตุนี้ ก็สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลไทย จึงพยายามเป็นอันมากที่จะกำจัดปัญหานี้ โดยกำหนดเป็นนโยบายในรัฐธรรมนูญไทยในปี 2007 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 10 2007-2011 เพื่อโน้มน้าวให้ทั้งองค์กรราชการและอิสระ ร่วมมือกันใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และมากกว่านั้น เชื่อไหมว่า จากการศึกษาของ IDC พบว่า หากอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงจาก 80% เหลือ 70% จะทำให้อุตสาหกรรม IT เติบโตจากเดิมเป็น 91% และทำให้เกิดตำแหน่งงานด้าน IT เพิ่มขึ้น กว่า 2,100 งาน เลยทีเดียว

ถึงเวลาหรือยัง ที่พวกเราควรกลับมาทบทวน เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์ จริงหรือ? ที่เราจะต้องเกิดความสูญเสียมากขึ้น จากการที่เราคิดจะใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ เคยคิดไหม ว่ามันอาจจะเป็นแค่นิสัยชอบใช้ของฟรีเฉยๆ โดยลืมคิดถึงความคุ้มค่า และข้อดีข้อเสียจริงๆ ของสิ่งที่เราใช้ และราคาซอฟต์แวร์เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ลองดูตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เราใช้กันบ่อยๆ ดีกว่า

ซอฟท์แวร์สามัญประจำบ้าน
ยกตัวอย่างโปรแกรม ป้องกันไวรัสชื่อดังอย่าง Bitdefender มีราคาเพียงกล่องละ 380 บาทเท่านั้น (ถูกกว่าพิซซ่าถาดกลางเสียอีก) แต่สิ่งที่คุณจะได้มากกว่าซอฟต์แวร์แบบเถื่อนคือ คุณจะได้รับบริการหลังการขาย การอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสที่เป็นปัจจุบันที่สุด หากเกิดความสูญเสียกับข้อมูลของคุณจากการใช้งาน ก็จะมีผู้รับผิดชอบหากมันเกิดจากไวรัส!

หรือมองย้อนกลับมามองซอฟต์แวร์ไทยยอดฮิต อย่าง Thai dictionary ของ ส.เศรษฐบุตร ก็มีราคาอยู่ที่หลักร้อยเท่านั้น หรือใครที่ไม่อยากเสียเงินเลย ก็หันมาใช้ของฟรีแบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ทดแทนได้ เช่น ใช้ Gimp แทนการใช้ Photoshop ก็ได้ความสามารถที่เท่าเทียมกัน แถมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย แม้แต่ Enterprise Software เดี๋ยวนี้ยังมีให้ใช้ฟรีเลย ยกตัวอย่าง ERP ชื่อดัง เช่น Apache OFBiz มีทุกคอมโพเนนท์เกี่ยวกับด้านธุรกิจให้ใช้งาน แถมสามารถแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะกับองค์ได้

หรือจะกล่าวไปถึงระบบปฏิบัติการ แทนที่จะต้องมาใช้แผ่นวินโดวส์เถื่อนให้มันเสี่ยงต่อความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะว่าคุณจะอัพเดตมันไม่ได้หรอก เค้าจะจับได้เอา พอพูดถึงระบบปฏิบัติการยอดฮิตที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างเช่นวินโดวส์ ปัจจุบันนี้เราก็สามารถใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพราะมันถูกแถมมากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่แล้ว ไม่ต้องก๊อปปี้ให้เสียเวลา แถมได้ความอบอุ่นใจด้วยว่า เราจะได้ระบบปฏิบัติการที่มีเสริมความปลอดภัยให้กับข้อมูล อัพเดตโปรแกรมได้ตลอดเวลาและจะได้รับการดูแลแบบถูกกฎหมายหลังการใช้งาน และที่มากกว่านั้น แม้แต่ซอฟท์แวร์ชื่อดังอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ก็ดิ่งราคาลง จากราคาหลักหมื่น เหลือแค่สามพันบาทเท่านั้นเอง ! มันไม่ได้มากมายอะไรเลย ถ้าเราจะเสียเงินเพื่อบริการหลังการขาย และความมั่นใจในการใช้งานว่าข้อมูล ที่มีค่ามากกว่าเงินสามพันของเรา จะไม่เกิดความเสียหาย และรู้สึกภูมิใจกับการใช้ของลิขสิทธิ์ เหมือนเวลาที่เรายอมควักเงินเพื่อซื้อ iPOD หรือ iPHONE

ยิ่งอ่าน ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่า แล้วเราจะใช้ของปลอมกันทำไมเนี่ย!

อ้างอิงจาก DETERMINANTS OF SOFTWARE PIRACY IN THAILAND by Chatwalai Taechasaensiri, Asian Institute of Technology, May 2008

zda98's picture

อ่านแล้วโดนใจคน IT ทุกคนเลยครับ

put4558350's picture

จริงๆ อยากให้บอกด้วยว่าชื้อแผ่นมาจากร้านใหน เวลาชื้อจะใด้ไปชื้อร้านอื่น

เพราะตามเวป bit ก็ไช้ระบบเครดิต กล่าวคือจะมีคนมาบอกว่ามันปลอดภัยหรือปล่าว แล้วไอ้คนที่บอกก็จะโดยตรวจสอบอีกที ตามร้านขายแผ่นก็น่าจะมีคนทำระบบเครดิตเพิมขึ้นมาบ้าง คนที่ขายจะใด้ตรวจสอบตัวแผ่นด้วย

ปล.

  1. ผมเข้าใจดีว่าบ้านเราไม่มีที่ชื้อ และไม่คิดจะชื้อ software ลิขสิทธ์ ในเร็วๆนี้แน่ อย่าง Microsoft Office “Home and Student 2007” แท้ขายในราคา “3000” ลงใด้แค่ 3 เครื่อง/ครั้ง แต่ถ้าแผ่นผี Microsoft Office “Full” ลงกี่เครื่องก็ใด้ ในราคา “50-100” (พร้อมโปรแกรมเล็กๆอีกมากมาย)

  2. Windows ผีลงกี่ครั้งก็ใด้ หมดปีก็ format นอกจากกำจัด virus ทั้งหมด เครื่องยังเร็วขึ้นเล็กน้อยและ junk หายไปด้วย แต่ ไช้ Vista แท้ลงใด้จำกัดครั้ง ทั้งที่เหตุผลชองการ format บางทีก็ไม่ไช่ความผิดของผู้ไช้เช่น system update แล้วไฟดับ หรือติด virus จากเวปโป้

  3. สนับสนุนการชื้อสินค้าแท้ แต่ไม่สนับสนุนการไช้ DRM ไร้สมอง … อย่าง หนังกับเพลงที่แผ่นแท้มี virus แผ่นกอปไม่มี virus หรือ Windows Genuine Advantage ที่เข้าไปยุ่งกับไฟลของ user ใด้ ชึ่งถ้า hacker รู้วิธีไช้ช่องทางนี้ใด้ มีหวังสนุกแน่ เช่นทำให้เครื่องเป่าหมายเปิดไม่ติด หรือเปลี่ยน wallpaper เป็น ad บางอย่าง (โดย hacker)

เข้าใจว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่ไม่สนับสนุนให้ฟังความข้างเดียว ^^

Slimy's picture

ผมคิดต่างออกไปนะ เครื่องผมละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหนัง เพลงหรือแม้แต่โปรแกรม เกมส์ เรียกได้ว่าถ้าของจริงทั้งคงหลายแสน แต่ผมแบ่งมันเป็นเรื่องบริโภค กับ เรื่องลิขสิทธิ์

เรื่องบริโภค การใช้โปรแกรมต่างๆ โปรแกรมใหม่ๆ ยำ แคะ แกะ เกาเข้าไปเถอะครับ ตราบใดที่มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ผมไม่คิดว่าตัวเองเอาเปรียบนักพัฒนาด้วย

เรื่องลิขสิทธิ์ ผมคำนึงถึง เรื่องอื่นที่ตามมาด้วย เช่น การให้บริการหลังบริการ ทั้งการอัพเดทโปรแกรม ข่าวสาร รวมไปถึงการจัดเทรนการใช้งานต่างๆ

ยกตัวอย่างนะครับ เกมส์หลายเกมส์ออกมาใหม่ๆ ผมโหลดมาเล่นหมดแหละ แต่อันไหนสนุกอยากจะเล่นออนไลน์ ผมก็ไปซื้อแผ่นแท้มา ส่วนมากใช้แผ่นแท้เล่น(ล่อก่อนเข้า) จะอัพเดทก็สะดวกกว่า หา Crack nocd ให้ถูก version ถ้าแผ่นเสียก็ถามหา support

ร้านแผ่นก๊อปในพันทิพย์ ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรหรอกครับ บางทียังหยิบแผ่น version ของ MAC มาให้ผมเลย ไอ้ครั้นจะไปสร้างเครดิต ก็โดนจับถูกตัวสิครับ

  1. Office 2007 student ราคา 3,000 ให้ลง 3 เครื่อง ตกเครื่องละพัน แต่มันไม่ได้หมายความว่าลงเครื่องที่สี่ ลงเสร็จแล้วเครื่องระเบิดนะครับ ——— ดูที่จุดประสงค์ครับ version นี้ให้สำหรับสถานศึกษาซื้อมาให้ครบคลุมจำนวนเครื่องที่เขาใช้สอนนักเรียน นักศึกษา ถ้าเราจะซื้อมาใช้งาน อย่างที่เจ้าของ topic บอก คนละพัน เออ ผมว่ามันคุ้มมากนะ เทอมนึง ค่าหนังสือ ค่าเทอม(หน่วยกิจ) มันมากกว่านี้เยอะนะครับ
  2. Windows ลิขสิทธิ์จำกัดจำนวนการลงด้วยหรือครับ ทุกครั้งที่ผมลงเครื่องให้ User เครื่อง HP แต่ลงแผ่นของ Dell ลงเสร็จให้ Activate ผมใช้คีย์เดิม ซึ่งก็ผ่านทุกครั้ง บางเครื่องมากกว่า 5 ครั้ง หรือผมพลาดอะไรไป
  3. ผมเองก็ไม่สนับ DRM แบบโง่ๆ เหมือนกัน แต่ WGA มันเข้าไปยุ่งไฟล์ของ User ด้วยหรอครับ
put4558350's picture
  1. แค่บอกว่ามันถูกกว่ากันมาก เพราะบิดเบือนอย่างไร อย่างน้อยก็ 10 เท่า Office student “reduce” edition ในราคา 1000 (ชื้อขั้นต่ำ 3 เครื่อง 3000) กับ Office ผีแต่ “full” ในราคา 50-100 ลงกี่เครื่องก็ใด้

  2. Windows ลิขสิทธิ์ ตั้งแต่ vista เป็นต้นไปมีข้อจำกัดในการ transfer license มากขึ้นครับ ไม่ใด้อ่านร่ยละเอียด แต่คิดว่าจำกัดครั้งการ transfer license หรือจำกัดช่วงเวลาการ transfer license ในแต่ละครั้ง … แต่ที่แน่ๆ การที่ต้อง ต่อเน็ต active ทุก 30 วัน นอกจากรบกวนการทำงานที่ไม่ต้องไช้เน็ตแล้ว ยังน่าสนใจว่าวันที่ ms จะเปลี่ยนไปไช้ windows 7 ms จะยังให้ active vista ไปอีกกี่ปี เพราะก็เคยมีมาแล้วกับการปิด drm server ของ MSN Music, Yahoo Music และ Wal-Mart

  3. WGA สามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลบางส่วนของ user ใด้ ที่เคยเห็นคือการเปลี่ยน wallpaper … แล้วที่ไม่เคยเห็น หรือที่สามารถเข้าถึงเพิมใด้ผ่านการ update หละ

^^

noyzilla's picture

โชคดีในเครื่องไม่มี software ผี antivirus ผมก็ไม่ลงครับ antivirus สำหรับผมมันก็คือไวรัสร้ายที่สุด เครื่องมีปัญหากดปุ่มฟ้า ThinkVantage

Noyzi!!a’s Blog

audy's picture

เย้! ผมใช้ของแท้และ Open source.

natty's picture

แอบยาวนิดนึงนะคะ แต่ว่าตั้งใจเขียน ตั้งใจหาข้อมูลงัย ไม่อยากมาแค่บ่นๆ

IBM Microsoft Oracle SAP … และอื่นๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ Open source software รักเราตาย 55++


บลอกของ natty

fatro's picture

บทความดีครับ แต่น่าจะย่อหน้าเยอะกว่านี้อีกหน่อยให้อ่านง่าย แบบนี้ลายตามาก :)

z2's picture

+1 เห็นด้วยครับ

ทำ bullet มั่งก็ดี

natty's picture

บทความนี้ผ่านการ revised มาหลายรอบแล้วก่อนเอาอัพขึ้นค่ะ ก่อนหน้านี้แยกย่อหน้าเยอะกว่านี้ แต่คนช่วยอ่าน draft ก็แนะนำว่า ให้ย่อหน้าน้อยลงหน่อย มันเยอะเกินไป

คือจริงๆ เหตุผลหลักๆ เนื้อหามันเยอะจนไม่รู้จะจัดยังงัย จริงๆ เนื้อหาควรจะน้อยกว่านี้ค่ะ หรือแบ่งเป็น 2 บทความไปเลย แต่สุดท้าย ก็ได้มาเป็นอันเดียว อย่างที่เห็น เพราะมันเป็นประเด็นที่คล้ายกันเลยไม่อยากแยก - -“

สรุปว่า แก้อะไรไม่ได้เลย ฮ่าๆ


บลอกของ natty

PaePae's picture

เพิ่มหัวข้อย่อย (ตัวหนา) บอกว่าย่อหน้านี้จะเน้นพูดถึงอะไร เป็นเรื่องของการเรียบเรียงที่ฝึกกันได้ครับ :-D

——————————————————————
คิดๆ ขีดๆ เขียนๆ | นั่งเล่นในสวน ชวนคุยเรื่องเกม

Ford AntiTrust's picture

เรื่องพวกนี้ผมเคยเอาไปเผยแพร่แนวคิดนี้แล้วใน ThaiThinkPad (http://www.thaithinkpad.com/forum/general-discussion/t576/) แต่ก็มีบางส่วนบางคนที่ยังใช้กรอบแนวคิดเดิม ๆ โดยมองในเรื่องของราคาเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่สนใจ ประมาณว่าจะเอาจะใช้อย่างเดียว เอาง่ายเข้าว่าอะไรแบบนั้น อีกอย่างการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์สักตัวนี้ต้องใช้พลังงานมาพอสมควรทั้งศึกษ EULA และรูปแบบของลิขสิทธิ์ รวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายด้วยว่าจะไปซื้อที่ไหน เหล่านี้นี่คนทั่วไปก็มึนตั้งแต่ EULA และรูปแบบลิขสิทธิ์แล้วครับ แล้วตัวแทนจำหน่ายก็น้อย และไม่สะดวกเท่าโหลดบิตเอาตามเว็บทั่วไป หรือห้างไอทีต่าง ๆ หรอกครับ แถมเวลาซื้อคนขายหลาย ๆ คนก็เหมือนจะไม่เต็มใจขายด้วย ประมาณว่าจะซื้อไปทำไม ข้าง ๆ ร้านเดินไปอีก 10 เมตรก็ได้เหมือน ๆ กันราคาต่างกัน 100 เท่า -_-‘

จริง ๆ อยากบ่นมากกว่านี้นะ แต่ว่าเรื่องนี้ผมเคยเขียนมาแล้วตอนซื้อ Office 2007 ที่เคยเอามาลงใน Blognone เมื่อหลายเดือนก่อนครับ

คิดง่าย ๆ ชาวนาต้องตรากตรำทำงานหนัก กว่าจะผ่อน หรือกว่าจะเช่ารถไถนา (ราคาเหยียบแสนนะ หรือเช่าก็วันละหลายพันอยู่) หรือเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเพื่อเอามาไถนา ให้เราได้ข้าวมากินกัน นั้นคือเครื่องมือทำมาหากินของเค้า แต่เรา ๆ ชาวไอทีทำงานก็ในห้องแอร์ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ สบายก็สบาย ยังไม่คิดจะลงทุนเครื่องมือทำมาหากินที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่นอกเหนือจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ฺอีกเหรอ คิดดูให้ดี ๆ อายชาวนาเค้าบ้างไหม !!!

ไม่ต้องบอกนะครับว่าเงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเราไม่พึ่งพาตัวเองก่อน ใช้แต่ของนอกตั้งแต่แรก ก็ช่วยไม่ได้ครับ ผลกรรมตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราไม่วางแผนวงการไอทีให้ดีตั้งแต่แรก เริ่มคิดโทษคนอื่นได้แล้วครับ พวกเราเองนั้นและครับที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบและแก้ไขกันต่อไป

Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework

9AuM's picture

คิดง่าย ๆ ชาวนาต้องตรากตรำทำงานหนัก กว่าจะผ่อน หรือกว่าจะเช่ารถไถนา (ราคาเหยียบแสนนะ หรือเช่าก็วันละหลายพันอยู่) หรือเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเพื่อเอามาไถนา ให้เราได้ข้าวมากินกัน นั้นคือเครื่องมือทำมาหากินของเค้า แต่เรา ๆ ชาวไอทีทำงานก็ในห้องแอร์ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ สบายก็สบาย ยังไม่คิดจะลงทุนเครื่องมือทำมาหากินที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่นอกเหนือจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ฺอีกเหรอ คิดดูให้ดี ๆ อายชาวนาเค้าบ้างไหม !!!

ชัดเจนมากมาย

AdmOd's picture

ไม่ครับ ผมคิดต่างกันออกไป

ชาวนาซื้อเครื่องเมือที่เรียกว่าควายมา ควายกินหญ้าที่ชาวนาปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง (ถ้ามีหญ้าอยู่แล้ว ชาวนาก็ไม่ซื้อ) ซึ่งกรณีซอร์ฟแวร์ ถ้าหาฟรีได้ ก็ไม่ซื้อ

แต่ก็เหมือนจูงควายไปกินหญ้าคนอื่น ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าหญ้าให้แก่เจ้าของที่?

ส่วนตัวผมถูกปลูกฝังมาผิดๆเกี่ยวกับซอร์ฟแวร์ ผมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์มา 1 เครื่อง แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้ (ลงโปรแกรมเยอะ = ควายกินเยอะ)

อย่างไรก็ตาม ผมยังหาแรงจูงใจที่ทำให้ซื้อของแท้ไม่ได้ (บริการหลังการการไม่ใช่ประเด็น, แพคเกจไม่ช่วยอะไร, ซอร์ฟแวร์เถื่อน active ง่ายกว่าเป็นเท่าตัว)

ปัจจุบันผมพยายามเลี่ยงไปใช้ Freeware หรือ Opensource แทนด้วยเหตุผลว่า ใช้งานแทนกันได้ และขี้เกียจ Crack ครับ

Ford AntiTrust's picture

แต่ก็เหมือนจูงควายไปกินหญ้าคนอื่น ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าหญ้าให้แก่เจ้าของที่? — จูงไปนี่แล้วแต่เจ้าของที่เลยครับ ที่วางเปล่าบางที่อาจจะไม่มีปัญหา บางที่นี่เค้าไม่ให้เข้า หรือเข้าไปอาจจะต้องจ่ายเงินค่าเข้านะครับ อันนี้เจอกันหลายพื้นที่มีจ่ายเงินค่าเข้าไปกินหญ้าด้วยนะครับ ประมาณว่าเจ้าของที่ไม่รู้จะเอาที่ไปทำอะไร ก็ทำประตูเป็นด่านแล้วดูแลหญ้าให้ดีขึ้นตลอด แล้วก็เรียกเก็บซะ เรื่องของควายและวัว รวมไปถึงเครืองจักรที่ชาวนาใช้นี่มันมีค่าเสื่อมเวลาต่าง ๆ ค่ายา ฯลฯ ซึ่งมันมีมูลค่าของมันอยู่ครับ แบบเดียวกับซอฟต์แวรนั้นแหละ ซึ่งมันมีค่าใช้จ่ายซึ่งมันเป็นเรื่องของเงินครับ ไปหาตามป่าตามเขาคงยากแล้วในปัจจุบันวัวและควายกินหญ้าอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับเดี่ยวนี้

จริง ๆ ผมมองต่อไปว่า คำตอบของปัญหาของสังคม และภาคธุรกิจในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยไม่ใช่การหันมาใช้ Open Source ทั้งหมดแล้วเรื่องมันจบ ถ้ามันจำเป็นต้องใช้สินค้าที่มีลิขสิทธิ์ที่ต้องเสียเงินเพื่อให้งานเสร็จเร็วและราบรื่น ทำไมเราจะไม่ใช้ บางครั้งมูลค่าของ “เวลา” ที่เสียไปกับการปรับเปลี่ยนอาจจะไม่คุ้มในบางสถานะการณ์ครับ และคิดว่าถ้าสมควรลงทุนก็ควรทำ และมองไปถึงว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่การรู้ว่าต้อง “ใช้อะไร” แต่ต้องหมายถึง “สร้างและพัฒนาอะไร” มากกว่า ถ้าเราคิดแต่จะใช้ ไม่คิดจะสร้างและพัฒนามันก็ไม่มีประโยชน์ เราก็เป็นแค่ผู้ใช้ต่อไป โดยเราภูมิใจกับการไม่ละเมิดคนอื่น แต่สังคมเราก็ไม่พัฒนาเช่นเดิม

Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework

p-joy's picture

แย้งนิดนึงนะครับ
ชาวนาที่ซื้อควายมาไถนาเดี๋ยวนี้เป็นคนกลุ่มน้อยแล้วนะครับ เหลือแค่ดำนาเท่านั้นแหละที่ยังใช้เครื่องมือไม่ได้ หว่านปุ๋ยเดี๋ยวนี้ก็ใช้เครื่อง

ถ้าจูงควายไปกินหญ้าในที่นาคนอื่นสงสัยเป็นศพครับ ต้องไล่ต้อนไปในทุ่งหญ่าไกล และต้องจ้างเด็กเลี้ยงควาย กรณีที่ลูกหลานไปเรียนหนังสือหมด

ค่าดูแลรักษาควายก็เยอะมาก ต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี มีคอกให้อยู่ ต้องจุดยากันยุงให้ ต้องพาไปหาหมอ ต้องหาคู่ให้ มีค่ายา มีค่าวิตามิน ฯลฯ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนนิยมไปใช้ควายเหล็ก ราคาเริ่มต้นเท่ากันแต่ค่าดูแลรักษาน้อยกว่ากันเยอะ

BLeAm's picture

ค่าใช้จ่ายในการซื้อหาเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ กิเลศต่างหากที่คุมยาก

คุณไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้ของแท้ อะไรๆ ก็ไม่ใช่ประเด็น?
เวลาว่างๆ เคยคิดเล่นๆ มั้ยว่า แล้วไอ้คนที่พัฒนา Software มา เค้ามีแรงจูงใจอะไร?
หรือว่าแรงจูงใจของเราสำคัญที่สุด ของคนอื่นเป็นเรื่องเหลวไหล?

kowito2's picture

“ไปทำงานลำบากครับ อยากได้รถ ก็เลยไปขโมยรถในโชว์รูมมา ไม่อยากนั่งรถเมล์ มันไม่สบาย นั่งยาก เพื่อนๆ ลูกค้าเค้าก็มีรถขับกันทั้งนั้น บริษัทมันอยากขายรถแพงทำไม ผลิตได้ถูกๆ เห็นมั้ยว่าบริษัทขายรถรวยกันหมดแล้ว”

เหตุผลอย่างนี้ฟังขึ้นมั้ยครับ เท่าที่ผมเจอเพื่อนๆ Developer ด้วยกัน หลายๆคนอิจฉาผม เพราะว่าผมไม่ต้องพึ่งของที่ขโมยมา ผมใช้ FOSS และร่วมพัฒนา FOSS หลายเดือนก่อนเพื่อนหลายคนเป็นเดือดเป็นร้อน บอกว่า BSA จะมาตรวจ ผมก็เลยบอกไปว่า

“กูบอกแล้วใช่มั้ย Opensource”

wklk's picture

ทุกวันนี้ก็พยายามหาพวก opensource มาใช้ให้เยอะที่สุดครับ

ส่วน Windows ได้ลิขสิทธิ์จาก msdn ของคณะครับ

tomazzu's picture

ผมใช้ เถื่อน เกือบทุกอย่างครับ..

ถึงแม้ อ่านแล้ว จะทำให้อยากซื้อของแท้มาใช้ก็เุุถอะ

แต่ผมมีปัญญาซื้อแค่เครื่อง …

เรื่อง Software ถ้่าจะให้เท่าที่ผมใช้ตอนนี คงต้องเพื่มอีกเกือบหมื่น

ลำัพัง นักศึกษาอย่างผมไร้ปัญญาจ่าย ครับ


http://tomazzu.exteen.com

pittaya's picture

ผมเชื่อว่าคนที่มีเงินซื้อเครื่องราคาหลักหมื่น ก็น่าจะมีเงินซื้อซอฟท์แวร์เหมือนกัน

pittaya.com

p-joy's picture

อ้าประเด็นนี้ดีครับ ครั้งหนึ่งมีสมัครเคยพูดว่า คนมีเงินซื้อรถราคาเป็นล้านทำไมไม่มีเงินจ่ายค่าผ่านทางพิเศษที่เป็นเหตุให้ต้องทุบสะพานลอย ไม่กี่สิบบาท

นี่เป็นการมองปัญหาแบบเข้าข้างตัวเองไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วคนที่ซื้อรถราคาเป็นล้านอาจจะเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ัวิธีผ่อนเอา หรืออาจจะไม่มีเงินซื้อแต่ใช้รถแม่ รถพ่อ หรือครอบครัวซื้อให้ใช้ พวกนี้จริง ๆ ไม่มีเงินจ่ายค่าทางด่วนทุกวันหรอกครับ ลำพังค่าเช่าบ้านยังไม่มีปัญหาจ่ายเลยเพราะยังต้องอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่

เช่นเดียวกับคนที่มีเงินซื้อเครื่องราคาหมื่น ซึ่งอาจจะกำลังผ่อนรถอยู่ หรือยังไม่ได้ทำงาน หรือขอพ่อแล้วพ่อให้แค่ราคาเครื่อง นอก จากนั้นคนที่ไม่ได้ทำงานสายคอมพิวเตอร์ใช้คอมพิวเตอร์แค่ความบันเทิง ไม่มีรายได้จากการใช้ซอฟท์แวร์เสียเงิน การซื้อก็ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ผมว่าการเน้นให้คนทั่วไปซื้อดูจะไม่ใช้ทางออกที่ดีนัก แต่การเน้นให้รู้ว่ามีโปรแกรมฟรีทดแทนและให้ความสามารถเพียงพอกับการใช้งาน สามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฎใด ๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า

Ford AntiTrust's picture

กำลังเงินมีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกินไม่ใช่เอาเปรียบคนอื่นด้วยการไปขโมยเค้าครับ

ผมเคยเอาเปรียบมานาน มาคิดได้และกลับตัวให้ถูกต้องน่าจะดีกว่า เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเลยครับ ไม่ต้องรอคนอื่นหรอกครับ

Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework

p-joy's picture

ผมใช้ถูกกฎหมายหมดนะครับ MATLAB ยังต่อผ่าน VPN เอาเลยนะครับ

illusion's picture

+10 ผมชอบแนวความคิดนี้มากครับ

คือการมองแบบ มีปัญญาซื้อคอมได้ ก็ต้องมีปัญญาซื้อซอฟท์แวร์ได้ ผมว่าเป็นการมองที่แคบไป + เข้าข้างตัวเองไปนิดนึง (แค่การใช้คำว่า “มีปัญญา…” ก็ดู negative แล้วล่ะครับ)

อย่างเราๆ ที่นี่ ผมเชื่อว่ามีฐานะพอเพียงที่จะสามารถซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ได้อย่างไม่เดือดร้อน แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่มีฐานะที่แตกต่างกันออกไป บางคนกว่าจะซื้อฮาร์ดแวร์ (แบบงบน้อยๆ) มาได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น เรื่องซื้อซอฟท์แวร์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย แต่ในเมื่อของมันจำเป็นต้องใช้ก็เลยต้องซื้อ …ซึ่งก็อยากให้มองแบบกว้างๆ และเข้าใจถึงความเป็นจริงครับผม

ถ้าหากเรายกประเด็นเรื่องคุณค่าของซอฟท์แวร์ทดแทนมากล่าวถึง ก็อาจจะดูสวยงามกว่าจริงไหม :)

ส่วนตัวผมแล้วคิดว่าเรื่องการใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนตามบ้านนี่ผมว่ายังมีเหตุผลที่พอเข้าใจได้ แต่ในบริษัทใหญ่ๆ นี่ยังเห็นการใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนกันเป็นเรื่องปกติอยู่เลย (ครั้นคิดจะแจ้ง BSA ก็เห็นใจ) ผมว่าถ้าจะจัดการเรื่องนี่อย่างเด็ดขาด ต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทนี่ก่อนเลยครับ

kendo's picture

Software อะไรหรอครับ ถ้าจำเป็นต้องใช้ในการเรียนที่มหาลัยหรือโรงเรียน ทางมหาลัยไม่มี license student ให้หรือครับ ผมมองว่าข้ออ้างเรื่องเป็น นศ ไม่มีปัญญาจ่ายไม่ใช่ประเด็นครับ

ผมก็เชื่อเหมือนกันว่าคนที่มีปัญญาซื้อเครื่อง ก็น่าจะมีปัญญาซื้อโปรแกรมครับ

pawinpawin's picture

มหาลัยผมละทีนึง ไม่มี license student ทั้งๆ ที่เป็นมหาลัยระดับประเทศ แม้แต่ซอฟท์แวร์สถิติทำงานวิจัยกว่าจะจัดซื้อได้แทบตาย

ป.ล. ผมกำลังจะหนีไปใช้ R แทนแล้ว

molecularck's picture

มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ 2 ที่ใช้โปรแกรมผิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด ยิ่งที่หลังนี้ใช้โปรแกรมที่ผิดลิขสิทธิ์เพื่อการวิจัย และเวลาจะตีพิมพ์ก็ซื้อตัว lisence ที่ถูกที่สุดเพื่อให้มันตีพิมพ์ได้พอ


molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค

sci news on foosci.com

dangsystem's picture

ยังไงก็ต้องลง Windows หรือจะใช้ Linux ก็ว่าไป แต่ต้องใช้ Windows ก็
ราคา vista 3,000 - 6,000 (Home-business) XP ก็ราคาพอๆ กัน…
อ้างอิง http://classified.sanook.com/item/4234597

เครื่องก็จำเป็นต้องมี Office แต่จะใช้ของฟรีก้ได้ แต่ถ้าต้องซื้อก็
Office ราคา 8,000 - 19,000 (XP,2003,2007)…

พอดีเรียน เขียนเวป จำเป็นต้องใช้ Dreamweaver กัน Flash , Firework , Photoshop Illustrator จะใช้ของฟรีก็ได้แต่ถ้าต้องซื้อก็
ราคา CS3 ก็ 24,000 (เฉพาะ Illustrator อย่าง เดียว…)

แหม่ พอดีเรียนวิศวะ ต้องใช้ Autodesk Autocad
ราคาไม่กีตังหลอกครับ….5555 ไม่กี่หมึ่นหลอกครับ
http://www.amecomputer.com/images/1131769862/Autodesk051018.xls

มีโปรแกรมฟรีๆ อีกเพียบ ที่แทนกันได้ แต่ อาจารย์ไม่ได้ใช้โปรแกรม ที่ฟรีสอนอะทำไง ???

ถ้าผมจำไม่ผิด Microsoft อนุญาติให้ โรงเรียนสถานศึกษา ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทได้ฟรี รวมถึงอาจารย์ผู้สอนด้วย แ ต่ไม่รู้ว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างที่ให้สถานศึกษาใช้ได้ฟรี

ปล. ผมอาจจะขลาดขลื่อน เรื่องราคา แต่ยังก็อยากให้ท่านๆ รวมราคา โปรแกรมที่นักศึกษาต้องซื้อให้หน่อยและกัน

ทีหลังซื้อเครื่องใ หม่ 15,000 จะได้ เตรียมเงินไว้ซื้อโปรแกรมด้วย จะได้ ไม่โดนว่า มีเงินซื้อเครื่องหมื่นกว่าบาท แล้วไม่มีเงินซื้อโปรแกรมครับ…

ที่ผมเขียนนี่ไม่ได้บอกว่า ให้ใช้ของ ก๊อปนีะครับ แต่ที่ผม เขียนนี่หมายถึงว่า ราคาโปรแกรมมันช่างแพงเกินไป
อยากให้ราคา วินโดส์สัก 999 บาท เวลาซื้อพร้อมเครื่องจะได้ซื้อไปเลย Office 1,190 บาท ลดลงมาสักอย่างละ 60% จากราคาปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั่วโลกน่าจะนับไม่ถ้วน แต่ขายได้ถึง 5% หรือเปล่า ถ้ายอมลดลาคาลงมา 60% แต่ขายได้ 100% ของเครื่องทั้งโลกผมว่า Microsoft จะรวย กว่านี่อีก 3 เท่าเชื่อผมมั้ย :)

Ford AntiTrust's picture

Microsoft ให้ส่วนลด 80% สำหรับสถาบันการศึกษาและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรครับ และทุก ๆ บริษัทก็มีราคาสำหรับนักศึกษาและการซื้อในปริมาณมาก ๆ ซึ่งนำมาใช้ตามบริษัทต่าง ๆ หลายสิบชุดในราคาลดจากปรกติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับการเจรจาและพูดคุยครับ

Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework

pawinpawin's picture
มีโปรแกรมฟรีๆ อีกเพียบ ที่แทนกันได้ แต่ อาจารย์ไม่ได้ใช้โปรแกรม ที่ฟรีสอนอะทำไง ???

ปรับโดยให้ อาจารย์มาใช้โปรแกรมที่ฟรีสอน จะดีกว่า ไหม ?
สถานศึกษาแท้ๆ สอนให้คนใช้ผิดลิขสิทธิ์โดยไม่สนใจนักศึกษา
มิน่าล่ะ plagiarism ตรึม

molecularck's picture

ผมว่าหัดเองยังง่ายกว่าไปบอกให้อาจารย์ใช้โปรแกรมฟรีอีกครับ


molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค

sci news on foosci.com

dangsystem's picture

+10

pawinpawin's picture

ถูกครับ

แต่ผมก็หวังว่าอาจารย์รุ่นต่อๆ ไปจะไม่ดำเนินรอยตามอาจารย์รุ่นเก่าๆ นะครับ ^^

BLeAm's picture

กรณีตัวอย่างที่ยกมาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่คุณก็ต้องระลึกไว้เสมอด้วยว่า มันมีประเด็นน่าเป็นห่วงตามมาจากตรรกะนี้
เทียบได้กับการบอกว่า เด็กประถมที่ไม่พร้อมเรื่องทุนทรัพย์ ไม่มีเงินซื้อตำราเรียน เลยเข้าห้องสมุดไปขโมยมาเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องถูก
ค่านิยมแบบนี้ จะทำให้สังคมเรามีปัญหาเรื่องจิตสำนึก

เด็กที่ไม่มีความพร้อม แต่แสดงออกถึงความอุตสาหะและการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วยการเข้าห้องสมุดเพื่อจดคัดลอกเนื้อหาในตำรา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมกว่า
ในทิศทางเดียวกันกับการเห็นสัญญาณของความพยายามที่จะศึกษาเข้าใจ Software ทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ใช้งานได้ฟรี ก็เป็นเรื่องน่านิยมยินดี.

dangsystem's picture

เมื่อปี 2541 (10 ปีที่แล้ว) ผมได้เรียนซ่อมคอมพิวเตอร์ และเริ่มซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นได้เรียนมาจากโรงเรียนฝึกอาชีพ ไ ม่ มีหลักสูตรไหน บอกว่าให้ต้องซื้อ software ที่ได้ใช้ เลย แปลกมั้ย ผมว่า เป็นเพราะการปลูกฝังเรื่อง ลิขสิทธิ์ software แถบไม่มีเลย ก็ว่าได้ จนมาถึงเรียน มหาวิทยาลัย เพิ่งจะรู้ว่า อ่าวๆๆๆๆ วินโดส์ที่ใช้ๆ กันอยู่นี่ต้องซื้อเหรอ ใช้มาตั้งนาน ต้องซื้อด้วยเหรอ - -a

ก็คงจะเหมือนกับที่ยกตัวอย่างมา ว่า ใครอยากได้หนังสือ ก็ไปหยิบมาจากห้องสมุด แต่ไม่มีใครบอกว่า หยิบไปแล้วมันผิด น๊ะ อย่างนี้เรียกว่า ขโมย แต่ไม่มีใครบอกว่า หยิบไปแล้วมันผิดเหรอ ผมก็อยากให้ซื้อกันทุกคนแหละ แต่ไม่มีใครสอน หรือบอกให้ซื้อ อะ และกว่าจะรู้ก็ใช้ไปตั้งนานแล้ว

ปล. แต่ผมว่ายกตัวอย่าง Software กับ หนังสือ เนี้ย มันผิดๆ แหม่งๆ ไงไม่รู้อะ

MN's picture

ถ้ายกตัวอย่างว่า ใครอยากได้หนังสือ ก็เอาไปถ่ายเอกสารทั้งเล่ม จะแหม่งน้อยลงไหม

BLeAm's picture

ประโยชน์ของประโยคเทียบเคียงก็คือ มันทำให้เห็นปัญหาในมุมที่ต่างไป แน่นอนว่าย่อมไม่เหมือนเป๊ะ แต่บางครั้งการเปลี่ยนมุมมองที่ใช้มองปัญหา จะทำให้เราเห็นมููลเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้คุณได้ใช้ความสามารถในการตีความเทียบเคียงปัญหาเพื่อพิเคราะห์จับประเด็น น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการสื่อสาร ดังนั้น การที่คุณมีสัญญาณของการเข้าใจปัญหามากขึ้น ผมก็ถือว่าประโยคเทียบเคียงได้ทำหน้าที่ของมันดีที่สุดแล้ว

เรื่องที่คุณบอกมาว่าเมื่อสมัยเรียนไม่มีใครบอกว่าต้องซื้อ Software ผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีอันนึง ที่ช่วยย้ำชัดประโยคเทียบเคียงด้านบน
คุณเติบโตร่ำเรียนมาในสังคมที่บอกว่าการขโมยอุปกรณ็การเรียนเป็นสิ่งถูกใครก็ทำกันมันไม่ใช่ของขาย จิตสำนึกถูกปลูกฝังมาผิดๆ
คุณอาจจะอยากโยนความผิดไปให้โรงเรียน แต่คุณต้องเข้าใจว่ากฏหมายเค้าระบุโทษไว้สำหรับคนละเมิดสิทธิ์ ไม่ใช่คนที่สอนให้ละเมิดสิทธิ์
ในวัยเยาว์คุณอาจจะต้องการคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ ซึ่งสถาบันศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างครบถ้วน คุณจึงคิดว่าคุณอยากจะตำหนิเค้า ก็ไม่เป็นไร คุณมีสิทธิ์จะคิดอย่างงั้นได้ แต่คุณต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาจากจุดนั้นด้วย คนเราต้องไม่ด่าคนอื่นจนลืมตำหนิตัวเอง การไม่รู้ว่าตัวเองผิดมันเป็นสาเหตุให้คนหยุดพัฒนา ในวันนั้นคุณไม่รู้ว่าผิด ก็ใช้มาแบบผิดๆ ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน แต่วันนี้คุณรู้แล้วว่ามันผิด คุณจะทำยังไงกับปัญหา?
เด็กคนนึงที่บ้านไม่เคยบอกว่าขึ้นรถเมย์ต้องจ่ายตังค์ เดินขึ้นไปโดนกระเป๋ารถเมย์ตะเพิดลงมา ตัวเด็กก็อ้างว่า ไม่รู้หนิไม่มีใครเคยบอกว่าต้องจ่ายตังค์ เสร็จแล้วก็ขึ้นรถเมย์อีกคันโดนตะเพิดลงมาอีก แล้วเด็กก็อ้างแบบเดิม กรณีอย่างงี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รถเมย์ แต่มันอยู่ที่ตัวเด็ก ที่มีปัญหาในการเรียนรู้เพื่อรับกติกา ทำผิดครั้งแรกไม่จ่ายตังค์รถเมย์เพราะแม่ไม่สอนไม่มีใครว่า แต่การจะหวังขึ้นรถฟรีไปตลอดชีวิตโดยอ้างกระต่ายขาเดียวว่า ก็ไม่รู้แม่ไม่สอน ไม่ได้

ส่วนเรื่องการเข้าห้องสมุดเพื่อคัดลอกตำรา คุณลองพินิจพิเคราะห์ให้ดีแล้วจะเข้าใจ
ตัวเด็กขาดทุนทรัพย์ แต่มีจิตสำนึก จึงไม่ขโมย เลือกที่จะใช้ความพยายามอุตสาหะเพื่อบรรลุผลแทน
ฉันใดฉันนั้น คนใช้งาน Software ที่เอาแต่อ้างว่าไม่มีทุนทรัพย์ ก็ต้องไม่ขาดจิตสำนึก อย่าเลือกที่จะขโมย มันมีทางเลือกให้คุณได้ใช้ความพยายาม ได้แสดงออกถึงความอุตสาหะ การปรับตัวให้เข้ากับอุปกรณ์หรือ Software ทางเลือกก็ถือเป็นความพยายามรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุนทรัพย์ก็ขาด จิตสำนึกก็แย่ ความพยายามก็ไม่มี สรุปแล้วคือเราไม่มีอะไรสักอย่างเลย แต่ต้องการจะเอาจะได้อะไรๆ เท่าคนอื่น มันเป็นตรรกะที่ไม่งามในเชิงความคิด

molecularck's picture

แต่ผมว่า การเอาตำรามาทำสำเนาทั้งเล่ม มันก็เหมือนกับการใช้ซอฟท์แวร์ผิดลิขสิทธิ์เช่นกัน เพราะคนเขียนไม่ได้เขียนได้ง่าย ๆ ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเหมือนกัน การที่เราไปทำสำเนาก็เหมือนการเราซื้อแผ่นผี ซีดีเถื่อนนั้นแหละ


molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค

sci news on foosci.com

Tux-Linux's picture

เห็นด้วยครับ ตอนนี้ผมก็พยายามไม่ทำสำเนาเหมือนกัน เล่มไหนซื้อได้ก็ซื้อ จะได้รู้สึกมีคุณค่าต้องอ่านให้จบ

BLeAm's picture

คงต้องย้ำชัดอีกครั้งว่าเป็นการ “เทียบเคียง” เอา เพื่อชี้ชวนให้เห็นประเด็นนะครับ
อย่างไรซะก็คงจะเทียบกันเป๊ะๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็อาจจะเกิดสงสัยขึ้นมาอีกว่า เอ… เด็กขึ้นรถเมย์กับละเมิดลิขสิทธิ์ Software มันเหมือนกันเหรอ?
ไม่หรอกครับ ไม่เหมือนเป๊ะ แต่มันเป็นประเด็นที่เหลื่อมกันอยู่ คุณคงจะต้องตรองดูส่วนเหมือนส่วนต่างอีกทีด้วย และหากอ่านแล้วคิดตาม ได้ตะกอนที่ตกเหลือเป็น “คนเราจะอ้างว่าไม่รู้ เพื่อทำผิด ตลอดไป ไม่ได้” เท่านั้นผมก็ถือว่าประโยคเทียบเคียงได้ทำงานของมันแล้ว

ส่วนประเด็นเรื่องการทำสำเนาตำราเรียน เหมือนกับการซื้อโปรแกรมเถื่อน?
คำตอบผมคิดว่าทั้งใช่ และไม่ใช่ครับ ในส่วนที่ไม่ใช่นั้นได้แจงไปแล้วว่าเป็นเพียงการเทียบเคียง
ส่วนอีกมุมหนึ่ง ผมอยากให้คุณหรือใครก็ตามที่ได้อ่าน ติดตามรายละเอียดตั้งแต่โพสท์แรกที่ผมได้ตอบคุณ dangsystem
นั่นคือเด็กที่ว่านั้น ผมได้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็น “เด็กประถม” สาเหตุที่บอกอย่างนั้นโดยไม่ได้กำหนดเพียงแค่ว่าเป็นเด็ก
เพราะมันชัดเจนว่า “เด็กประถม” เป็นเด็กเล็กครับ ทางเลือกทางออกมีน้อย ความพยายามหรือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อาจจะเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่านั้นนัก แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่โลกนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ผมหวังว่าคุณจะรู้ความจริงข้อนี้ ดังนั้นบางครั้งถ้าสิ่งที่ดีที่สุดเป็นอะไรที่ไม่สามารถทำได้ ก็ควรจะเลือกทำในสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ถ้าทำดีที่สุดไม่ได้ ก็เลือกที่จะทำแย่ไปเลย
ขณะเดียวกัน ถ้าหากเป็นเด็กที่โตขึ้นมากว่านั้น รูปแบบการแสดงออกถึงความพยายามอุตสาหะที่น่าชื่นชมก็ย่อมต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เด็กอาจจะเลือกไปทำงานเสริมนอกเวลาเรียนหรือเสาร์-อาทิตย์ รับผิดชอบตัวเองเท่าที่จะทำได้ ดังที่ได้บอกไปแล้วว่ามันต้องมีพัฒนาการ

โลกนี้ไม่มีคำตอบศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตอบได้ทุกปัญหา คำตอบไหนที่แก้ปัญหาเราได้ ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาคนอื่นได้ทั่วโลก และปัญหาของบางคน ก็อาจจะไม่สามารถใช้คำตอบที่เราคิดว่าดีที่สุดตอบได้ แต่ประเด็นก็คือเราควรจะมีจิตสำนึกที่ดี เพื่อชักจูงตัวเองไปในทางที่ดีกว่า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม

molecularck's picture

ผมว่าคุณต้องก็ต้องมองในฐานะผู้เขียนตำราด้วย ซึ่งกว่าเค้าจะเขียนได้เล่มหนึ่งนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ หากวันหนึ่งคุณเขียนหนังสือสักเล่มแล้วคุณถูกทำสำเนาโดยที่หนังสือคุณขายไม่ได้คุณจะเข้าใจดี ทางแก้ปัญหาก็มีมากมายเช่นให้ห้องสมุดซื้อเพิ่มขึ้น หรือทำสำเนาเฉพาะส่วนที่ต้อง ไม่ใช่สำเนาทั้งเล่มครับ


molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค

sci news on foosci.com

BLeAm's picture

อาจจะไม่สามารถมองได้ครบในทุกมุม แต่ในฐานะคนเขียนหนังสือหรือตำราผมว่าผมไม่ได้ลืมคิดไปนะ
เพราะโดยส่วนตัว เคยมีอาชีพเป็น บก. ในสายนิตยสารอยู่หลายปี

ถ้าผมเป็นคนเขียนตำรา ผมไม่คิดว่าผมจะมองหรือแม้แต่คิดว่า “เด็กประถม” ที่ขาดแคลน เลยจำเป็นต้องคัดลอกเนื้อหาในตำราที่ผมเขียนผิดหรือจะไปโกรธเค้าหรืออะไรทำนองนั้น และผมไม่คิดว่าจะมีผู้แต่งตำราหรือสำนักพิมพ์ไหนคิดด้วยเช่นกัน ส่วนในเคสที่คลาดเคลื่อน ก็คงจะมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปแล้วแต่เหตุการณ์

ส่วน “ทางแก้ปัญหาก็มีมากมาย” ก็อาจจะจริงครับ
แต่ทางแก้ปัญหาที่ว่ามันดูเหมือนอยู่ใน “The wonderful world”
ถ้าจะมีเด็กคนไหนที่โชคดีอยู่ในโรงเรียนที่พอแจ้งว่าขาดแคลนก็รีบจัดแจงหาแบบเรียนเสริมให้ได้ทันที ผมก็จะดีใจกับเด็กคนนั้นด้วย
แต่คงไม่ต้องมาเถียงกันว่าโลกนี้มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะโชคดีอย่างนั้น
และการไปจำกัดแต่เพียงว่าห้องสมุดต้องทำอะไร โดยที่เราจะไม่ทำอะไรเลย มันดูเป็นการฝากอนาคตของเราไว้กับคนอื่นมากไปนิดนึงหรือปล่าว ผมไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่าสังคมเราอยู่กับการชี้หน้าโทษกันไปกันมา อย่างนี้มาพอสมควร คุณต้องเข้าใจปัญหาบางอย่างมันต้อง “เริ่มจากตัวเรา” เหมือนกับถ้าจะมีใครสักคนบอกว่าปัญหา Software เถื่อนต้องเริ่มจากรัฐบาลประกาศ Linux เป็น OS แห่งชาติ เพราะเป็นหน่วยงานและองค์กรที่มีความพร้อมที่จะสนับสนุนสูง สามารถดำเนินการได้ blah blah blah. ฟังดูก็คงจะเป็น Philosophy ที่น่าฟัง แต่มันเป็นจริงไม่ได้ หรือต่อให้ได้ ก็ยาก

หรือในอีกทางเลือก สำเนา เฉพาะส่วนที่ใช้ ห้ามสำเนาทั้งเล่ม
ผมยอมรับจริงๆ ว่าไม่รู้ว่าการเรียนการสอนในชั้นประถมปัจจุบันเป็นยังไง
แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าสมัยเรียนประถม ครูพาข้ามเนื้อหาส่วนไหนในตำราไป
แต่ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นตามนี้ ก็ช่วยแก้ให้อีกทีละกันครับ

dangsystem's picture

เดี๋ยวผม ชักงงๆ ผมขอสรุปก่อนและกัน

หัวข้อแรก รวมๆ ผมพยามจะบอกกับคนที่พูดว่ามีเงินซื้อเครื่องแต่ไม่มีเงินซื้อโปรแกรม และก็สรุปว่า ราคา Software ราคาแพงเกินไป ถ้าเป็นนักเรียนวิศวะ ราคา software แพงกว่าเครื่อง หลายเท่า อยากให้ลดราคาลงมาสำหรับ User

หัวข้อที่สอง ผมพยายามบอกว่า การปลูกฝังเรื่อง Software เถือนมันแทบจะไม่มีเลย ในเด็ก พอโตมาแล้วเราเพิ่งจะรู้เอาเองโดยที่ไม่เคยมีใครสอนว่าสิ่งที่เราเพิ่งรู้นี่ มันผิดมาตั้งแต่แรก

ผมไม่ได้โทษ หรือโยนความผิดให้กับคนสอนหรือโรงเรียน แต่ดูไปแล้วก็เหมือนผมโยนความผิดไปให้ โรงเรียนกับคนสอนจริงๆ แต่ผมมาย้อนความคิดดูแล้ว ผมก็ไม่เคยได้รับการปลูกฝังเรื่องการใช้ software ถูกกฏหมาย จากใครเลย นอกจาก ตัวผมเอง ผมเรียนรุ้ด้วยตัวผมเอง และผมก็ตระหนักดีกว่าการใช้ software เถื่อนเป็นสิ่งที่ไม่ดี

จากกรณี ที่ผม เรียนรู้ด้วยตัวผมเอง ว่าไม่ดี และไม่มีใครเคยสอนมาเลยตลอดชีวิต คุณ BLeAm ช่วย อธิบาย เหตุผม นี้ให้ผมหน่อย เพราะผมเห็นคุณ BLeAm อธิบาย ได้ดีมาก แต่เหมือนคุณ BLeAm จะมองข้อความผมผิดไปหมดผมแปลกใจจริงๆ น๊ะครับ

ปล. ลองกลับไปอ่านดูแล้วผมก็ไม่ได้ สนับสนุนให้ใช้ software เถื่อนเลยน๊ะครับ - -a

lancaster's picture

ประเด็นอยู่ที่ว่า จำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้เถื่อนเกือบทั้งเครื่อง

ลองลิสต์โปรแกรมทั้งหมดมาได้ไหมครับ เผื่อจะช่วยแนะนำซอฟต์แวร์ทดแทนได้

cwt's picture

ประเด็นมันอยู่ที่ว่าข้ออ้างว่า จำเป็น มันจำเป็นจริงหรือ หรือว่าแค่ ขี้เกียจ หาของฟรีมาทดแทน หรือ อยากเข้าสังคม (เพื่อนๆ ใช้ Dream เราก็ต้องใช้มั่ง เพื่อนๆ ใช้ CS เราก็ต้องใช้มั่ง ทั้งๆ ที่ใช้แค่ feature ที่ Gimp ให้ได้)

ซึ่งทั้งการขี้เกียจ และการอยากเข้าสังคมก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะสังคมผู้ใช้ IT บ้านเรามันปลูกฝังมาแบบนี้ คนที่ผิดก็ไอ้คน(สังคม) ที่ปลูกฝังค่านิยมนี้ต่างหาก

คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ และน่าช่วยกันทำคือ ทำลายค่านิยมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการมักง่ายใช้ของเถื่อน ขี้เกียจศึกษาหาของฟรี และการอยากเข้าสังคมโดยไม่สนว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่น่าจะเริ่มทำกันได้ก็คือหยุดที่ตัวเรา ทำลายค่านิยมผิดๆ ที่ตัวเราเอง และสอนคนรุ่นหลังให้เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและความเหนื่อยยากของผู้สร้าง software

ของแบบนี้เลิกเลยคงไม่ได้ เดี๋ยวจะลงแดงตายกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสถานที่ราชการ (แหล่งรวมของเถื่อน) แต่ก็น่าจะค่อยๆ ปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องได้

demon69gt's picture

+1 เถื่อนเหมือนกัน รู้ว่ามันไม่ดีต่อเจ้าของสินค้า แต่ก็ไม่มีปัหาหาเงินมาจ่ายมากมายแบบนี้ได้เหมือนกัน ภาระอื่นๆ ที่จำเป็นมากทีเดียว ลำพังจะหาเงินค่าเทอมให้ลูกหลานก็จะแย่แล้ว ถ้าเอาเงินสะสมค่าเทอมไปซื้อของลิขสิทธิ์แล้วลูกหลานไม่มีค่าเทอมนี่มันจะล้มกันไปทั้งบ้าน

อันไหนจำเป็นต้องเถื่อนก็เถื่อนครับ อันไหนเป็นโอเพ่นซอร์สที่เอามาทดแทนได้ก็เอาอันนั้น

javaboom's picture

ตั้งแต่ซื้อเครื่องมา ผมซื้อ iWork มาตัวเดียวครับ จริงๆเผลอซื้อมาตอนซื้อเครื่อง มันลดราคา พอใช้ไปใช้มา คิดว่าไปใช้ Neo Office หรือ Open Office ก็พอๆกัน เพราะผมไม่ค่อยได้ใช้ฟีเจอร์อะไรมากมาย

ซอฟต์แวร์ที่เหลือผมก็ดาวน์โหลด open source ครับ แม้มันขัดใจบ้างบางคราวที่มันทำอะไรบางอย่างสู้ซื้อของ commercial ไม่ได้ แต่ก็ยังไม่เคยงอแงถึงขั้นต้องไปปล้นลิขสิทธิ์มาใช้ครับ อะไรที่ Opensource บน Mac ยังขัดใจอยู่ ก็ลง Ubuntu ผ่าน Virtual Box มีอะไรให้เล่นอีกเพรียบ ส่วน Antivirus ผมไม่เคยลงเลยครับ จริงๆของลิขสิทธิ์ไม่ได้แพ