เล่าเหตุการณ์ให้ฟังกันก่อน
สัปดาห์ที่แล้วมี โอกาสได้ลงโปรแกรมให้กับเพื่อน ซึ่งเพิ่งโดนไวรัสไปสดๆ หมาดๆ เพิ่งจะฟอร์แมท ได้แผ่นสำหรับลงโปรแกรมมา 3 แผ่น คือ office 2007, Adobe CS3 suite และ ACDsee ซึ่งแผ่นทั้งหมดนี้มาจากแถวพันทิพย์นั่นเอง ถือว่าเป็นโอกาสดีมากสำหรับครั้งนี้ที่ได้เห็นว่า ซอฟต์แวร์เถื่อนนี่อันตรายจริงๆ มาดูกันค่ะว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ขนาดมีแค่ 3 โปรแกรมเอง รอบนี้แจ๊กพ็อตจริงๆ เริ่มต้นด้วยการติดตั้ง Adobe CS3 Master Collection ยังไม่ทันไรก็เจอเลย พยายามจะเปิดโปรแกรม Key generator เพื่อสร้าง serial number ให้ เจ้า Trojan ก็ฝังตัวอยู่ในตัว Key generator นี่แหละ
ยังไม่แค่นั้น ตอนลง ACDSee ต่ออีก ก็เจอ CN911.EXE ซึ่งเป็นโปรแกรมพวก back door อีก ซึ่ง trojan พวกนี้อันตรายมากกับความปลอดภัยของข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ เพราะมันคือโปรแกรมที่เปิดทางให้ hacker สามารถขโมยข้อมูลในเครื่องของเราได้ มีหลักการทำงานเดียวกับ client/server เลย แบบว่า remote เข้ามาได้โดยที่เราก็ป้องกันอะไรไม่ได้ ซึ่งน่าเศร้ามาก ที่ Trojan พวกนี้จะถูกฆ่าได้ก็ต่อเมื่อต้องเป็นตัวโปรแกรม antivirus แบบมีลิขสิทธิ์เท่านั้น เพราะเราจะสามารถอัพเดทฐานข้อมูลไวรัสล่าสุดได้ ไม่ว่าจะมาไม้ไหนก็จับได้หมด แต่ถ้าใช้ antivirus เถื่อน ก็จบ
คราวนี้คิดหนักแล้ว เหลือ Microsoft Office 2007 อีกตัวที่ยังไม่ได้ลง จริงๆ ก็ไม่อยากจะยุ่งแล้ว แต่ว่าเพื่อนก็ต้องการใช้มากๆ เพราะเรียกได้ว่าเป็นโปรแกรมหลักของเครื่องเลย เราก็ทำใจไม่ได้ อยากจะช่วยเพื่อนแต่ไม่อยากจะทำร้ายเพื่อนในเวลาเดียวกัน ก็เลยลองไปหาในเว็บ ก็เลยได้เห็นว่า Microsoft มีโปรโมชั่นอยู่พอดี คือให้ซื้อ Microsoft Office Home and Student 2007 ในราคาถูกสุดๆ แค่สามพันเท่านั้น แถมซื้อหนึ่งได้ลงได้ถึง 3 เครื่อง เลยพาเพื่อนไปซื้อพร้อมกันเลยเพราะก็อยากได้มาใช้งานเหมือนกัน เสร็จแล้วก็กลับมาลงให้ที่บ้านเพื่อน แกะกล่องดู เห็นสิทธิประโยชน์ได้พร้อมมาด้วยก็รู้สึกสบายใจ ก็เลยมานั่งคิดชั่งใจว่า...
จริงหรือ? ที่ทุกวันนี้เราใช้ของฟรีแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าวันหนึ่งของปลอมพวกนี้มาทำร้ายคอมพิวเตอร์ของเรา ถึงขนาดพังไปเลยแก้ไม่ได้ เราจะทำยังงัย คุ้มกับเงินหลักหมื่นที่เราเสียไปไหม? คุ้มกับข้อมูลที่โดนแฮกไหม?
ของฟรี...ดีจริงหรือ
ของ ดี และยังฟรี ใครๆ ก็ชอบทั้งนั้น แต่บางคนคงเคยได้ยินว่า ของฟรี ไม่มีในโลก แต่อยู่ที่ว่า จะมีใครรู้บ้างว่า เราต้องเสียอะไรไปกับของฟรีบ้าง? ผู้เขียนเป็นคนหนึ่ง ที่โดนกล่อมเกลาในเรื่อง plagiarism หรือ ความรู้จักละอายใจเมื่อก๊อปปี้ของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง และเป็นคนหนึ่งที่เป็นตัวตั้งตัวตีกับผู้คนรอบข้าง ที่จะให้ใช้ซอฟท์แวร์ถูกลิขสิทธิ์ วันนี้เลยคิดว่าเป็นโอกาสดี ที่จะมาพูดคุยให้กับชาว Blognone เห็นประโยชน์กับการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ เผื่อจะเป็นแสงสว่างนำทาง ให้เพื่อนๆ เลือกที่จะทำสิ่งที่ดี อย่างที่ผู้เขียนได้เรียนรู้ในตอนนี้ค่ะ
โดยปกติของคนส่วนใหญ่ แน่นอนว่าต้องอะไรที่ได้มาง่ายๆ หรือฟรีๆ และด้วยความชอบของฟรีแบบนี้ ทำให้โลกนี้ เกิดการละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญามากมาย โดยเฉพาะด้านซอฟต์แวร์เป็นด้านที่เห็นได้ชัดมาก เพราะลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง การก๊อปปี้จึงเป็นวิธีการที่ง่าย และราคาถูก ที่จะได้มาซึ่งซอฟต์แวร์ โดยที่ผู้ใช้ ลืมคำนึงถึงข้อเสียกันเลยทีเดียว เพื่อให้เห็นภาพชัด จึงขออ้างอิงข้อมูลทางวิชาการจากวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาโท สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งได้เก็บสถิติเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทย โดยได้ข้อมูลจากรายงานของ BSA พบว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์มากที่สุดเป็นอันดับ ที่ 5 ในเอเชียแปซิฟิกในปี 2006 ซึ่งนับได้ว่า ประเทศไทยทำอันดับการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้ดีทีเดียว แล้วแบบนี้เราสมควรจะภูมิใจไหม ที่มีชื่อเสียงด้านการก๊อปปี้ติดอันดับ TOP 5 ของเอเชีย
ด้วยเหตุนี้ ก็สร้างความกังวลให้กับรัฐบาลไทย จึงพยายามเป็นอันมากที่จะกำจัดปัญหานี้ โดยกำหนดเป็นนโยบายในรัฐธรรมนูญไทยในปี 2007 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 10 2007-2011 เพื่อโน้มน้าวให้ทั้งองค์กรราชการและอิสระ ร่วมมือกันใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกกฎหมาย และมากกว่านั้น เชื่อไหมว่า จากการศึกษาของ IDC พบว่า หากอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ลดลงจาก 80% เหลือ 70% จะทำให้อุตสาหกรรม IT เติบโตจากเดิมเป็น 91% และทำให้เกิดตำแหน่งงานด้าน IT เพิ่มขึ้น กว่า 2,100 งาน เลยทีเดียว
ถึงเวลาหรือยัง ที่พวกเราควรกลับมาทบทวน เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ด้านซอฟต์แวร์ จริงหรือ? ที่เราจะต้องเกิดความสูญเสียมากขึ้น จากการที่เราคิดจะใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ เคยคิดไหม ว่ามันอาจจะเป็นแค่นิสัยชอบใช้ของฟรีเฉยๆ โดยลืมคิดถึงความคุ้มค่า และข้อดีข้อเสียจริงๆ ของสิ่งที่เราใช้ และราคาซอฟต์แวร์เดี๋ยวนี้ก็ไม่ได้แพงเหมือนแต่ก่อนแล้ว ลองดูตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่เราใช้กันบ่อยๆ ดีกว่า
ซอฟท์แวร์สามัญประจำบ้าน
ยกตัวอย่างโปรแกรม ป้องกันไวรัสชื่อดังอย่าง Bitdefender มีราคาเพียงกล่องละ 380 บาทเท่านั้น (ถูกกว่าพิซซ่าถาดกลางเสียอีก) แต่สิ่งที่คุณจะได้มากกว่าซอฟต์แวร์แบบเถื่อนคือ คุณจะได้รับบริการหลังการขาย การอัพเดตฐานข้อมูลไวรัสที่เป็นปัจจุบันที่สุด หากเกิดความสูญเสียกับข้อมูลของคุณจากการใช้งาน ก็จะมีผู้รับผิดชอบหากมันเกิดจากไวรัส!
หรือมองย้อนกลับมามองซอฟต์แวร์ไทยยอดฮิต อย่าง Thai dictionary ของ ส.เศรษฐบุตร ก็มีราคาอยู่ที่หลักร้อยเท่านั้น หรือใครที่ไม่อยากเสียเงินเลย ก็หันมาใช้ของฟรีแบบไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ทดแทนได้ เช่น ใช้ Gimp แทนการใช้ Photoshop ก็ได้ความสามารถที่เท่าเทียมกัน แถมไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์อีกด้วย แม้แต่ Enterprise Software เดี๋ยวนี้ยังมีให้ใช้ฟรีเลย ยกตัวอย่าง ERP ชื่อดัง เช่น Apache OFBiz มีทุกคอมโพเนนท์เกี่ยวกับด้านธุรกิจให้ใช้งาน แถมสามารถแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะกับองค์ได้
หรือจะกล่าวไปถึงระบบปฏิบัติการ แทนที่จะต้องมาใช้แผ่นวินโดวส์เถื่อนให้มันเสี่ยงต่อความปลอดภัยของ คอมพิวเตอร์ของคุณ เพราะว่าคุณจะอัพเดตมันไม่ได้หรอก เค้าจะจับได้เอา พอพูดถึงระบบปฏิบัติการยอดฮิตที่ทุกคนคุ้นเคยอย่างเช่นวินโดวส์ ปัจจุบันนี้เราก็สามารถใช้วินโดวส์ถูกลิขสิทธิ์ได้ง่ายๆ เพราะมันถูกแถมมากับคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอยู่แล้ว ไม่ต้องก๊อปปี้ให้เสียเวลา แถมได้ความอบอุ่นใจด้วยว่า เราจะได้ระบบปฏิบัติการที่มีเสริมความปลอดภัยให้กับข้อมูล อัพเดตโปรแกรมได้ตลอดเวลาและจะได้รับการดูแลแบบถูกกฎหมายหลังการใช้งาน และที่มากกว่านั้น แม้แต่ซอฟท์แวร์ชื่อดังอย่างไมโครซอฟท์ออฟฟิศ ก็ดิ่งราคาลง จากราคาหลักหมื่น เหลือแค่สามพันบาทเท่านั้นเอง ! มันไม่ได้มากมายอะไรเลย ถ้าเราจะเสียเงินเพื่อบริการหลังการขาย และความมั่นใจในการใช้งานว่าข้อมูล ที่มีค่ามากกว่าเงินสามพันของเรา จะไม่เกิดความเสียหาย และรู้สึกภูมิใจกับการใช้ของลิขสิทธิ์ เหมือนเวลาที่เรายอมควักเงินเพื่อซื้อ iPOD หรือ iPHONE
ยิ่งอ่าน ยิ่งคิด ก็ยิ่งรู้สึกว่า แล้วเราจะใช้ของปลอมกันทำไมเนี่ย!
อ้างอิงจาก DETERMINANTS OF SOFTWARE PIRACY IN THAILAND by Chatwalai Taechasaensiri, Asian Institute of Technology, May 2008
Comments
อ่านแล้วโดนใจคน IT ทุกคนเลยครับ
จริงๆ อยากให้บอกด้วยว่าชื้อแผ่นมาจากร้านใหน เวลาชื้อจะใด้ไปชื้อร้านอื่น
เพราะตามเวป bit ก็ไช้ระบบเครดิต กล่าวคือจะมีคนมาบอกว่ามันปลอดภัยหรือปล่าว แล้วไอ้คนที่บอกก็จะโดยตรวจสอบอีกที ตามร้านขายแผ่นก็น่าจะมีคนทำระบบเครดิตเพิมขึ้นมาบ้าง คนที่ขายจะใด้ตรวจสอบตัวแผ่นด้วย
ปล.
ผมเข้าใจดีว่าบ้านเราไม่มีที่ชื้อ และไม่คิดจะชื้อ software ลิขสิทธ์ ในเร็วๆนี้แน่ อย่าง Microsoft Office "Home and Student 2007" แท้ขายในราคา "3000" ลงใด้แค่ 3 เครื่อง/ครั้ง แต่ถ้าแผ่นผี Microsoft Office "Full" ลงกี่เครื่องก็ใด้ ในราคา "50-100" (พร้อมโปรแกรมเล็กๆอีกมากมาย)
Windows ผีลงกี่ครั้งก็ใด้ หมดปีก็ format นอกจากกำจัด virus ทั้งหมด เครื่องยังเร็วขึ้นเล็กน้อยและ junk หายไปด้วย แต่ ไช้ Vista แท้ลงใด้จำกัดครั้ง ทั้งที่เหตุผลชองการ format บางทีก็ไม่ไช่ความผิดของผู้ไช้เช่น system update แล้วไฟดับ หรือติด virus จากเวปโป้
สนับสนุนการชื้อสินค้าแท้ แต่ไม่สนับสนุนการไช้ DRM ไร้สมอง ... อย่าง หนังกับเพลงที่แผ่นแท้มี virus แผ่นกอปไม่มี virus หรือ Windows Genuine Advantage ที่เข้าไปยุ่งกับไฟลของ user ใด้ ชึ่งถ้า hacker รู้วิธีไช้ช่องทางนี้ใด้ มีหวังสนุกแน่ เช่นทำให้เครื่องเป่าหมายเปิดไม่ติด หรือเปลี่ยน wallpaper เป็น ad บางอย่าง (โดย hacker)
เข้าใจว่าจะพูดเรื่องอะไร แต่ไม่สนับสนุนให้ฟังความข้างเดียว ^^
samsung ใหญ่แค่ใหน ?
https://youtu.be/6Afpey7Eldo
ผมคิดต่างออกไปนะ เครื่องผมละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหนัง เพลงหรือแม้แต่โปรแกรม เกมส์ เรียกได้ว่าถ้าของจริงทั้งคงหลายแสน
แต่ผมแบ่งมันเป็นเรื่องบริโภค กับ เรื่องลิขสิทธิ์
เรื่องบริโภค การใช้โปรแกรมต่างๆ โปรแกรมใหม่ๆ ยำ แคะ แกะ เกาเข้าไปเถอะครับ ตราบใดที่มันไม่ทำให้ใครเดือดร้อน ผมไม่คิดว่าตัวเองเอาเปรียบนักพัฒนาด้วย
เรื่องลิขสิทธิ์ ผมคำนึงถึง เรื่องอื่นที่ตามมาด้วย เช่น การให้บริการหลังบริการ ทั้งการอัพเดทโปรแกรม ข่าวสาร รวมไปถึงการจัดเทรนการใช้งานต่างๆ
ยกตัวอย่างนะครับ เกมส์หลายเกมส์ออกมาใหม่ๆ ผมโหลดมาเล่นหมดแหละ แต่อันไหนสนุกอยากจะเล่นออนไลน์ ผมก็ไปซื้อแผ่นแท้มา ส่วนมากใช้แผ่นแท้เล่น(ล่อก่อนเข้า) จะอัพเดทก็สะดวกกว่า หา Crack nocd ให้ถูก version ถ้าแผ่นเสียก็ถามหา support
ร้านแผ่นก๊อปในพันทิพย์ ไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรหรอกครับ บางทียังหยิบแผ่น version ของ MAC มาให้ผมเลย ไอ้ครั้นจะไปสร้างเครดิต ก็โดนจับถูกตัวสิครับ
------ ดูที่จุดประสงค์ครับ version นี้ให้สำหรับสถานศึกษาซื้อมาให้ครบคลุมจำนวนเครื่องที่เขาใช้สอนนักเรียน นักศึกษา ถ้าเราจะซื้อมาใช้งาน อย่างที่เจ้าของ topic บอก คนละพัน เออ ผมว่ามันคุ้มมากนะ เทอมนึง ค่าหนังสือ ค่าเทอม(หน่วยกิจ) มันมากกว่านี้เยอะนะครับ
แค่บอกว่ามันถูกกว่ากันมาก เพราะบิดเบือนอย่างไร อย่างน้อยก็ 10 เท่า Office student "reduce" edition ในราคา 1000 (ชื้อขั้นต่ำ 3 เครื่อง 3000) กับ Office ผีแต่ "full" ในราคา 50-100 ลงกี่เครื่องก็ใด้
Windows ลิขสิทธิ์ ตั้งแต่ vista เป็นต้นไปมีข้อจำกัดในการ transfer license มากขึ้นครับ ไม่ใด้อ่านร่ยละเอียด แต่คิดว่าจำกัดครั้งการ transfer license หรือจำกัดช่วงเวลาการ transfer license ในแต่ละครั้ง ... แต่ที่แน่ๆ การที่ต้อง ต่อเน็ต active ทุก 30 วัน นอกจากรบกวนการทำงานที่ไม่ต้องไช้เน็ตแล้ว ยังน่าสนใจว่าวันที่ ms จะเปลี่ยนไปไช้ windows 7 ms จะยังให้ active vista ไปอีกกี่ปี เพราะก็เคยมีมาแล้วกับการปิด drm server ของ MSN Music, Yahoo Music และ Wal-Mart
WGA สามารถเข้าถึงและแก้ไขข้อมูลบางส่วนของ user ใด้ ที่เคยเห็นคือการเปลี่ยน wallpaper ... แล้วที่ไม่เคยเห็น หรือที่สามารถเข้าถึงเพิมใด้ผ่านการ update หละ
^^
samsung ใหญ่แค่ใหน ?
https://youtu.be/6Afpey7Eldo
โชคดีในเครื่องไม่มี software ผี
antivirus ผมก็ไม่ลงครับ antivirus สำหรับผมมันก็คือไวรัสร้ายที่สุด
เครื่องมีปัญหากดปุ่มฟ้า ThinkVantage
Noyzi!!a's Blog
เย้! ผมใช้ของแท้และ Open source.
แอบยาวนิดนึงนะคะ แต่ว่าตั้งใจเขียน ตั้งใจหาข้อมูลงัย ไม่อยากมาแค่บ่นๆ
IBM Microsoft Oracle SAP ... และอื่นๆ อีกมากมาย หรือแม้แต่ Open source software รักเราตาย 55++
บลอกของ natty
บลอกของ natty
บทความดีครับ แต่น่าจะย่อหน้าเยอะกว่านี้อีกหน่อยให้อ่านง่าย แบบนี้ลายตามาก :)
+1 เห็นด้วยครับ
ทำ bullet มั่งก็ดี
บทความนี้ผ่านการ revised มาหลายรอบแล้วก่อนเอาอัพขึ้นค่ะ ก่อนหน้านี้แยกย่อหน้าเยอะกว่านี้ แต่คนช่วยอ่าน draft ก็แนะนำว่า ให้ย่อหน้าน้อยลงหน่อย มันเยอะเกินไป
คือจริงๆ เหตุผลหลักๆ เนื้อหามันเยอะจนไม่รู้จะจัดยังงัย จริงๆ เนื้อหาควรจะน้อยกว่านี้ค่ะ หรือแบ่งเป็น 2 บทความไปเลย แต่สุดท้าย ก็ได้มาเป็นอันเดียว อย่างที่เห็น เพราะมันเป็นประเด็นที่คล้ายกันเลยไม่อยากแยก - -"
สรุปว่า แก้อะไรไม่ได้เลย ฮ่าๆ
บลอกของ natty
บลอกของ natty
เพิ่มหัวข้อย่อย (ตัวหนา) บอกว่าย่อหน้านี้จะเน้นพูดถึงอะไร เป็นเรื่องของการเรียบเรียงที่ฝึกกันได้ครับ :-D
——————————————————————
คิดๆ ขีดๆ เขียนๆ | นั่งเล่นในสวน ชวนคุยเรื่องเกม
LinkedIn
เรื่องพวกนี้ผมเคยเอาไปเผยแพร่แนวคิดนี้แล้วใน ThaiThinkPad (http://www.thaithinkpad.com/forum/general-discussion/t576/) แต่ก็มีบางส่วนบางคนที่ยังใช้กรอบแนวคิดเดิม ๆ โดยมองในเรื่องของราคาเป็นหลัก ส่วนเรื่องอื่น ๆ ไม่สนใจ ประมาณว่าจะเอาจะใช้อย่างเดียว เอาง่ายเข้าว่าอะไรแบบนั้น อีกอย่างการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์สักตัวนี้ต้องใช้พลังงานมาพอสมควรทั้งศึกษ EULA และรูปแบบของลิขสิทธิ์ รวมไปถึงตัวแทนจำหน่ายด้วยว่าจะไปซื้อที่ไหน เหล่านี้นี่คนทั่วไปก็มึนตั้งแต่ EULA และรูปแบบลิขสิทธิ์แล้วครับ แล้วตัวแทนจำหน่ายก็น้อย และไม่สะดวกเท่าโหลดบิตเอาตามเว็บทั่วไป หรือห้างไอทีต่าง ๆ หรอกครับ แถมเวลาซื้อคนขายหลาย ๆ คนก็เหมือนจะไม่เต็มใจขายด้วย ประมาณว่าจะซื้อไปทำไม ข้าง ๆ ร้านเดินไปอีก 10 เมตรก็ได้เหมือน ๆ กันราคาต่างกัน 100 เท่า -_-'
จริง ๆ อยากบ่นมากกว่านี้นะ แต่ว่าเรื่องนี้ผมเคยเขียนมาแล้วตอนซื้อ Office 2007 ที่เคยเอามาลงใน Blognone เมื่อหลายเดือนก่อนครับ
คิดง่าย ๆ ชาวนาต้องตรากตรำทำงานหนัก กว่าจะผ่อน หรือกว่าจะเช่ารถไถนา (ราคาเหยียบแสนนะ หรือเช่าก็วันละหลายพันอยู่) หรือเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเพื่อเอามาไถนา ให้เราได้ข้าวมากินกัน นั้นคือเครื่องมือทำมาหากินของเค้า แต่เรา ๆ ชาวไอทีทำงานก็ในห้องแอร์ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ สบายก็สบาย ยังไม่คิดจะลงทุนเครื่องมือทำมาหากินที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่นอกเหนือจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ฺอีกเหรอ คิดดูให้ดี ๆ อายชาวนาเค้าบ้างไหม !!!
ไม่ต้องบอกนะครับว่าเงินทองไหลออกนอกประเทศ เพราะเราไม่พึ่งพาตัวเองก่อน ใช้แต่ของนอกตั้งแต่แรก ก็ช่วยไม่ได้ครับ ผลกรรมตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แล้วที่เราไม่วางแผนวงการไอทีให้ดีตั้งแต่แรก เริ่มคิดโทษคนอื่นได้แล้วครับ พวกเราเองนั้นและครับที่ต้องช่วยกันรับผิดชอบและแก้ไขกันต่อไป
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
คิดง่าย ๆ ชาวนาต้องตรากตรำทำงานหนัก กว่าจะผ่อน หรือกว่าจะเช่ารถไถนา (ราคาเหยียบแสนนะ หรือเช่าก็วันละหลายพันอยู่) หรือเลี้ยงวัว เลี้ยงควายเพื่อเอามาไถนา ให้เราได้ข้าวมากินกัน นั้นคือเครื่องมือทำมาหากินของเค้า แต่เรา ๆ ชาวไอทีทำงานก็ในห้องแอร์ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ สบายก็สบาย ยังไม่คิดจะลงทุนเครื่องมือทำมาหากินที่เรียกว่าซอฟต์แวร์ ที่ถือเป็นเครื่องมือที่นอกเหนือจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ฺอีกเหรอ คิดดูให้ดี ๆ อายชาวนาเค้าบ้างไหม !!!
ชัดเจนมากมาย
ไม่ครับ ผมคิดต่างกันออกไป
ชาวนาซื้อเครื่องเมือที่เรียกว่าควายมา ควายกินหญ้าที่ชาวนาปลูกเองและไม่ได้ปลูกเอง (ถ้ามีหญ้าอยู่แล้ว ชาวนาก็ไม่ซื้อ) ซึ่งกรณีซอร์ฟแวร์ ถ้าหาฟรีได้ ก็ไม่ซื้อ
แต่ก็เหมือนจูงควายไปกินหญ้าคนอื่น ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าหญ้าให้แก่เจ้าของที่?
ส่วนตัวผมถูกปลูกฝังมาผิดๆเกี่ยวกับซอร์ฟแวร์ ผมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์มา 1 เครื่อง แล้วต้องมีค่าใช้จ่ายที่ควบคุมไม่ได้ (ลงโปรแกรมเยอะ = ควายกินเยอะ)
อย่างไรก็ตาม ผมยังหาแรงจูงใจที่ทำให้ซื้อของแท้ไม่ได้ (บริการหลังการการไม่ใช่ประเด็น, แพคเกจไม่ช่วยอะไร, ซอร์ฟแวร์เถื่อน active ง่ายกว่าเป็นเท่าตัว)
ปัจจุบันผมพยายามเลี่ยงไปใช้ Freeware หรือ Opensource แทนด้วยเหตุผลว่า ใช้งานแทนกันได้ และขี้เกียจ Crack ครับ
แต่ก็เหมือนจูงควายไปกินหญ้าคนอื่น ซึ่งก็ต้องจ่ายค่าหญ้าให้แก่เจ้าของที่?
-- จูงไปนี่แล้วแต่เจ้าของที่เลยครับ ที่วางเปล่าบางที่อาจจะไม่มีปัญหา บางที่นี่เค้าไม่ให้เข้า หรือเข้าไปอาจจะต้องจ่ายเงินค่าเข้านะครับ อันนี้เจอกันหลายพื้นที่มีจ่ายเงินค่าเข้าไปกินหญ้าด้วยนะครับ ประมาณว่าเจ้าของที่ไม่รู้จะเอาที่ไปทำอะไร ก็ทำประตูเป็นด่านแล้วดูแลหญ้าให้ดีขึ้นตลอด แล้วก็เรียกเก็บซะ เรื่องของควายและวัว รวมไปถึงเครืองจักรที่ชาวนาใช้นี่มันมีค่าเสื่อมเวลาต่าง ๆ ค่ายา ฯลฯ ซึ่งมันมีมูลค่าของมันอยู่ครับ แบบเดียวกับซอฟต์แวรนั้นแหละ ซึ่งมันมีค่าใช้จ่ายซึ่งมันเป็นเรื่องของเงินครับ ไปหาตามป่าตามเขาคงยากแล้วในปัจจุบันวัวและควายกินหญ้าอย่างเดียวไม่ได้แล้วครับเดี่ยวนี้
จริง ๆ ผมมองต่อไปว่า คำตอบของปัญหาของสังคม และภาคธุรกิจในเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยไม่ใช่การหันมาใช้ Open Source ทั้งหมดแล้วเรื่องมันจบ ถ้ามันจำเป็นต้องใช้สินค้าที่มีลิขสิทธิ์ที่ต้องเสียเงินเพื่อให้งานเสร็จเร็วและราบรื่น ทำไมเราจะไม่ใช้ บางครั้งมูลค่าของ "เวลา" ที่เสียไปกับการปรับเปลี่ยนอาจจะไม่คุ้มในบางสถานะการณ์ครับ และคิดว่าถ้าสมควรลงทุนก็ควรทำ และมองไปถึงว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่การรู้ว่าต้อง "ใช้อะไร" แต่ต้องหมายถึง "สร้างและพัฒนาอะไร" มากกว่า ถ้าเราคิดแต่จะใช้ ไม่คิดจะสร้างและพัฒนามันก็ไม่มีประโยชน์ เราก็เป็นแค่ผู้ใช้ต่อไป โดยเราภูมิใจกับการไม่ละเมิดคนอื่น แต่สังคมเราก็ไม่พัฒนาเช่นเดิม
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
แย้งนิดนึงนะครับ
ชาวนาที่ซื้อควายมาไถนาเดี๋ยวนี้เป็นคนกลุ่มน้อยแล้วนะครับ เหลือแค่ดำนาเท่านั้นแหละที่ยังใช้เครื่องมือไม่ได้ หว่านปุ๋ยเดี๋ยวนี้ก็ใช้เครื่อง
ถ้าจูงควายไปกินหญ้าในที่นาคนอื่นสงสัยเป็นศพครับ ต้องไล่ต้อนไปในทุ่งหญ่าไกล และต้องจ้างเด็กเลี้ยงควาย กรณีที่ลูกหลานไปเรียนหนังสือหมด
ค่าดูแลรักษาควายก็เยอะมาก ต้องเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี มีคอกให้อยู่ ต้องจุดยากันยุงให้ ต้องพาไปหาหมอ ต้องหาคู่ให้ มีค่ายา มีค่าวิตามิน ฯลฯ นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่คนนิยมไปใช้ควายเหล็ก ราคาเริ่มต้นเท่ากันแต่ค่าดูแลรักษาน้อยกว่ากันเยอะ
ค่าใช้จ่ายในการซื้อหาเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ กิเลศต่างหากที่คุมยาก
คุณไม่มีแรงจูงใจที่จะใช้ของแท้ อะไรๆ ก็ไม่ใช่ประเด็น?
เวลาว่างๆ เคยคิดเล่นๆ มั้ยว่า แล้วไอ้คนที่พัฒนา Software มา เค้ามีแรงจูงใจอะไร?
หรือว่าแรงจูงใจของเราสำคัญที่สุด ของคนอื่นเป็นเรื่องเหลวไหล?
"ไปทำงานลำบากครับ อยากได้รถ ก็เลยไปขโมยรถในโชว์รูมมา ไม่อยากนั่งรถเมล์ มันไม่สบาย นั่งยาก เพื่อนๆ ลูกค้าเค้าก็มีรถขับกันทั้งนั้น บริษัทมันอยากขายรถแพงทำไม ผลิตได้ถูกๆ เห็นมั้ยว่าบริษัทขายรถรวยกันหมดแล้ว"
เหตุผลอย่างนี้ฟังขึ้นมั้ยครับ เท่าที่ผมเจอเพื่อนๆ Developer ด้วยกัน หลายๆคนอิจฉาผม เพราะว่าผมไม่ต้องพึ่งของที่ขโมยมา ผมใช้ FOSS และร่วมพัฒนา FOSS หลายเดือนก่อนเพื่อนหลายคนเป็นเดือดเป็นร้อน บอกว่า BSA จะมาตรวจ ผมก็เลยบอกไปว่า
"กูบอกแล้วใช่มั้ย Opensource"
ทุกวันนี้ก็พยายามหาพวก opensource มาใช้ให้เยอะที่สุดครับ
ส่วน Windows ได้ลิขสิทธิ์จาก msdn ของคณะครับ
ผมใช้ เถื่อน เกือบทุกอย่างครับ..
ถึงแม้ อ่านแล้ว จะทำให้อยากซื้อของแท้มาใช้ก็เุุถอะ
แต่ผมมีปัญญาซื้อแค่เครื่อง ...
เรื่อง Software ถ้่าจะให้เท่าที่ผมใช้ตอนนี คงต้องเพื่มอีกเกือบหมื่น
ลำัพัง นักศึกษาอย่างผมไร้ปัญญาจ่าย ครับ
http://tomazzu.exteen.com
ผมเชื่อว่าคนที่มีเงินซื้อเครื่องราคาหลักหมื่น ก็น่าจะมีเงินซื้อซอฟท์แวร์เหมือนกัน
pittaya.com
pittaya.com
อ้าประเด็นนี้ดีครับ ครั้งหนึ่งมีสมัครเคยพูดว่า คนมีเงินซื้อรถราคาเป็นล้านทำไมไม่มีเงินจ่ายค่าผ่านทางพิเศษที่เป็นเหตุให้ต้องทุบสะพานลอย
ไม่กี่สิบบาท
นี่เป็นการมองปัญหาแบบเข้าข้างตัวเองไปหน่อย เพราะจริง ๆ แล้วคนที่ซื้อรถราคาเป็นล้านอาจจะเป็นมนุษย์เงินเดือนใช้ัวิธีผ่อนเอา หรืออาจจะไม่มีเงินซื้อแต่ใช้รถแม่ รถพ่อ หรือครอบครัวซื้อให้ใช้ พวกนี้จริง ๆ ไม่มีเงินจ่ายค่าทางด่วนทุกวันหรอกครับ ลำพังค่าเช่าบ้านยังไม่มีปัญหาจ่ายเลยเพราะยังต้องอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่
เช่นเดียวกับคนที่มีเงินซื้อเครื่องราคาหมื่น ซึ่งอาจจะกำลังผ่อนรถอยู่ หรือยังไม่ได้ทำงาน หรือขอพ่อแล้วพ่อให้แค่ราคาเครื่อง นอก จากนั้นคนที่ไม่ได้ทำงานสายคอมพิวเตอร์ใช้คอมพิวเตอร์แค่ความบันเทิง ไม่มีรายได้จากการใช้ซอฟท์แวร์เสียเงิน การซื้อก็ดูจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่นัก ผมว่าการเน้นให้คนทั่วไปซื้อดูจะไม่ใช้ทางออกที่ดีนัก แต่การเน้นให้รู้ว่ามีโปรแกรมฟรีทดแทนและให้ความสามารถเพียงพอกับการใช้งาน สามารถใช้ได้โดยไม่ผิดกฎใด ๆ น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
กำลังเงินมีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ใช้ชีวิตแบบพอมีพอกินไม่ใช่เอาเปรียบคนอื่นด้วยการไปขโมยเค้าครับ
ผมเคยเอาเปรียบมานาน มาคิดได้และกลับตัวให้ถูกต้องน่าจะดีกว่า เริ่มต้นที่ตัวเราเองก่อนเลยครับ ไม่ต้องรอคนอื่นหรอกครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ผมใช้ถูกกฎหมายหมดนะครับ MATLAB ยังต่อผ่าน VPN เอาเลยนะครับ
+10 ผมชอบแนวความคิดนี้มากครับ
คือการมองแบบ มีปัญญาซื้อคอมได้ ก็ต้องมีปัญญาซื้อซอฟท์แวร์ได้ ผมว่าเป็นการมองที่แคบไป + เข้าข้างตัวเองไปนิดนึง (แค่การใช้คำว่า "มีปัญญา..." ก็ดู negative แล้วล่ะครับ)
อย่างเราๆ ที่นี่ ผมเชื่อว่ามีฐานะพอเพียงที่จะสามารถซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ได้อย่างไม่เดือดร้อน แต่ก็ยังมีคนอีกมากที่มีฐานะที่แตกต่างกันออกไป บางคนกว่าจะซื้อฮาร์ดแวร์ (แบบงบน้อยๆ) มาได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น เรื่องซื้อซอฟท์แวร์นี่ไม่ต้องพูดถึงเลย แต่ในเมื่อของมันจำเป็นต้องใช้ก็เลยต้องซื้อ ...ซึ่งก็อยากให้มองแบบกว้างๆ และเข้าใจถึงความเป็นจริงครับผม
ถ้าหากเรายกประเด็นเรื่องคุณค่าของซอฟท์แวร์ทดแทนมากล่าวถึง ก็อาจจะดูสวยงามกว่าจริงไหม :)
ส่วนตัวผมแล้วคิดว่าเรื่องการใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนตามบ้านนี่ผมว่ายังมีเหตุผลที่พอเข้าใจได้ แต่ในบริษัทใหญ่ๆ นี่ยังเห็นการใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนกันเป็นเรื่องปกติอยู่เลย (ครั้นคิดจะแจ้ง BSA ก็เห็นใจ) ผมว่าถ้าจะจัดการเรื่องนี่อย่างเด็ดขาด ต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทนี่ก่อนเลยครับ
Software อะไรหรอครับ ถ้าจำเป็นต้องใช้ในการเรียนที่มหาลัยหรือโรงเรียน ทางมหาลัยไม่มี license student ให้หรือครับ
ผมมองว่าข้ออ้างเรื่องเป็น นศ ไม่มีปัญญาจ่ายไม่ใช่ประเด็นครับ
ผมก็เชื่อเหมือนกันว่าคนที่มีปัญญาซื้อเครื่อง ก็น่าจะมีปัญญาซื้อโปรแกรมครับ
มหาลัยผมละทีนึง ไม่มี license student ทั้งๆ ที่เป็นมหาลัยระดับประเทศ แม้แต่ซอฟท์แวร์สถิติทำงานวิจัยกว่าจะจัดซื้อได้แทบตาย
ป.ล. ผมกำลังจะหนีไปใช้ R แทนแล้ว
มหาวิทยาลัยที่ผมอยู่ 2 ที่ใช้โปรแกรมผิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด ยิ่งที่หลังนี้ใช้โปรแกรมที่ผิดลิขสิทธิ์เพื่อการวิจัย และเวลาจะตีพิมพ์ก็ซื้อตัว lisence ที่ถูกที่สุดเพื่อให้มันตีพิมพ์ได้พอ
molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค
sci news on foosci.com
http://www.digimolek.com
ยังไงก็ต้องลง Windows หรือจะใช้ Linux ก็ว่าไป แต่ต้องใช้ Windows ก็
ราคา vista 3,000 - 6,000 (Home-business) XP ก็ราคาพอๆ กัน...
อ้างอิง http://classified.sanook.com/item/4234597
เครื่องก็จำเป็นต้องมี Office แต่จะใช้ของฟรีก้ได้ แต่ถ้าต้องซื้อก็
Office ราคา 8,000 - 19,000 (XP,2003,2007)...
พอดีเรียน เขียนเวป จำเป็นต้องใช้ Dreamweaver กัน Flash , Firework , Photoshop Illustrator จะใช้ของฟรีก็ได้แต่ถ้าต้องซื้อก็
ราคา CS3 ก็ 24,000 (เฉพาะ Illustrator อย่าง เดียว...)
แหม่ พอดีเรียนวิศวะ ต้องใช้ Autodesk Autocad
ราคาไม่กีตังหลอกครับ....5555 ไม่กี่หมึ่นหลอกครับ
http://www.amecomputer.com/images/1131769862/Autodesk051018.xls
มีโปรแกรมฟรีๆ อีกเพียบ ที่แทนกันได้ แต่ อาจารย์ไม่ได้ใช้โปรแกรม ที่ฟรีสอนอะทำไง ???
ถ้าผมจำไม่ผิด Microsoft อนุญาติให้ โรงเรียนสถานศึกษา ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ ของบริษัทได้ฟรี รวมถึงอาจารย์ผู้สอนด้วย แ ต่ไม่รู้ว่ามีโปรแกรมอะไรบ้างที่ให้สถานศึกษาใช้ได้ฟรี
ปล. ผมอาจจะขลาดขลื่อน เรื่องราคา แต่ยังก็อยากให้ท่านๆ รวมราคา โปรแกรมที่นักศึกษาต้องซื้อให้หน่อยและกัน
ทีหลังซื้อเครื่องใ หม่ 15,000 จะได้ เตรียมเงินไว้ซื้อโปรแกรมด้วย จะได้ ไม่โดนว่า มีเงินซื้อเครื่องหมื่นกว่าบาท แล้วไม่มีเงินซื้อโปรแกรมครับ...
ที่ผมเขียนนี่ไม่ได้บอกว่า ให้ใช้ของ ก๊อปนีะครับ แต่ที่ผม เขียนนี่หมายถึงว่า ราคาโปรแกรมมันช่างแพงเกินไป
อยากให้ราคา วินโดส์สัก 999 บาท เวลาซื้อพร้อมเครื่องจะได้ซื้อไปเลย Office 1,190 บาท ลดลงมาสักอย่างละ 60% จากราคาปัจจุบัน เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั่วโลกน่าจะนับไม่ถ้วน แต่ขายได้ถึง 5% หรือเปล่า ถ้ายอมลดลาคาลงมา 60% แต่ขายได้ 100% ของเครื่องทั้งโลกผมว่า Microsoft จะรวย กว่านี่อีก 3 เท่าเชื่อผมมั้ย :)
Microsoft ให้ส่วนลด 80% สำหรับสถาบันการศึกษาและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรครับ และทุก ๆ บริษัทก็มีราคาสำหรับนักศึกษาและการซื้อในปริมาณมาก ๆ ซึ่งนำมาใช้ตามบริษัทต่าง ๆ หลายสิบชุดในราคาลดจากปรกติอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับการเจรจาและพูดคุยครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ปรับโดยให้ อาจารย์มาใช้โปรแกรมที่ฟรีสอน จะดีกว่า ไหม ?
สถานศึกษาแท้ๆ สอนให้คนใช้ผิดลิขสิทธิ์โดยไม่สนใจนักศึกษา
มิน่าล่ะ plagiarism ตรึม
ผมว่าหัดเองยังง่ายกว่าไปบอกให้อาจารย์ใช้โปรแกรมฟรีอีกครับ
molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค
sci news on foosci.com
http://www.digimolek.com
+10
ถูกครับ
แต่ผมก็หวังว่าอาจารย์รุ่นต่อๆ ไปจะไม่ดำเนินรอยตามอาจารย์รุ่นเก่าๆ นะครับ ^^
กรณีตัวอย่างที่ยกมาเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
แต่คุณก็ต้องระลึกไว้เสมอด้วยว่า มันมีประเด็นน่าเป็นห่วงตามมาจากตรรกะนี้
เทียบได้กับการบอกว่า เด็กประถมที่ไม่พร้อมเรื่องทุนทรัพย์ ไม่มีเงินซื้อตำราเรียน เลยเข้าห้องสมุดไปขโมยมาเล่มหนึ่ง เป็นเรื่องถูก
ค่านิยมแบบนี้ จะทำให้สังคมเรามีปัญหาเรื่องจิตสำนึก
เด็กที่ไม่มีความพร้อม แต่แสดงออกถึงความอุตสาหะและการเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วยการเข้าห้องสมุดเพื่อจดคัดลอกเนื้อหาในตำรา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมกว่า
ในทิศทางเดียวกันกับการเห็นสัญญาณของความพยายามที่จะศึกษาเข้าใจ Software ทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ใช้งานได้ฟรี ก็เป็นเรื่องน่านิยมยินดี.
เมื่อปี 2541 (10 ปีที่แล้ว) ผมได้เรียนซ่อมคอมพิวเตอร์ และเริ่มซ่อมคอมพิวเตอร์เป็นได้เรียนมาจากโรงเรียนฝึกอาชีพ ไ ม่ มีหลักสูตรไหน บอกว่าให้ต้องซื้อ software ที่ได้ใช้ เลย แปลกมั้ย ผมว่า เป็นเพราะการปลูกฝังเรื่อง ลิขสิทธิ์ software แถบไม่มีเลย ก็ว่าได้ จนมาถึงเรียน มหาวิทยาลัย เพิ่งจะรู้ว่า อ่าวๆๆๆๆ วินโดส์ที่ใช้ๆ กันอยู่นี่ต้องซื้อเหรอ ใช้มาตั้งนาน ต้องซื้อด้วยเหรอ - -a
ก็คงจะเหมือนกับที่ยกตัวอย่างมา ว่า ใครอยากได้หนังสือ ก็ไปหยิบมาจากห้องสมุด แต่ไม่มีใครบอกว่า หยิบไปแล้วมันผิด น๊ะ อย่างนี้เรียกว่า ขโมย แต่ไม่มีใครบอกว่า หยิบไปแล้วมันผิดเหรอ
ผมก็อยากให้ซื้อกันทุกคนแหละ แต่ไม่มีใครสอน หรือบอกให้ซื้อ อะ และกว่าจะรู้ก็ใช้ไปตั้งนานแล้ว
ปล. แต่ผมว่ายกตัวอย่าง Software กับ หนังสือ เนี้ย มันผิดๆ แหม่งๆ ไงไม่รู้อะ
ถ้ายกตัวอย่างว่า ใครอยากได้หนังสือ ก็เอาไปถ่ายเอกสารทั้งเล่ม จะแหม่งน้อยลงไหม
ประโยชน์ของประโยคเทียบเคียงก็คือ มันทำให้เห็นปัญหาในมุมที่ต่างไป แน่นอนว่าย่อมไม่เหมือนเป๊ะ แต่บางครั้งการเปลี่ยนมุมมองที่ใช้มองปัญหา จะทำให้เราเห็นมููลเหตุได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวผมคิดว่าการเปิดโอกาสให้คุณได้ใช้ความสามารถในการตีความเทียบเคียงปัญหาเพื่อพิเคราะห์จับประเด็น น่าจะเป็นวิธีที่ดีกว่าในการสื่อสาร ดังนั้น การที่คุณมีสัญญาณของการเข้าใจปัญหามากขึ้น ผมก็ถือว่าประโยคเทียบเคียงได้ทำหน้าที่ของมันดีที่สุดแล้ว
เรื่องที่คุณบอกมาว่าเมื่อสมัยเรียนไม่มีใครบอกว่าต้องซื้อ Software ผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีอันนึง ที่ช่วยย้ำชัดประโยคเทียบเคียงด้านบน
คุณเติบโตร่ำเรียนมาในสังคมที่บอกว่าการขโมยอุปกรณ็การเรียนเป็นสิ่งถูกใครก็ทำกันมันไม่ใช่ของขาย จิตสำนึกถูกปลูกฝังมาผิดๆ
คุณอาจจะอยากโยนความผิดไปให้โรงเรียน แต่คุณต้องเข้าใจว่ากฏหมายเค้าระบุโทษไว้สำหรับคนละเมิดสิทธิ์ ไม่ใช่คนที่สอนให้ละเมิดสิทธิ์
ในวัยเยาว์คุณอาจจะต้องการคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องให้ ซึ่งสถาบันศึกษาไม่ได้ทำหน้าที่นั้นอย่างครบถ้วน คุณจึงคิดว่าคุณอยากจะตำหนิเค้า ก็ไม่เป็นไร คุณมีสิทธิ์จะคิดอย่างงั้นได้ แต่คุณต้องไม่ลืมที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาจากจุดนั้นด้วย คนเราต้องไม่ด่าคนอื่นจนลืมตำหนิตัวเอง การไม่รู้ว่าตัวเองผิดมันเป็นสาเหตุให้คนหยุดพัฒนา ในวันนั้นคุณไม่รู้ว่าผิด ก็ใช้มาแบบผิดๆ ไม่เป็นไรไม่ว่ากัน แต่วันนี้คุณรู้แล้วว่ามันผิด คุณจะทำยังไงกับปัญหา?
เด็กคนนึงที่บ้านไม่เคยบอกว่าขึ้นรถเมย์ต้องจ่ายตังค์ เดินขึ้นไปโดนกระเป๋ารถเมย์ตะเพิดลงมา ตัวเด็กก็อ้างว่า ไม่รู้หนิไม่มีใครเคยบอกว่าต้องจ่ายตังค์ เสร็จแล้วก็ขึ้นรถเมย์อีกคันโดนตะเพิดลงมาอีก แล้วเด็กก็อ้างแบบเดิม กรณีอย่างงี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่รถเมย์ แต่มันอยู่ที่ตัวเด็ก ที่มีปัญหาในการเรียนรู้เพื่อรับกติกา ทำผิดครั้งแรกไม่จ่ายตังค์รถเมย์เพราะแม่ไม่สอนไม่มีใครว่า แต่การจะหวังขึ้นรถฟรีไปตลอดชีวิตโดยอ้างกระต่ายขาเดียวว่า ก็ไม่รู้แม่ไม่สอน ไม่ได้
ส่วนเรื่องการเข้าห้องสมุดเพื่อคัดลอกตำรา คุณลองพินิจพิเคราะห์ให้ดีแล้วจะเข้าใจ
ตัวเด็กขาดทุนทรัพย์ แต่มีจิตสำนึก จึงไม่ขโมย เลือกที่จะใช้ความพยายามอุตสาหะเพื่อบรรลุผลแทน
ฉันใดฉันนั้น คนใช้งาน Software ที่เอาแต่อ้างว่าไม่มีทุนทรัพย์ ก็ต้องไม่ขาดจิตสำนึก อย่าเลือกที่จะขโมย มันมีทางเลือกให้คุณได้ใช้ความพยายาม ได้แสดงออกถึงความอุตสาหะ การปรับตัวให้เข้ากับอุปกรณ์หรือ Software ทางเลือกก็ถือเป็นความพยายามรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุนทรัพย์ก็ขาด จิตสำนึกก็แย่ ความพยายามก็ไม่มี สรุปแล้วคือเราไม่มีอะไรสักอย่างเลย แต่ต้องการจะเอาจะได้อะไรๆ เท่าคนอื่น มันเป็นตรรกะที่ไม่งามในเชิงความคิด
แต่ผมว่า การเอาตำรามาทำสำเนาทั้งเล่ม มันก็เหมือนกับการใช้ซอฟท์แวร์ผิดลิขสิทธิ์เช่นกัน เพราะคนเขียนไม่ได้เขียนได้ง่าย ๆ ต้องใช้ความรู้ในการเขียนเหมือนกัน การที่เราไปทำสำเนาก็เหมือนการเราซื้อแผ่นผี ซีดีเถื่อนนั้นแหละ
molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค
sci news on foosci.com
http://www.digimolek.com
เห็นด้วยครับ ตอนนี้ผมก็พยายามไม่ทำสำเนาเหมือนกัน เล่มไหนซื้อได้ก็ซื้อ จะได้รู้สึกมีคุณค่าต้องอ่านให้จบ
คงต้องย้ำชัดอีกครั้งว่าเป็นการ "เทียบเคียง" เอา เพื่อชี้ชวนให้เห็นประเด็นนะครับ
อย่างไรซะก็คงจะเทียบกันเป๊ะๆ ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวก็อาจจะเกิดสงสัยขึ้นมาอีกว่า เอ... เด็กขึ้นรถเมย์กับละเมิดลิขสิทธิ์ Software มันเหมือนกันเหรอ?
ไม่หรอกครับ ไม่เหมือนเป๊ะ แต่มันเป็นประเด็นที่เหลื่อมกันอยู่ คุณคงจะต้องตรองดูส่วนเหมือนส่วนต่างอีกทีด้วย และหากอ่านแล้วคิดตาม ได้ตะกอนที่ตกเหลือเป็น "คนเราจะอ้างว่าไม่รู้ เพื่อทำผิด ตลอดไป ไม่ได้" เท่านั้นผมก็ถือว่าประโยคเทียบเคียงได้ทำงานของมันแล้ว
ส่วนประเด็นเรื่องการทำสำเนาตำราเรียน เหมือนกับการซื้อโปรแกรมเถื่อน?
คำตอบผมคิดว่าทั้งใช่ และไม่ใช่ครับ ในส่วนที่ไม่ใช่นั้นได้แจงไปแล้วว่าเป็นเพียงการเทียบเคียง
ส่วนอีกมุมหนึ่ง ผมอยากให้คุณหรือใครก็ตามที่ได้อ่าน ติดตามรายละเอียดตั้งแต่โพสท์แรกที่ผมได้ตอบคุณ dangsystem
นั่นคือเด็กที่ว่านั้น ผมได้จำเพาะเจาะจงลงไปว่าเป็น "เด็กประถม" สาเหตุที่บอกอย่างนั้นโดยไม่ได้กำหนดเพียงแค่ว่าเป็นเด็ก เพราะมันชัดเจนว่า "เด็กประถม" เป็นเด็กเล็กครับ ทางเลือกทางออกมีน้อย ความพยายามหรือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้อาจจะเป็นอะไรไปไม่ได้มากกว่านั้นนัก แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด แต่โลกนี้ไม่สมบูรณ์แบบ ผมหวังว่าคุณจะรู้ความจริงข้อนี้ ดังนั้นบางครั้งถ้าสิ่งที่ดีที่สุดเป็นอะไรที่ไม่สามารถทำได้ ก็ควรจะเลือกทำในสิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่ถ้าทำดีที่สุดไม่ได้ ก็เลือกที่จะทำแย่ไปเลย
ขณะเดียวกัน ถ้าหากเป็นเด็กที่โตขึ้นมากว่านั้น รูปแบบการแสดงออกถึงความพยายามอุตสาหะที่น่าชื่นชมก็ย่อมต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น เด็กอาจจะเลือกไปทำงานเสริมนอกเวลาเรียนหรือเสาร์-อาทิตย์ รับผิดชอบตัวเองเท่าที่จะทำได้ ดังที่ได้บอกไปแล้วว่ามันต้องมีพัฒนาการ
โลกนี้ไม่มีคำตอบศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ตอบได้ทุกปัญหา คำตอบไหนที่แก้ปัญหาเราได้ ไม่ได้หมายความว่าจะแก้ปัญหาคนอื่นได้ทั่วโลก และปัญหาของบางคน ก็อาจจะไม่สามารถใช้คำตอบที่เราคิดว่าดีที่สุดตอบได้ แต่ประเด็นก็คือเราควรจะมีจิตสำนึกที่ดี เพื่อชักจูงตัวเองไปในทางที่ดีกว่า แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
ผมว่าคุณต้องก็ต้องมองในฐานะผู้เขียนตำราด้วย ซึ่งกว่าเค้าจะเขียนได้เล่มหนึ่งนั้นไม่ใช่ง่าย ๆ หากวันหนึ่งคุณเขียนหนังสือสักเล่มแล้วคุณถูกทำสำเนาโดยที่หนังสือคุณขายไม่ได้คุณจะเข้าใจดี ทางแก้ปัญหาก็มีมากมายเช่นให้ห้องสมุดซื้อเพิ่มขึ้น หรือทำสำเนาเฉพาะส่วนที่ต้อง ไม่ใช่สำเนาทั้งเล่มครับ
molecularck โม-เล-กุล่า-ซี-เค
sci news on foosci.com
http://www.digimolek.com
อาจจะไม่สามารถมองได้ครบในทุกมุม แต่ในฐานะคนเขียนหนังสือหรือตำราผมว่าผมไม่ได้ลืมคิดไปนะ
เพราะโดยส่วนตัว เคยมีอาชีพเป็น บก. ในสายนิตยสารอยู่หลายปี
ถ้าผมเป็นคนเขียนตำรา ผมไม่คิดว่าผมจะมองหรือแม้แต่คิดว่า "เด็กประถม" ที่ขาดแคลน เลยจำเป็นต้องคัดลอกเนื้อหาในตำราที่ผมเขียนผิดหรือจะไปโกรธเค้าหรืออะไรทำนองนั้น และผมไม่คิดว่าจะมีผู้แต่งตำราหรือสำนักพิมพ์ไหนคิดด้วยเช่นกัน ส่วนในเคสที่คลาดเคลื่อน ก็คงจะมีแนวคิดที่แตกต่างออกไปแล้วแต่เหตุการณ์
ส่วน "ทางแก้ปัญหาก็มีมากมาย" ก็อาจจะจริงครับ
แต่ทางแก้ปัญหาที่ว่ามันดูเหมือนอยู่ใน "The wonderful world"
ถ้าจะมีเด็กคนไหนที่โชคดีอยู่ในโรงเรียนที่พอแจ้งว่าขาดแคลนก็รีบจัดแจงหาแบบเรียนเสริมให้ได้ทันที ผมก็จะดีใจกับเด็กคนนั้นด้วย
แต่คงไม่ต้องมาเถียงกันว่าโลกนี้มันไม่ได้สมบูรณ์แบบ และไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะโชคดีอย่างนั้น
และการไปจำกัดแต่เพียงว่าห้องสมุดต้องทำอะไร โดยที่เราจะไม่ทำอะไรเลย มันดูเป็นการฝากอนาคตของเราไว้กับคนอื่นมากไปนิดนึงหรือปล่าว ผมไม่แน่ใจ แต่รู้สึกว่าสังคมเราอยู่กับการชี้หน้าโทษกันไปกันมา อย่างนี้มาพอสมควร คุณต้องเข้าใจปัญหาบางอย่างมันต้อง "เริ่มจากตัวเรา" เหมือนกับถ้าจะมีใครสักคนบอกว่าปัญหา Software เถื่อนต้องเริ่มจากรัฐบาลประกาศ Linux เป็น OS แห่งชาติ เพราะเป็นหน่วยงานและองค์กรที่มีความพร้อมที่จะสนับสนุนสูง สามารถดำเนินการได้ blah blah blah. ฟังดูก็คงจะเป็น Philosophy ที่น่าฟัง แต่มันเป็นจริงไม่ได้ หรือต่อให้ได้ ก็ยาก
หรือในอีกทางเลือก สำเนา เฉพาะส่วนที่ใช้ ห้ามสำเนาทั้งเล่ม
ผมยอมรับจริงๆ ว่าไม่รู้ว่าการเรียนการสอนในชั้นประถมปัจจุบันเป็นยังไง
แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าสมัยเรียนประถม ครูพาข้ามเนื้อหาส่วนไหนในตำราไป
แต่ถ้าใครมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นตามนี้ ก็ช่วยแก้ให้อีกทีละกันครับ
เดี๋ยวผม ชักงงๆ ผมขอสรุปก่อนและกัน
หัวข้อแรก รวมๆ ผมพยามจะบอกกับคนที่พูดว่ามีเงินซื้อเครื่องแต่ไม่มีเงินซื้อโปรแกรม และก็สรุปว่า ราคา Software ราคาแพงเกินไป ถ้าเป็นนักเรียนวิศวะ ราคา software แพงกว่าเครื่อง หลายเท่า อยากให้ลดราคาลงมาสำหรับ User
หัวข้อที่สอง ผมพยายามบอกว่า การปลูกฝังเรื่อง Software เถือนมันแทบจะไม่มีเลย ในเด็ก พอโตมาแล้วเราเพิ่งจะรู้เอาเองโดยที่ไม่เคยมีใครสอนว่าสิ่งที่เราเพิ่งรู้นี่ มันผิดมาตั้งแต่แรก
ผมไม่ได้โทษ หรือโยนความผิดให้กับคนสอนหรือโรงเรียน แต่ดูไปแล้วก็เหมือนผมโยนความผิดไปให้ โรงเรียนกับคนสอนจริงๆ แต่ผมมาย้อนความคิดดูแล้ว ผมก็ไม่เคยได้รับการปลูกฝังเรื่องการใช้ software ถูกกฏหมาย จากใครเลย นอกจาก ตัวผมเอง ผมเรียนรุ้ด้วยตัวผมเอง และผมก็ตระหนักดีกว่าการใช้ software เถื่อนเป็นสิ่งที่ไม่ดี
จากกรณี ที่ผม เรียนรู้ด้วยตัวผมเอง ว่าไม่ดี และไม่มีใครเคยสอนมาเลยตลอดชีวิต คุณ BLeAm ช่วย อธิบาย เหตุผม นี้ให้ผมหน่อย เพราะผมเห็นคุณ BLeAm อธิบาย ได้ดีมาก แต่เหมือนคุณ BLeAm จะมองข้อความผมผิดไปหมดผมแปลกใจจริงๆ น๊ะครับ
ปล. ลองกลับไปอ่านดูแล้วผมก็ไม่ได้ สนับสนุนให้ใช้ software เถื่อนเลยน๊ะครับ - -a
ประเด็นอยู่ที่ว่า จำเป็นแค่ไหนที่ต้องใช้เถื่อนเกือบทั้งเครื่อง
ลองลิสต์โปรแกรมทั้งหมดมาได้ไหมครับ เผื่อจะช่วยแนะนำซอฟต์แวร์ทดแทนได้
ประเด็นมันอยู่ที่ว่าข้ออ้างว่า จำเป็น มันจำเป็นจริงหรือ หรือว่าแค่ ขี้เกียจ หาของฟรีมาทดแทน หรือ อยากเข้าสังคม (เพื่อนๆ ใช้ Dream เราก็ต้องใช้มั่ง เพื่อนๆ ใช้ CS เราก็ต้องใช้มั่ง ทั้งๆ ที่ใช้แค่ feature ที่ Gimp ให้ได้)
ซึ่งทั้งการขี้เกียจ และการอยากเข้าสังคมก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เพราะสังคมผู้ใช้ IT บ้านเรามันปลูกฝังมาแบบนี้ คนที่ผิดก็ไอ้คน(สังคม) ที่ปลูกฝังค่านิยมนี้ต่างหาก
คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ และน่าช่วยกันทำคือ ทำลายค่านิยมเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการมักง่ายใช้ของเถื่อน ขี้เกียจศึกษาหาของฟรี และการอยากเข้าสังคมโดยไม่สนว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎหมายหรือไม่ สิ่งที่น่าจะเริ่มทำกันได้ก็คือหยุดที่ตัวเรา ทำลายค่านิยมผิดๆ ที่ตัวเราเอง และสอนคนรุ่นหลังให้เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและความเหนื่อยยากของผู้สร้าง software
ของแบบนี้เลิกเลยคงไม่ได้ เดี๋ยวจะลงแดงตายกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะในสถานที่ราชการ (แหล่งรวมของเถื่อน) แต่ก็น่าจะค่อยๆ ปลูกฝังสิ่งที่ถูกต้องได้
+1 เถื่อนเหมือนกัน รู้ว่ามันไม่ดีต่อเจ้าของสินค้า แต่ก็ไม่มีปัหาหาเงินมาจ่ายมากมายแบบนี้ได้เหมือนกัน ภาระอื่นๆ ที่จำเป็นมากทีเดียว ลำพังจะหาเงินค่าเทอมให้ลูกหลานก็จะแย่แล้ว ถ้าเอาเงินสะสมค่าเทอมไปซื้อของลิขสิทธิ์แล้วลูกหลานไม่มีค่าเทอมนี่มันจะล้มกันไปทั้งบ้าน
อันไหนจำเป็นต้องเถื่อนก็เถื่อนครับ อันไหนเป็นโอเพ่นซอร์สที่เอามาทดแทนได้ก็เอาอันนั้น
ตั้งแต่ซื้อเครื่องมา ผมซื้อ iWork มาตัวเดียวครับ จริงๆเผลอซื้อมาตอนซื้อเครื่อง มันลดราคา พอใช้ไปใช้มา คิดว่าไปใช้ Neo Office หรือ Open Office ก็พอๆกัน เพราะผมไม่ค่อยได้ใช้ฟีเจอร์อะไรมากมาย
ซอฟต์แวร์ที่เหลือผมก็ดาวน์โหลด open source ครับ แม้มันขัดใจบ้างบางคราวที่มันทำอะไรบางอย่างสู้ซื้อของ commercial ไม่ได้ แต่ก็ยังไม่เคยงอแงถึงขั้นต้องไปปล้นลิขสิทธิ์มาใช้ครับ อะไรที่ Opensource บน Mac ยังขัดใจอยู่ ก็ลง Ubuntu ผ่าน Virtual Box มีอะไรให้เล่นอีกเพรียบ ส่วน Antivirus ผมไม่เคยลงเลยครับ จริงๆของลิขสิทธิ์ไม่ได้แพงอะไรมากจนเกินไป ราคาไอเดียมันตีค่ากันลำบากครับ ถ้าเรารู้ว่าเราจะใช้อะไรก็ซื้อเท่าที่เราจะใช้ เหมือนๆซื้อเกมลิขสิทธิ์ก็ซื้อเท่าที่เราเล่น ถ้ากะจะซื้อเกม copy มาดองไว้เยอะๆ ไปเทียบกับซื้อของแท้มาดองมันก็คงเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วครับ
สนับสนุนบทความนี้ครับ เอาคะแนนไปเลย
JavaBoom (Boom is not Java, but Java was boom)
http://javaboom.wordpress.com
My Blog
บน Windows ใช้ Colinux ดีสุด ๆ
เห็นด้วยกับการใช้ software ของคนไทยคับ แล้วก็เห็นด้วยกับการใช้ freeware
แล้วก็เห็นด้วยในอีกหลายๆอย่างแต่เรื่อง ใช้ของปลอมแล้ว update ไม่ได้เนี่ย
ไม่เห็นด้วยคับ เพราะมัน update ได้ ซึ่งอาจจะยุ่งยากกว่าการใช้ของแท้อยู่พอประมาณ
แล้วก็ถ้าคิดราคา software ทั้งเครื่อง ราคาอาจจะสูงเกินราคาเครื่องอีกนะคับ
คำถามที่ตามมาก็คือ คนซื้อมีเงินพอที่จะจ่ายมั้ย เพราะเงินเดือนของ นศ จบใหม่
ก็หมื่นต้นๆ ค่าขนมตอนเรียนอยู่ก็ไม่เยอะ พ่อแม่ที่เข้าใจจะซื้อให้(รวมทั้งมีเงินจ่าย)ก็หายาก
คนที่ซื้อได้ก็คือคนที่ทำงานมาซักพัก มีตำแหน่งหน้าที่เงินเดือนดีพอสมควรถึงซื้อได้ครบ
เพียงพอแก่ความต้องการ หรือเป็น บ. ที่มีงบประมาณอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่คนส่วนใหญ่คับ
ถ้าจะแก้ปัญหานี้ผมว่าต้องแก้ตั้งแต่การสร้างนิสัยการใช้งาน open source ตั้งแต่แรก
เจรจาลดราคา software ลิขสิทธิ์(เหมือนเกมที่ตอนนี้ไทยขายถูกกว่า ต่างประเทศมากมาย)
ให้รัฐส่งเสริม open source ทั้งในหน่วยงานเอง และ โรงเรียน มหาวิทยาลัย
นอกจากส่งเสริมให้ใช้แล้วยังต้องสอนให้ใช้ด้วยนะคับ เพราะในประเทศเรานั้นสื่อการสอน
software ประเภทนี้หายากถ้าเทียบกับลิขสิทธิ์ ไม่งั้นถ้าส่งเสริมไปแล้วคนใช้ไม่เป็น
ไม่เห็นคุณค่ามันก็จะกลายเป็นค่านิยมชั่วครั้งชั่วคราวอีก
สรุปเลยนะคับ สั้นๆ อยากได้ WIMAX ราคาถูกคับ จบ . . .
เรื่องใช้ซอฟแวร์ลิขสิทธ์ ผมพูดกับคนรอบข้าง จนเขาว่าผมแปลกแยกไปแล้ว -_-"
สิ่งที่ผมทำใด้คือลงมือทำจริง แล้วแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่ามันเป็นไปได้ที่จะไม่ใช้ของผิดกฏหมาย
ตอนนี้ Thesis ทั้งงานผมไม่มีสิ่งผิดกฏหมาย
ใช้ Octave + Python แทน Matlab
ใช้ InkScape วาดรูปแทน Illustrator
ใช้ OpenOffice ทำ presentation แทน MS Office
ใช้ LaTex + Vim เขียนรายงาน แทน MS Office
ใช้ Ubuntu แทน MS Windows
เห็นด้วยกับคุณ Ford AntiTrust ที่ว่า ชาวบ้านก็ต้องซื้ออุปกรณ์เพื่อประกอบอาชีพ แต่คนที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นอยู่ในฐานที่เท่ากันหรืออาจจะดีกว่ากับไม่ยอมลงทุนซื้ออุปกรณ์เพื่อประกอบอาชีพตัวเอง
ผลที่ตามมาถ้าเราเคารพสิทธิทางปัญญาผมคงไม่คิดไกล ที่ทำได้คือเริ่มจากตัวผมเองก่อน
--เพิ่มเติม--
ผมนึกออกว่าใช้ของผิดกฏหมายในการทำ Thesis อยู่ นั่นคือหนังสือหลายเล่มที่ผม photocopy มา เฉพาะเล่มที่หาซื้อไม่ได้เพราะไม่มีขายแล้ว ส่วนเล่มไหนซื้อได้ผมก็ซื้อเองครับ เล่มไหนที่เจ้าของทำเป็น PDF เพื่อการศึกษาก็พิมพ์มาใช้อย่างถูกลิขสิทธิ์
ช่วงนี้ฟังเพลง mp3 เลยมีความคิดว่าจะไปซื้อแผ่น CD หรือซื้อ file online มาฟังครับ
สรุปว่าข้าพเจ้าหลงประเด็น -_-"
ครั้งหน้าจะพยายามไม่หลงละกันครับ
มาใช้ Open Source กันดีกว่าครับ
อ่านดูแล้วเหมือนจะเป็นปัญหา มาจากพวก virus, trojan มากกว่านะครับ
เห็นด้วยครับ
จริงๆ มันก็เป็นเหตุผลหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่เราควรจะใช้ open source หรือของแท้อ่ะค่ะ ว่าผลที่จะตามมามันเป็นอย่างไร แต่จริงๆ แล้ว เหตุผลที่ไม่ควรใช้ของเถื่อน มันเป็นเหตุผลทางความคิดมากกว่า ว่า แม้ว่าเราจะไม่โดนอะไรที่มันแย่ แต่เราก็ได้ชื่อว่า copy มา
มันก็มี 2 ประเด็นในบทความนี้ คือ ผลร้ายที่เกิดจาก trojan และ virus กับ การสนับสนุนให้คิดที่จะทำสิ่งที่ถูกกฎหมาย
บลอกของ natty
บลอกของ natty
virus, trojan มันมากับโปรแกรมเถื่อนครับ
จริงๆแล้วมากับตัวแครกรหัสผ่านไม่ใช่หรือ หรือว่ามันฝังตัวไปกับชุดติดตั้งด้วย แต่ไม่ว่าเหตุผลใด ก็ทำให้ผมเลิกใช้ ACDsee ไปเลย เพราะตัวมันเองนอกจากจะอืดมากๆแล้ว ไวรัสก็เพียบ ตอนนี้มาใช้ XnViewแทน
(@^_^@)/
M R T O M Y U M
ใช่ เข้าใจถูกแล้ว
จริงๆ คนไทย ควรได้รับการปลูกฝังมากกว่านี้ เกี่ยวกับเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ และการรู้จักแบ่งปัน นิสัยคนไทยส่วนใหญ่จะไม่คิดถึงพวกลิขสิทธิ์ทางปัญญาเท่าไหร่ (พูดไปเหมือนว่าคนไทยด้วยกันเลย แต่เราต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมันก็จริงนะ ไม่งั้นคงไม่จับเทปผีซีดีเถื่อนกันขนาดนี้ ไม่ต้องใครหรอก ทุกวันนี้ ตัวเองก็ยังชอบฟังเพลง mp3 อยู่ - -")
และโดยเฉพาะเรื่องการแบ่งปัน คนไทยต่างกับพวกฝรั่ง ตรงที่ เวลารู้อะไรมา จะไม่ค่อยแบ่งปัน กลัวคนอื่นรู้ กลัวคนอื่นทำได้ แต่ฝรั่ง พอทำอะไรได้ เค้าก็จะเอามาป่าวประกาศให้คนรู้ว่า เค้าทำได้ เพื่อให้ได้รับคำชื่นชม ทำให้ของที่พวกฝรั่งทำ มีการเปิดออกและพัฒนาต่อได้เพราะใครๆ ก็รู้ว่าทำอะไร ถึงไหน จะเห็นได้ว่า มี mailing list หรือ community เยอะมากๆ ที่เค้าช่วยกันทำนั่นทำนี่ ช่วยกันแบ่งปัน ช่วยกันแก้ปัญหา พวกนี้เค้าไม่ขี้เกียจที่จะเขียน blog หรือเขียน mail ซึ่งส่วนใหญ่ คนไทยจะไม่ค่อยได้รับการปลูกฝังเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่ แต่มาช่วงหลังๆ ความคิดแนวๆ นี้ก็เข้ามาเยอะแล้วเหมือนกัน มีการแบ่งปันโดยใช้ blog หรือ web ต่างๆ ซึ่งคนจำนวนนี้ก็ยังมีน้อยนะคะ (ยกตัวอย่างเช่นคนใน blognone) ยังมีคนอีกมากมายที่ยังไม่เข้าถึงบรรยากาศแบบนี้
ก็คงต้องปรับกันไปเรื่อยๆ นะคะ ตอนนี้ก็รู้สึกว่า มันดีขึ้นดีขึ้นตามลำดับแหละ แต่ต้องโน้มน้าวให้เห็นถึงประโยชน์กัน ^O^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
+1
คนไทยส่วนนึง งก และ หวงวิชา
+หมดใจ
อธิบายไม่เคยละเอียด ถามก็ได้คำตอบมาเป็นคำ(ๆ) แต่ก่อนเจอประจำครับ ก็ไม่เข้าใจจะกั๊กกันไปทำไม แต่ก็พอโยงได้กับอีกนิสัยน่าละอายอย่างนึงคือ "No Credit" ไม่ให้เกียรติคนสร้าง แกล้งลืมคนสอน คนรู้เลยเข็ดไม่บอกใครเพราะกลัวไม่ได้ชื่อ
ไหนจะทิฐิ "I'm the best" แบบไม่มี spirit (ลงไม่เป็น แคลนยินดี ยากร่วมมือ) ทำตัวเหมือนนักการเมืองฝ่ายค้าน ที่คนไทยเป็นกันมากอีก
แต่จะว่าไปก็ใช่ไทยที่เดียว เอเชียนก็เป็นโรคพวกนี้กันเยอะ ทุกวันนี้ผมก็ยังทึ่งกับ BitTorrent ฝรั่งแบบไม่เก็บเรโชที่ฝรั่งมันขยันปล่อยกันจริงๆ
ถ้าเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ประเด็นนี้มันถูกในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ
แต่ถ้าเป็นประเด็นของ Virus นั้นผมว่าอยู่ที่การป้องกันตนเองมากกว่า ไม่ค่อยเกี่ยวกับซื้อแท้ไม่แท้ครับ
ของเขาแพงไม่ได้เป็นเหตุผลที่จะขโมยเขา
อย่าง os จ่ายตังค์ซื้อ windows ไม่ไหว ก็ใช้ linux ไป
photoshop บอกว่าแพงก็ใช้ gimp ไป
กระเป๋าหลุยส์วิตตองแพง ไม่อยากจ่ายเงินหมื่นเงินแสน จริงๆก็ใช้กระเป๋าธรรมดาใบละ 100 ซะก็หมดเรื่อง
รถเมล์แอร์แพงหน่อย แต่ถ้าไม่อยากจ่ายแพงไปนั่งรถเมล์ธรรมดาก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแอบขึ้นไปนั่งรถเมล์แอร์แล้วคอยหลบกระเป๋า
กระเป๋าหลุยส์วิตตองแพง ไม่อยากจ่ายเงินหมื่นเงินแสน ใช้หลุยส์ใบตองแทนได้เหมือนกันครับ
ที่ตลกคือกระเป๋าใบละ 100 หายากนัก ที่ไม่ใช่ก็อบปี้ - -''
@TonsTweetings
แพงไปไม่ใช่เหตุผลที่จะก็อบ
แต่เช่นกัน แพงไปก็เป็นสาเหตุให้คนก็อบ
อยากให้บริษัทพวกนี้เรียนรู้จาก EA Thailand ว่าทำอย่างไรเขาถึงเพิ่มจำนวนเกมแผ่นแท้ที่ขายในไทยได้ เพียงแค่ดึงราคาลงมาให้อยู่ที่อัตราส่วนเหมาะสมสำหรับรายได้คนไทย
@TonsTweetings
แปลเป็นไทยทุกเกมด้วย~~
ถึงบางอันจะแปลห่วยไปไม่หน่อยก็เหอะ อย่าง NFS ProStreet
ของ pc ดึงราคาลงมาได้เยอะเพราะไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์เครื่องและไม่ต้องกลัวคนต่างชาติมาซื้อเหมาแล้วหิ้วไปขายนอกประเทศเพราะอ่านไทยกันไม่ออก ส่วนแผ่นแท้ ps3 ก็พยายามกดราคาให้ไม่เกิน 1500 ซึ่งผมดูแล้วก็ยังเป็นราคาพอรับได้และก็ไม่คุ้มกับการหิ้วไปขายนอกประเทศด้วย ก็ยังดีหน่อย
ส่วนตัวแล้วชอบให้ซื้อของแท้มาใช้ แต่ด้วยราคาผมมองว่ามันไม่เหมาะกับรายได้ต่อหัวประชากรบ้านเราสักเท่าไหร่ เห็นด้วยกับ นโยบาย EA ขายถูกกว่าหน่อยแต่มันขายได้ อย่าง Adobe, Autocad ยากให้ซื้อใช้แต่ด้วยราคาเนี๊ยะ ดูมันออกจะเกินไป แต่ในที่สุดผมก็หาซื้อมาใช้ แต่สงสัยว่ามันดีกว่าอย่างที่เขาว่าจริงๆ เหรอ
เร็วๆ นี้จัดซื้อ Vista 64 , Autocat LT, CS4, Office 2007 Business
Vista 64 มีปัญหาเรื่อง Driver กับ อุปกรณ์เก่าๆ หากถามว่า ทำไมไม่ check ก่อน น่าจะเลือก XP64 เพราะเครื่องใหม่ที่ทำ Cad นั้นใส่ ram มา 8 G เห็นข่าวว่า XP จะเลิกปล่อย Update น่าจะกลางปีน้าถ้าผมจำไม่ผิดเลย จำเป็นต้องเลือก OS ที่มีอายุนานกว่า
Autocad ข้างกล่องระบุ ชัดเจน 32 และ 64 bit แต่เปิดกล่องมามีตัวติดตั้งแค่ 32 bit ต้องเข้าไป register ขอแผ่นมาใหม่ แต่ดีหน่อยไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม แถมหลัง Register เสร็จแผ่นมาถึงอย่างดีภายใน 1 อาทิตย์ แต่ทำไมต้องให้ผมเสียเวลารอด้วย ???
Office 2007 Business ทำไมผมต้องจ่ายค่าแผ่นด้วย เนี๊ยะ ค่าส่ง 800 กับ 400 กว่าบาทผมถือว่าค่าแผ่นนั่นหละถึงระบุบว่าเป็นค่าส่งก็เถอะ แล้วแถมด้วย สั่งแบบด่วน 800 กว่าบาท มา เกินเวลาที่กำหนดสองอาทิตย์อีก สาธุ ถามเหมือนข้างบน ทำไมต้องให้ผมเสียเวลารอแผ่นด้วย ???
มีให้ load ก็ใช่อยู่ แต่ทำไมไม่ใส่แผ่นมาให้ด้วยของแท้แล้วนะ (เดินหาแบบมีแผ่นด้วย ช่วงต้่นเดือนที่แล้ว ผมหาไม่ได้จริงๆ ครับที่ พันทิพย์) แถมทุกอย่างที่เป็นของจริง ต้อง Activate Online ทั้งนั้น แล้วการใช้งานส่วนใหญ่ จะเป็น Site Office เกือบหมดหา Internet ใช้ยากเหลือทนต้องยกกลับไปลง Activate ที่ Office ใหญ่แล้วยกกลับ?(ทำแบบนี้อยู่ - -')
Ton-Or
Ton-Or
ผมชอบที่ฉายในโรงหนังนะ ที่เค้าว่า
คุณคงไม่ขโมยกระเป๋า DVD และ อื่นๆ
แต่การซื้อแผ่นผี ก็เหมือนกับการขโมย
นี่แหละ ใช่เลย
วางแผนจะซื้ออยู่เชียว เจอพิษศ.ก.เดือนที่ผ่านมา ทุกคนบอกรองบปีหน้าถ้ามีกำไรพอนะ ตอนนี้อะไรถูไถใช้ Opensource + Freeware ไปก่อน ใช้ได้ใช้ไป
xnview Picasa3 GIMP Inkscape(เจอแฮงค์บ่อยๆ) Google SketchUP 7 ออกใหม่แล้วเย้ Open Office กำลังพยายามหัดใช้ แต่ Spreedsheet คงหนี Excel ไม่พ้น
อยากให้ตั้งกระทู้ซอฟท์แวร์ทดแทนอีกรอบจัง
\(@^_^@)/ M R T O M Y U M
ตั้งเลยครับ เดี๋ยวผมเอาขึ้นหน้าแรกให้
ยาวมากก ขอเอาไปเก็บไว้ที่ blog ตัวเองบ้า้งได้มั้ยเนี่ย
อย่าเข้าไปอ่านนะ บทความของ Rookie
ตามสบายค่ะ copy ได้เลย แต่ต้อง reference นะ เดี๋ยวจะเจอ plagiarism ^O^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
อะแฮ่มๆ ทางแก้ง่ายนิดเดียว
ใช้โปรแกรมเถื่อนให้หมด !!
ยกเว้น Antivirus ใช้ของแท้ เพื่อเอามาจัดการ trojan, backdoor, etc. ที่มากับของเถื่อน ... :p
เ้อิ้กๆ ตะกี้คิดเล่นๆ เห็นในข่าวบอกว่าเป็นปัญหานิ :p
โดยส่วนตัวแล้ว ตอนนี้เครื่องใช้งานส่วนตัวจริงๆ คือ Eee PC 900 ไม่ใช้โปรแกรมเถื่อนเลย
commercial ware ทั้งเครื่องมีแต่ Windows XP กับ Staroffice Suite 8 ที่มาพร้อมกับเครื่อง และ Spyder 2 ที่ซื้อมาเองสำหรับคาลิเบรต+ทำโปรไฟล์จอ
นอกนั้นใช้ freeware จากเวบ www.portableapps.com แค่นี้ก็ใช้งานทั่วไปได้ครบถ้วนแล้ว ได้เครื่องเล็กๆ ที่ทำงานเร็วมากๆ ด้วย ^^
mp3 ผมก็ฟังนะ แต่ฟังจากไฟล์ที่ซื้อแผ่นแท้มานั่ง rip เองกับมือ เพราะรับไม่ได้กับพวกแวมไพร์นะ มันตั้งชื่้อไฟล์ได้น่าเวียนหัว ลำบากการจัดเก็บ แถมตัว metadata ยังเข้าขั้นเลวร้ายเสียอีก -___-"
เลยเลือกทำไฟล์เองควบคุณภาพเองกับมือดีกว่า ^^
กำลังคิดอยู่เหมือนกันครับว่าจะทำ mp3 จากแผ่นแท้
แต่กำลังสงสัยว่าจะถือว่าละเมิดหรือป่าว
ทำใช้ฟังเองไม่ผิดครับ กฎหมายระบุให้ยกเว้น
——————————————————————
คิดๆ ขีดๆ เขียนๆ | นั่งเล่นในสวน ชวนคุยเรื่องเกม
LinkedIn
ขอบคุณมากครับ
ใช้ KIS ของแท้ เอาไว้ดักของแถมจากยาแก้ไอ
http://jiramot.info
:
ทั้งเครื่องผมของปลอมหมดคับ
อันเนื่องมาจาก ที่ทำงาน และสภาพคล่องทางการเงินของตัวผมเอง
จะหันไปใช้ open source ก็กะไรอยู่ ทำไมนั้นหรอลองไปดูกันครับ..
-ผมหลีกเลี่ยง windows ไม่ได้ เพราะต้องทำงานกับลุงๆ ป้าๆ ที่ไซต์งาน ไม่มีใครใช้ linux กันคับ ถ้าให้ผมไปแนะนำคนอื่นให้ใช้ linux เค้าจะรู้กันไหมหน้อ อายุกัน 40-50 กันซะส่วนมาก
-งาน office ลูกค้าเค้าก็ใช้ ms office กันทั้งนั้น ถ้าผมจะใช้ open office ก็คงเข้าถึงกันได้ไม่ดีพอ จะไปแนะนำให้คนเป็นร้อยๆ ที่บริษัท ใช้ open office ก็กะไรอยู่
-งาน develop หลักๆ ของผมใ ช้ ms vs 2005, ms sql 2005 อันนี้ก็ของปลอมกันคับ ถ้าจะซื้อเองก็คงต้องต้องหาผ่อนเอาละคับ รวมราคา software พวกนั้น แพงกว่าซื้อเครื่องใหม่แรงๆ มาเล่นเกมซะอีก
ปล. ถ้ามี software ผ่อน 0% นาน 10 เดือน ก็น่าจะโอเคนะ 555+
@watcharate.w
software ผ่อน 0% นาน 10 เดือน
อันนี้ต้องผ่อนกับบัตรอะไรคับ ถ้าไม่ใช้บัตรเครดิต ใช้บัตรผ่อนของแทนได้มั้ยคับ
ยิ่งเป็นเรื่องขององค์กรเนี่ย ผมว่าไม่มีข้อแก้ตัวในการไม่ซื้อของแท้เลยนะครับ ทำธุรกิจยังไงก็ต้องลงทุน
เรื่องงาน development ผมไม่แน่ใจว่า Visual Studio Express มันพอใช้งานหรือเปล่า
pittaya.com
pittaya.com
มองไปที่เจ้านาย
มีคอมเป็น 1000 เครื่อง ค่าไช้ของแท้ "ต่อเครื่อง" (ตามตัวอย่างข้างบน)
Office ราคา 19,000
Illustrator 24,000
แล้วยังมีอีกเป็นสิบโปรแกรมที่ต้องไช้ ... กับของกอป แผ่นละ 50-100 ติดตั้งใด้ทั้งสำนักงาน
ลองคิดถึง คนที่ไปทำงาน
ในห้องมีคอมลงโปรแกรมที่ไช้งานครบ (เถื่อน) ที้งเอาไว้โดยเจ้านาย
ชึ่งก็คงไม่ให้งบชื้อแท้ จะลงทุนชื้อเองหรือก็เกรงใจ ลูก 2 เมีย 10
samsung ใหญ่แค่ใหน ?
https://youtu.be/6Afpey7Eldo
ซื้อเยอะไม่แพงขนาดนั้นครับ ไม่งั้นก็ไปเข้าโปรแกรม partner กับบริษัทเจ้าของโปรแกรมเสียเลย เจ้าของเค้าก็อยากขายอยู่แล้ว วิธีมีเยอะ แต่ผู้บริหารบริษัทจะทำหรือเปล่า
——————————————————————
คิดๆ ขีดๆ เขียนๆ | นั่งเล่นในสวน ชวนคุยเรื่องเกม
LinkedIn
แต่มันก็ยังเป็นเงินหมื่นต่อเครื่องอยู่ดี ... อยู่ดี ^^
samsung ใหญ่แค่ใหน ?
https://youtu.be/6Afpey7Eldo
แล้วจะไม่ลงทุนเลยเหรอครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ลงทุนกับการเลี้ยงเมีย 10 คนั แต่ไม่ลงทุนกับสิ่งที่ทำให้มีเงินมาเลี้ยงเมีย 10 คนนี่ยังไง ๆ อยู่นะครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
เคยเจอมาแล้วครับ ทำโปรเจ็คของมหาลัย ผมบอกไปว่า Express ก็ทำได้ทั้งหมดแล้ว
แต่คำตอบกลับมาคือ "ของบได้ก็ซื้อๆ ไปเถอะ มันจะสู้ตัวเต็มได้ยังไง"
Express Version เท่าที่ผมศึกษา License แล้ว ใช้งานได้เท่ากับตัวเต็มครับ
สิ่งที่มันหายไปก็มี
Customer Support (ใช้ MSDN ศึกษาด้วยตนเองเอา)
Plugins (ปกติมี Framework อยู่แล้ว จะใช้งานเฉพาะก็ซื้อเพิ่มเอา)
ตัวสร้าง Plugins (สำหรับคนที่ทำขายคงต้องซื้อเต็มๆ ครับ)
งานเขียนโปรแกรมที่ไม่ซับซ้อน หรือมีบุคลากรที่เก่งอยู่แล้ว Express ก็คุ้มแล้วครับ
ที่สำคัญไม่ได้จำกัดว่าใช้แต่การศึกษาหรืออะไร จะเขียนโปรแกรมขายก็ไม่ห้าม
ป.ล. ปัจจุบันใช้เถื่อนเหมือนกันครับ ส่วนใหญ่ก็โปรแกรมที่คนในบ้านใช้ ส่วนที่ใช้เองก็สรรหา FOSS กับพวกที่เป็น License ฟรีแทน ^^
ถ้า 10 เดือนที่แล้วคิดแบบนี้ ตอนนี้ก็มีเงินซื้อซอฟแวร์ได้แล้วใช่มั้ยล่ะครับ?
งั้นก็ไม่เป็นไรครับ รอไปอีก 10 เดือนแล้วค่อยใช้ก็ย่อมได้ ตอนนี้ผ่อนใส่กระปุกไปก่อนก็ได้นี่ครับ
ด้วยความเคารพ
เท่าที่ผมทราบ บริษัทหรือองค์กรขนาดใหญ่ๆ ของไทยอย่างการบินไทย, Bangkok Airways, CAT, กฟผ. ใช้ OpenOffice กันอย่างอยู่ดีมีสุขครับ
โฮ่ การบินไทยไป OpenOffice แล้วรือนี่
แม่ไม่เห็นบอกเลย ๕๕๕ ..
ว่าแต่ เมื่อไรมหาลัยผมจะรับ .odt ..
บล็อกของผม: http://sikachu.com
บล็อกของผม: http://sikachu.com
อาจจะต้องเริ่มจาก ทำให้คนรู้ว่า Adobe Photoshop ไม่ใช่ซอฟต์แวร์สามัญประจำเครื่องอย่างที่มักจะเข้าใจกันมั้งครับ
+1 ... เจอมาหลายรายเหมือนกัน หลายครั้งทำให้ของขึ้นนิดๆ อยากตอกหน้ากลับไปว่า 'ใช้ก็ไม่เป็น ความรู้ไม่มีสักกระผีก เป็นแค่ home user บ้านๆ จะสะ...มาใช้อุปกรณ์มืออาชีพทำด๊อยอะร๊ายยยย' ก็ได้แต่มาคุอยู่ในใจ ขืนพูดออกมาเดี๋ยวตีกันตาย //ฮาร์ดคอร์ไปไหมเนี่ย :P
พอไปแนะนำโปรแกรมที่ดูแล้วเหมาะสมกับผู้ใช้งานมากกว่า เช่น Photoshop Element (ที่บางครั้งแถมมาฟรีด้วยซ้ำไปกับกล้องดิจิตอลหรือสแกนเนอร์บางรุ่น) ใช้ก็ง่ายกว่า ก็ดันไม่เอาซะอีก //เฮ้ออออออออ..... -_____-"
แต่ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า ผมรู้สึกว่าสอนคนใช้ Mac ให้ใช้โปรแกรม freeware หรือทางเลือกอื่นๆ ได้ง่ายกว่าสอนคนใช้ Windows แฮะ?
เมื่อต้นเดือนนี้ มีเพื่อนให้ไปช่วยเลือกซื้อ iMac ซื้อเครื่องแล้วผมก็สอนเขาใช้ระบบต่างๆ แค่วันเดียวก็หักดิบได้เรียบร้อย ไม่ต้องติดตั้ง Bootcamp ไม่จำเป็นต้องไปแตะ Windows อีกก็ทำงานได้เหมือนหรือดีกว่าเดิม ^^
ผมว่าคนที่จะหักดิบได้มันอยู่ที่ใจครับ
ถ้าคิดจะเริ่มไม่ใช้ หรือใช้ให้น้อยลง ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ได้ (อันนี้จากประสบการณ์ตรง เพราะแต่ก่อนก็ผิดกฏหมายหมด ตอนนี้ถูกกฏหมายหมดแล้ว)
สิ่งที่ผมพบเจอกับคำที่สวยหรูกับคำว่าลิขสิทธิ์ราคาไม่แพงนั้น
MS-office ราคา 3000 นั้น ห้ามใช้กับธุรกิจ และถูกจำกัดความสามารถหลายด้าน โดยเฉพาะถ้าจะใช้ access ก็ต้องใช้ตัวหมื่น
Windows ตัวถูก ไม่สามารถใช้ Lan ได้ Run โปรแกรมได้จำกัด ต้องใช้ ตัวหมื่นอยู่ดี
ไม่เถียงครับว่า opensource มากด้วยประสิทธิภาพ แต่ด้วยความจำเป็นในบางอย่าง การใช้ software ที่เสียตังค์นั้น เป็นทางเลือกที่ดีกว่าจริง ๆ
opensource เป็นทางออกของคนที่ไม่คิดจะเสียตังค์ แต่สำหรับผม Software ที่ราคาสมเหตุสมผล และมีความสามารถที่ไม่กั๊ก ก็พร้อมที่จะซื้อได้เหมือนกัน อยากซื้อใช้ ไม่อยากขโมยใช้ครับ
ผมเพิ่งมีโอกาสได้ไปซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ที่พันทิปเมื่อเร็วๆ มานี้ เลยรู้ความรู้สึกนี้ดีครับ ใช้เวลากว่าสี่ชั่วโมงในการเดินหาซอฟท์แวร์เพียงแค่สองตัว (Windows กับ Office สองชุด) ในราคาที่พอรับได้ และสามารถใช้กับธุรกิจได้ เพราะร้านส่วนใหญ่มีแต่ Home use หรือถ้ามีก็จะมีแค่ชุดเดียว
เนื่องจากบริษัทไม่ใช่บริษัททางสายไอที เป็นแค่โรงงานเล็กๆ พวกสิทธิพิเศษ โปรโมชั่นต่างๆ ที่ไมโครซอฟท์มี จึงไม่สามารถใช้ได้เลย ดังนั้นก็ต้องจ่ายราคาเต็มของแต่ละตัวไป ที่ถ้าเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ใช้เครื่องแฟกซ์ราคาไม่กี่พันแล้วนี่ มัน... ไม่คุ้มกับที่ต้องเสียเลยซักนิด แต่เพื่อใช้ในการดำเนินการธุรกิจ มันก็เป็นสิ่งจำเป็น
สุดท้ายก็ต้องยอมโกงหน่อยๆ ด้วยการซื้อเป็น Windows OEM กับ Office OPK มา แล้วไปสมัครโหลดตัว Installation Kit ในเว็บไมโครซอฟท์เอา ไม่งั้นไม่ไหวจริงๆ ครับ ค่าเครื่องราวๆ เก้าพัน ค่าซอฟท์แวร์ราคาเครื่องละกว่าสองหมื่นเนี่ย
แต่จนถึงตอนนี้ผมยังคิดอยู่นะ ว่าถ้าหาก OpenOffice 3.0 มีอินเทอร์เฟสภาษาไทย คงประหยัดไปได้หลายหมื่นครับ :)
ผมว่าคำว่าสมเหตุสมผลพูดยากนะครับ
มองผมมองว่าราคาที่เขาตั้งไม่สมเหตุผล คนทั่วไป(ทั่วโลก)คงไม่ซื้อใช้กัน คงมีช่องว่างราคาให้บริษัทอื่นทำขายแข่ง
เขากล้าตั้งราคาขาย ถ้าคนว่าแพงก็ไม่ต้องซื้อ แต่กลายเป็นว่า มาโทษว่าแพงเกินไป แล้วใช้ของผิดกฏหมาย
ผมว่าส่วนหนึ่งเกิดจากค่าครองชีพที่ต่างกันมาก แต่ถ้าบริษัทซอฟต์แวร์จะลดราคาที่ขายในไทย ฝรั่งก็จะมาซื้อไปใช้อีก
เป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก
ฝรั่งมีจริยธรรมสูง เขาไม่มาซื้อไปใช้หรอก เขาต้องทำตามข้อกำหนดที่ให้ใช้เฉพาะในประเทศไทย
จริงหรือ ?
ไม่จริงแน่นอน
ไม่จริงครับ ฝรั่งก็คน
ลองเดินที่พันทิปดูครับ แล้วจะรู้ฝรั่งมีจริยธรรมสูงหรือปล่าว ?? เรื่องนี้มันอยู่ที่จิตสำนึกจริงๆ แล้วแต่ความคิดที่ว่า จะเกิดความเห็นอกเห็นใจ/การเอาใจเขามาใส่ใจเรา
ตอนนี้ผมก็ลดละเลิกแล้วล่ะ ลงเฉพาะที่ใช้งานจริงไม่พร่ำเพื่อ ถ้าใช้งานที่ไม่เยอะก็หาฟรีแวร์เอา แต่โปรแกรมลิขสิทธิ์ในไทยหาซื้ออยากกว่าของจริงแฮะ
ปล.ตอนนี้เหลือหนึ่งตัวตัวหลักด้วย ทำอย่างไรดีครับงานที่ทำเหมือนทำเป็นงานกุศลเลย รายได้ไม่พอซื้อเก็บเงินซื้อคงอีกหลายชาติ ซอฟแวร์ฟรีหรือครับลองแล้ว ขั้นตอนการทำงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว+เวลาแก้งานก็แก้ยากต้องทำใหม่ง่ายกว่า
---- มีความสุขที่พอดี กับชีวิตที่พอเพียง
สรุปว่าพฤติกรรมชอบใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นกันทั่วโลก เพียงแต่ใครจะมีโอกาสทำมากน้อยต่างกัน
หึหึ แล้วเกมที่ายในบ้านเราไหงไปลงนอกประเทศซะเยอะ..
http://tomazzu.exteen.com
จริยธรรม นี่เอาอะไรมาวัดครับ ว่าสูงไม่สูง
เห็นด้วยกับบทความครับ ตั้งแต่เปลี่ยนมาใช้ของแท้(+ของฟรี)ทุกอย่างดีขึ้นมากเลยทั้งความรู็สึกแล้วการใช้งาน โดยเฉพาะ antivirus ของแท้อัพเดตบ่อยสมากแล้วราคาก็ไม่แพงด้วย norton 2009 แค่ 499
ผมว่านะเราควรหัดให้ใช้ opensource กันตั้งแต่โรงเรียน ยัน มหาวิทยาลัยเลย รับรองว่า software ลิขสิทธฺ์จะต้องลดราคาลงมา เพื่อให้เกิดการแข่งขันกับ opensource อย่างแน่นอน
ตัวอย่าง วิทยานิพนธ์ ส่งเป็นไฟล์ doc
1.ต้องทำจาก ms office 2003
2.ฟอนต์ angsana upc ขนาด 16
แล้วคุณจะให้ผมไปใช้ open office ได้ไหมละเนี่ย
เคยแย้งไปทางมหาลัยก็เฉย แล้วจะให้ใครไปหัดใช้ละครับ
มหาลัยไหนเนี่ย ความคิดล้าหลังดีจริง -___-"
มหาลัยอันดับต้นๆ ของประเทศนี่ละมั้งครับ หึหึ
เท่าที่สอบถามมา มหาลัยหลายๆแห่งเป็นแบบนี้ครับ .doc อย่างเดียว อย่างอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะรายงาน หรือจะวิทยานิพนธ์
มหาลัยอันดับต้นๆ อยู่กลางๆเมืองเลย
เจอกับตัวอยู่ตอนนี้เลยครับ ทำวิทยานิพนธ์อยู่พอดี
ตอนส่งให้ตรวจต้องเป็น .doc + print out เท่านั้น
ตอนส่งจริง ถึงให้ส่งเป็น PDF
Angsana New ขนาด 15 อีกด้วย
ixohoxi's
ixohoxi's
น่าเห็นใจครับ
อาจจะขอเจอกันครึ่งๆ ส่งเป็น PDF ได้หรือป่าว เพราะมันก็เป็น standard โลกไปแล้ว
อย่างที่ผมทำผมเขียนเป็น LaTeX ครับ แต่พอดีเขาให้แนบต้นฉบับกับ pdf ผมเลยไม่มีปัญหา
555 เดี๋ยวนี้เจอ IEEE effect บังคับให้ส่งแบบ pdf เท่านั้น แถมต้องการโน่นนี่เยอะ ประชุมวิชาการไทยต้องการเข้าไปใน ieee explore ก็ต้องปรับตัวกัน
น่าเสียดาย อาจารย์จบนอกใช้ LaTeX มาหลายปี พอกลับเมืองไทยกลับคิดว่าเป็นอิสระไม่ต้องใช้ LaTeX แล้วหันไปเอาง่ายแต่ด้วยคุณภาพด้วย word กับ OO.o
ในกรณีผมที่ใช้ LaTeX เพราะมันเหมาะกับตัวงานที่ผมเขียนนะครับ
50% สมการ
45% ข้อความ
5% รูปภาพ
เนื้องจากผมเห็นว่า LaTeX จัด format สมการได้ดีเยี่ยม เลยเป็นเหตุผลที่ใช้
ถ้ารายงานทั่วๆ ไปไม่ต้องสวยงามมากก็ผม OO.o ครับ
+10 ให้กับ LaTeX ค่ะ ยังติดใจถึงทุกวันนี้ ได้ใช้ตอนทำ Thesis
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ทำ Template สิครับ งานง่าย ๆ เช่นจดหมาย เนี่ย พอสร้าง template แล้วคุณจะรู้สึกเลยว่า LaTeX ง่ายกว่า Word หรือ OO.o เยอะ เคยไหมที่พิมพ์จดหมายแล้วจะ
ใส่ซองอยู่แล้วพอดูวันที่แล้วอ้าวไม่ได้แก้นี่หว่า ถ้าเป็น LaTeX ก็ไม่ต้องห่วงเลย มันแก้
ให้เสร็จสรรพ
ใช่ครับ อีกเหตุผลหนึ่งที่ผมใช้ LaTeX ก็เพราะ ผมปรับแต่ง template ของ thesis เตรียมไว้แล้ว ที่เหลือก็แค่ typing สบายๆ สมการเยอะแยะก็ไม่ต้องไปนั่นหานั่งกด พิมพ์อย่างเดียวสะดวกลื่นไหล แถมจัด format ตามสภาพแวดล้อมให้ด้วย
อย่าว่าแต่มหาลัยเลยครับ แม้แต่หน่วยงานที่ไม่น่าก็ยัง...
ref: http://garnet.cpe.ku.ac.th/~b4905092/2008/11/command/
มอผม latex -_-
อย่าเข้าไปอ่านนะ บทความของ Rookie
ไม่มีที่ไหนบังคับใช้ .odt และ font ต้อง Loma 15 เท่านั้น บ้างหรือครับ
คงจะฮา
Kohsija
ตอนผมเรียนก็แบบนี้ครับ แต่เล่มจบผมเขียนด้วย latex ให้ตรงกับข้อกำหนด ก็ไม่มีใครว่าอะไรนะ
ผมขอร่วมแลกเปลี่ยนด้วยคนนะครับ
ผมใช้ทั้ง Ubuntu และ Windows XP เถื่อน อัตราส่วน 90:10
ผมไม่มีศักยภาพพอจะใช้ Ubuntu ให้ทำงานทดแทน Windows XP ได้แบบ 100% โดยเฉพาะด้าน entertainment และ multimedia รวมไปถึงงานเร่งรีบอื่นๆ ที่ต้องใช้เวลาศึกษานานหากทำบน Ubuntu
4 ปีให้หลังมานี้ผมใช้ Windows โดยไม่มี anti-virus เลย ไม่ใช่ว่าเจ๋ง แต่ผมคิดว่าตัวเองพอจะเข้าใจการทำงานของไวรัสในระดับหนึ่ง หลักการง่ายๆ ในการจัดการไวรัสของผมคือ
4 ปีมานี้เครื่องผมไม่ติดไวรัสเลย หรือบางทีอาจจะติดแต่ผมไม่รู้ เพราะเครื่องผมไม่มี anti-virus (ฮา)
ปล1. การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการทำผิดศีลข้อ 2 ว่าด้วยการลักทรัพย์
ปล2. ผมจะใช้ Windows เถื่อน + ซอฟต์แวร์เถื่อนต่อไป .. ถึงจะเอาไปฆ่าให้ตาย ผมก็จะลัก
ปล3. Ubuntu + Open Source เจ๋งๆ เยอะแยะถมเถไป .. ถึงจะเอาไปฆ่าให้ตาย ผมก็จะรัก
ริจะเล่นเสียว ก็ต้องรู้จักป้องกันตัว หุหุ
โอ้ วิธีปฏิบัติคล้ายกันเลย ! ใช้ Acronis เหมือนกันด้วย ^^
แต่ของผมสร้าง bootable rescue media ไว้บน SD card กับ flashdrive นะ พกพาง่ายกว่า cd
ใช้ Sysinternals Process Explorer ของ Microsoft ทดแทน Task Manager ปกติด้วย เอาไว้ใช้ suspend process ที่ต้องสงสัยว่าเป็นไวรัสได้ ช่วยชีวิตมาหลายหนแล้ว
แต่เดือนที่แล้ว ก็เจอดีเข้าเหมือนกัน เอา flashdrive ของคนอื่นที่รู้ว่ามีไวรัสแน่ๆ มาเสียบกับเครื่องเพื่อจะกำจัดไวรัส
ตอนเปิดก็คลิกขวา สั่ง open เพื่อไม่ให้ autorun มันทำงานตามขั้นตอนปกติที่ทำบ่อยๆ
มองเห็นไฟล์ autorun.inf กับไฟล์ไวรัสแล้วนะ แต่ยังไม่ทันทำอะไรเพิ่ม อยู่ดีๆ ไวรัสมันทำงานเองได้ไงไม่รู้ ! ตอนนั้นตกใจมาก เกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้ >.<
ยังดีที่จัดการได้ :P
ผมสนใจทำ TrueImage bootable flashdrive ครับ พอจะแนะนำคร่าวๆ ได้ไหมครับ ขอบคุณครับ : )
ก็เสียบ flashdrive หรือ memory card แล้วใช้ Bootable Rescue Media Builder ของ Acronis True Image Home 10 สร้าง Rescue Media ขึ้นมาน่ะสิครับ
แต่ปัญหาที่เจอ บางทีสร้างแล้วบูทไม่ได้ ลองเอาไปเช็ค Flag ใน Linux ดูแล้วนะ มันก็เช็ค Boot Flag ไว้แล้ว ก็งงเหมือนกันว่าทำไมมันไม่บูทหว่า - -"
มั่วไปมั่วมา ถ้าผมเข้าใจไม่ผิดแล้ว ต้องหาทาง format ให้ flashdrive ของเรามันบูทเครื่องได้ก่อน อย่างน้อยก็บูท DOS ได้นั่นแหละ แล้วค่อยเอามาสร้าง Rescue Media อีกทีนึง
ผมเลือกใช้ PE2USB บน Windows ในการ format ให้ flashdrive ทำการบูทเครื่องได้นะ
ไวรัสเดี๋ยวนี้ฉลาดครับ
ไฟล์ autorun ที่มันสร้าง มันสร้างเมนู Open กับ Explore ไว้ด้วย
เปิดให้ปลอดภัย ต้องเมนู View > Explorer Bar > Folders
หรือคลิกปุ่ม Folders บน Toolbar ก็ได้
แล้วจะเห็น Folder list ด้านซ้าย ให้คลิกเอาจากตรงนั้น
ขอบคุณคร้าบ เพิ่งรู้ว่ามันฉลาดขึ้นแล้ว ต่อไปต้องระวังตัวมากกว่าเดิมละ ^^"
อีกวิธีหนึ่งคือพิมพ์ X: ลงใน Address Bar แล้วกด Enter (X = drive letter)
คล้ายๆผม
แต่ของผมเวลาลง program อะไรไป ผมจะคอยดู process ไว้ว่ามันรันอะไรขึ้นมามั่ง แล้วจำเอาไว้
ถ้ามีอะไรผิดปกติขึ้นมา ผมก็รู้แล้วว่าโดน
ทุกวันนี้ใช้ ubuntu+vista(เถื่อน) มานานแล้ว vista ใช้มาตั้งแต่ออกใหม่ๆ จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้ลงใหม่ เคยเจอไวรัสหนเดียว
+ 10
ยังไม่ลบ Vista เถื่อนทิ้ง เพราะรำคาญความอืดของ VirtualBox ไม่ได้ดั่งใจ ฟังเพลง (เวลาจะเลือกลงไอ้ป๊อด) สะดุดน่ารำคาญ
(ตอนนี้ผมอาศัยพิมพ์งาน แก้งานบน OO.o ไปเรื่อยเปื่อย แล้วค่อยเอาไปเปิดบนเครื่อง Win ที่ทำงานที่มี MS Office จัดรูปหน้า + แบบอักษรให้เข้าที่ ใช้เวลาแป๊บเดียวแล้วค่อยส่ง)
ป.ล. ใช้ Ubuntu 8.10 ฮะ เห็นด้วยกับการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการประณาม ดูหมิ่น หรือกดดันผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ค่อยคล้อยตามกับแนวคิดนี้ ยังไงซะช่วยกันรณรงค์แบบประหยัดน้ำ ประหยัดไฟดีกว่า ประมาณว่า การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเหตุให้พวกฝรั่งเอามาเป็นข้ออ้างในการกีดกันเรื่องเศรษฐกิจ หรือเรื่องอื่น ๆ (แล้วไม่ต้องบอกว่าฝรั่งละเมิดกันเสียเองนะครับ ก็เค้าจะไปบีบคนบ้านเค้าเองทำไมล่ะ เนอะ)
ว่าแล้วก็ฝากหน่อย เพิ่งเขียนเรื่องนี้พอดี ทำไมผมถึงใช้ Ubuntu แทน Windows
"เห็นด้วยกับการไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ไม่เห็นด้วยกับการประณาม ดูหมิ่น หรือกดดันผู้ที่ไม่เห็นด้วย หรือไม่ค่อยคล้อยตามกับแนวคิดนี้ ยังไงซะช่วยกันรณรงค์แบบประหยัดน้ำ ประหยัดไฟดีกว่า"
+หมดใจ
ผมโครตเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้เลย
ไม่ค่อยเชื่อกับแนวทางดูหมิ่น ถากถางกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดเรื่องลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ ยังไงผมก็เชื่อว่า ความนุ่มนวลให้ผลที่เหนือกว่าความแข็งกระด้างครับ
Software มันจับต้องไม่ได้ครับ ไม่เหมือนตัวเครื่อง
ประเด็นหลักไม่ได้อยู่ที่ User นะครับ ปัญหาทั้งหมดเป็นเพราะ
แค่บ่นให้ฟัง
+ 20
เห็นด้วยทั้ง 2 ประเด็น ประเด็นละ 10 ครับ
อิอิอิ
ประเทศก็ส่วนประเทศ เราก็ส่วนเราครับ
Linux ลงเองได้วันนี้ ไม่ต้องรอใครสนับสนุน
พอจบ Topic นี้
Blognone meeting น่าจะจัดแล้วเอาประเด็นนี้มาถกเถียงกันนะแค่อยากให้สุดท้าย ... เรื่องพวกนี้มีทางออกกว่านี้ซักนิดก็ยังดี
ถ้ามี meeting เรื่องนี้ แล้วผมว่าง จะไปด้วยแน่นอนครับ
เร็วๆ นี้มีแน่ครับ ไว้ได้ที่แล้วจะมาประกาศอีกรอบ ถือว่าผมเชิญล่วงหน้าเลยละกันครับ
ขอบคุณครับ แล้วจะคอยติดตามข่าวครับ
ผมเห็นแต่
คนใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์บางคน ยอมรับในความเป็นจริงที่ว่า ความจำเป็นหลายๆอย่างทำให้การที่คนทั้งหมดจะหักดิบมาใช้ของแท้มันเป็นไปไม่ได้ ใช้ของเถื่อนในบางเวลา และเดินทางสายกลาง
คนใช้ของเถื่อนบางคน ยอมรับในความไม่ดีของตัวเอง และลองใช้ของแท้ หรือของฟรี ตามอัตภาพ และพยายามใช้ของที่ถูกต้องมากขึ้นเรื่อยๆ
และ
สุดท้ายคือ
โอ้ยโดนใจ +100
http://tomazzu.exteen.com
ผมเข้าใจแค่อะไรที่ต้องซื้อ ก็ต้องซื้อ อย่าขโมยเค้ามาใช้ (ผมเห็นบางที่นอกจากขโมยมาแล้ว ยังเอามาขายต่ออีก ทุเรศมาก) และอะไรที่ใช้ได้แบบไม่ต้องซื้อ และใช้ได้อย่างถูกต้องก็ไม่ตอ้งซื้อ เหมือนกับของใช้ทั่วๆไปนั่นแหละครับ จะใช้อะไรของใครอยากได้ก็ต้องซื้อก็แค่นั่นเองครับ อะไรที่เค้าแจกให้ใช้ฟรี ก็ใช้ฟรีๆก็แค่นั้นเองเหมือนกัน ผมว่า logic มันไม่ยากนะ
ยืนว่าค่าใช้จ่ายระหว่างควายจริงกับควายเหล็ก
คงวายเหล็กจ่ายมากกว่าครับ แต่ควายเหล็กอาจจะรู้สึกว่าสบายกว่าก็ได้
อ่านแล้วทำให้คิดได้อย่างนึงว่าบ้านเราเมืองเราปลูกฝังค่านิยมแบบไหนกันแน่ทำไม? ทั้งที่ของแท้ดีกว่าแต่กลับต้องใช้ของปลอมของเถื่อน ? มองที่จุดเริ่มต้นในสถานศึกษา(บางแห่ง) ของปลองของเถื่อนในมีให้นักศึกษาใช้กันเกลื่อนแถมวิชาที่สอนจำเป็นต้องใช้โปรแกรม ราคาแพง แล้วนึกศึกษาที่อยากเรียนก้อต้องใช้ต้องหามาซึ้่งต้องลงเอยด้วยโปรแกรมราคาถูกหรือก้อคือเถื่อน ? แถมค่านิยมของคนสมัยนี้อะไรง่ายๆได้มาง่ายๆเอาเปรียบได้ก้อทำเลยไม่คำนึงถึงใครยิ่งเด็กๆ รุ่นหลังเงินซื้อได้หมดจะเล่นเกมส์ก้อซื้อของเอา ? เปิดโปรแกรมโกงเอาเพื่อให้ได้มา ? เนี่ยมันเป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องแล้วหรือ??
ถ้าผมได้สอน ผมจะสอนให้เด็กใช้ของถูกลิขสิทธิ์ครับ
ที่คิดไว้คือพวก Octave, Python, SciLab, Sage
SAGE, Python มันไม่มี Symulink น่ะ ส่วน
SciLab, Octave มีแล้วแต่ห่วยเกินห้ามใจ ตัวแรกดูดีมีอนาคตเพราะฝรั่งเศสทุ่มหมดหน้าตักเลย
MATLAB แบบ student ไม่ได้แพงอย่างที่คิด ส่วนแบบ commercial แพงเกินกว่าที่จะคิด ขนาดที่มหาวิทยาลัยยังต้องมานั่งคิดกันเลยว่าเดี๋ยวนี้มันแพงขึ้นแพงขึ้นจะซื้อไม่ไหวแล้ว (ที่เยอรมัน) ทางออกเหรอ ก็ต้องขอส่วนลด กดดันผู้ขาย รับรองลดราคาได้แน่นอน
ของพวกนี้ยังไงก็ต้องสอนครับ ในช่วงสิบปีรับรองว่ายังแทนกันไม่ได้นี่พูดถึงวิศวกรรมศาสตร์นะครับ ถ้าเป็น science ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ MATLAB เพราะไม่ได้ต้องยุ่งกับ hardware อันนั้นสนับสนุนเลยใช้ SciLab หรือ Octave ดีกว่า
เห็นมี LabView เจ้าเดียวที่รองรับ SciLab แต่ได้เห็นราคา LabView ก็สำลักเหมือนกัน
เพิ่งรู้ว่ามี MATLAB student ด้วย แต่งานด้านผมใช้ python (+modules) + octave ตอนนี้ก็เพียงพอ (เกินพอ)
ผมใช้ Software เถื่อนแทบทุกอย่างครับ
ยอมรับโดยตรงไม่อิดเอียน เพราะรู้ตัวอยู่แล้วว่าผิดจริง
ไม่มีข้ออ้างครับจะว่า หน้าด้าน ก็ไม่เป็นไร
แต่ผมก็คงยังใช้ของเถื่อนต่อไปจนกว่าจะมีเหตุอะไรให้ต้องใช้ของแท้
ผิดศีลลักทรัพย์ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอนี่คะ แต่กรณีของพวกเรานี้คงเป็นรับซื้อของโจรมากกว่า ^_^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ผมว่าผิดไม่ต่างกันครับ รู้ว่าผิดแต่ก็จงใจใช้
แต่การออกมายอมรับตรงๆ ก็แสดงว่ามีจิตสำนึกที่ดีครับ น่าชื่นชมในระดับหนึ่งเลย
ขโมยของคนอื่นมาใช้ และคุณกำลังทำผิดกฏหมายนี่ยังไม่เพียงพออีกเหรอครับ?
ฝ่าไฟแดง ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย หรือโทรศัพท์ขณะขับรถก็ผิดกฏหมายครับ
แต่แน่นอน ความรุนแรงของความผิด มันต่างจากความผิดฐานฆ่าคนลิบลับ
แม้ผมจะสนับสนุนการใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ และตนเองก็ทำอยู่ แต่ผมยังยืนยันความคิดที่ว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์ แม้จะผิดกฏหมายก็จริง แต่ความรุนแรงของความผิดมันเทียบกันไม่ได้เลยกับ "ขโมยของคนอื่นมาใช้" ครับ
ดูกันที่ ความเดือดร้อน - ความเสียหายที่เกิดขึ้น
ok ครับถ้าจะคิดว่ามันเทียบกันไม่ได้ก็ได้ครับ แต่ผิดก็คือผิด ไม่ว่าจะผิดมาก หรือผิดน้อย
ผิดฐานขโมยสิทธิการใช้งานเท่านั้นครับ ไม่ใช่ขโมยของ
นี่แหละครับ สิ่งที่เรามักเอามาเป็นข้ออ้าง เพราะสิทธิ ความรู้ และงานสร้างสรรค์มันจับต้องไม่ได้ มันเลยไม่มีค่าเท่ากับสิ่งของที่จับต้องได้ อืมมม นะ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
มันไม่ใช่ข้ออ้างน่อ มันเป็นเรื่องจริง เพราะเวลาเราซื้อโปรแกรม มันคือการซื้อสิทธิการใช้
เ่ช่น MATLAB ซื้อมา 200 licenses จะใช้กี่ล้านคนก็ได้ ขอให้ไม่ใช้พร้อมกันเกิน 200 ร้อยคนเป็นใช้ได้ แถมลงกี่เครื่องก็ไ้ด้
ไม่ได้พูดเพื่ออ้างนะ แค่ต้องการบอกว่ามันไม่ใช่ขโมยของ แต่เป็นการขโมยสิทธิในการใช้
(ความผิดต่างกันเยอะนะทั้งทางโลกและทางธรรม อันหลังมีการอธิบายความโดยละเอียดเลยนะ ถ้าจำไม่ผิดคือผิดน้อยไม่ถึงผิดศีลห้าด้วย ส่วนทางโลกนั้นรู้สึกว่าโทษปรับจะหนักกว่าขโมยของอีก)
ผิดน้อยผิดมาก ยังไงก็ผิดอยู่ดี
"ไม่ได้พูดเพื่ออ้างนะ แค่ต้องการบอกว่ามันไม่ใช่ขโมยของ แต่เป็นการขโมยสิทธิในการใช้"
แล้วมัน ขโมย หรือเปล่าหล่ะครับ
ส่วนเรื่อง license ที่สามารถใช้งานได้ตามความต้องการเป็นครั้งคราว คงต้องพึ่ง SaaS แล้วหล่ะครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
แซงคิวเนี่ย เรียกว่าขโมยของหรือขโมยสิทธิหล่ะครับ คุณ Ford
ถ้าบอกว่าขโมยเหมือนกันแซงคิวก็จับติดคุกมันเลยนะครับ ไม่ได้บอกว่ามันไม่ผิด
แต่จะดีกว่าไหมถ้าพูดให้มันถูก
จะมาตามกัดกันทำไม ก็ใช้ขอถูกกฎหมายด้วยกันทั้งคู่
ว่าแต่คุณ Ford ว่าพวกอ่านการ์ตูนแสกนตามเว็บหรือโหลดไว้ในเครื่องเนี่ย แ่ย่
ขนาดไหนครับ
เราทุกคนกำลังเสนอแนวคิดกันอยู่หรือเปล่า ทุกคนมีแนวคิดว่าตัวเองคิดยังไง เราไม่ได้มานั่งกัดกันอยู่นะครับ เรากำลังเสนอแนวคิดกันในมุมมองต่าง ๆ อยู่มากกว่า เรื่องพวกนี้มันผังลึก มันไม่มีใครถูกและผิดไปทั้งหมด แต่แนวคิดก็น่าจะกระจายให้ทำให้มันกว้างขึ้นเท่านั้นเอง และลงท้ายผมก็ได้บอกแนวทางว่าถ้าเราจะใช้งานตามจำเป็นคนจะทำยังไง ซึ่งก็น่าจะดีถ้าเรามีระบบแบบนั้นใช้งานกัน
ส่วนเรื่องเรื่องแซงคิวนี่มันก็ออกแนวขโทยสิทธิเช่นกัน ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองมันในมุมไหน การแซงคิวแต่ละเหตุการณ์มันก็มีผลแตกต่างกัน
เช่นเดียวกับการขโมยของ และขโมยสิทธิ มันขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะมีความรู้สึกยังไงกับมัน แค่ได้รู้ว่าตัวเองทำผิดและพร้อมเสมอที่กลับมาทำให้มันถูกก็น่าจะดี แต่จะดีกว่าไหมถ้่ารู้ว่าผิดก็พยายามกลับตัวซะตั้งแต่ที่รู้เลย ไม่ต้องรอให้มันเคยชินแล้วมานั่งบอกว่าเคยชินแล้ว ยากที่จะปรับตัว แล้วก็อ้างความจำเป็นต่าง ๆ นา ๆ ประมาณว่ามันรักไปแล้วจะให้ทำไงอะไรแบบนั้น -_-'
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
เข้าใจเปรียบ ;)
ต้นข้าวโดนน้ำเข้าท่วมไปมากมาย
ใครเกี่ยวกันก็โชคดีไป ใครแรงงานน้อย หรือทำไม่ทัน
ก็ต้องปล่อยให้เน่าตายไป
ราคายางตกลงมาจากกิโลละ 80 หรือเคยขึ้นไปเกือบร้อย
ร่วงลงมาเหลือ 40 .. ครึ่งต่อครึ่ง
เงินสาม - สี่พัน สำหรับ 1 CD
ข้าวหนึ่งเกวียน สำหรับชาวนา .. และครอบครัว
ฝรั่งต่อว่าเราที่มีการประกันราคาสินค้า หรือแทรกแทรงผลผลิตทางการเกษตร
หาว่าทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมในการแ่ข่งขัน ทำให้ชาวสวนชาวนาบ้านเรา
มีความเสี่ยงน้อยกว่าประเทศอื่น มีตุ้นทุนต่ำกว่าประเทศอื่น
อเมริกาพึ่งอัดฉีดงบประมาณ ไม่รู้กี่ล้านๆ บาท .. ย้ำ ล้าน .. ล้าน
เพื่อกอบกู้เศรษฐกิจในประเทศ รัฐเข้าไปอุ้มซื้อหุ้นเอกชนจ้าละหวั่น
ต่างกันตรงไหน ..
สินค้าลิขสิทธ์เป็นสิ่งจำเป็น แต่โลกนี้ไม่มีอะไร 100% แม้แต่อากาศ , น้ำ, ทองคำ
และเพราะโลกนี้มันไม่มีทางสมบูรณ์ ของจริงในของปลอม หรือของปลอมในของจริง
มันก็ขึ้นอยู่กับดีมานด์&ซับพลาย .. ใช่ว่าในอเมริกาจะไม่มีการละเมิดลิขสิทธ์
ลืม bit ไปแล้วเหรอ ลืมโปรแกรมแชร์เพลงต่างๆไปแล้วเหรอ ..
มันก็ผุดออกมาจากฝรั่งเหมือนกัน .. ประเทศเค้าก็มีการละเมิดลิขสิทธิ์
แต่ก่อน ว่าเราเรื่องยาเสพติด .. ขอตั้งกำแพงภาษีกีดกันทางการค้ากับยู
หลายปีถัดมา มีการละเมิดสิทธ์ส่วนบุคคลสูง สิทธิเด็ก และแรงงานต่างด้าว ..
ปลายปีถัดมาๆๆ มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ..
ต่อไปจะอะไร .. พันธุกรรมพันธ์พืชสำคัญๆ ก็มาเอาไปหมดแล้ว
อีกหน่อยถ้าเราต้องซื้อสิทธ์ในการปลูกข้าวสายพันธ์ต่างๆโดยจ่ายค่าสิทธิบัตร ?
จีนมีเหตุผลทุกอย่าง ที่อเมริกาจะกีดกันได้ ..
ทั้งไม่ใช่ประชาธิปไตย.. ทั้งมีการละเมิดสิทธิเด็ก สตรี ทั้งมีสินค้าก๊อบปี้โต้งๆ
ละเมิดมันทุกอย่าง ขายของก๊อบกันเต็มตลาด บ้านเราเอามาจากจีนทั้งนั้น
ปลอมกันแม้กระทั่งชิบ หรือ cpu จนเป็นข่าวครึกโครม ..
แต่จีนก็ยังหอมหวาน เกินกว่าอเมริกาจะปฏิเสธ
พม่ายังมีตลาดให้อเมริกาเจาะได้อีกเยอะ .. จึงยังไม่จำเป็นต้องเจริญ
นโยบายสำคัญระหว่างประเทศ .. ล้วนอยู่ในการคำนวนโดยระบบทุนนิยม
M$ ไม่ได้มองตลาดเป็น เอกชน, รัฐ โรงเรียน หรือโปรแกรมออฟฟิศ
เค้ามองเป็นประเทศ ลด 20% ขยายตลาดได้ 50% ดีกว่าเสียตลาดให้ของ copy
เอาเงินไปช่วยมูลนิธิ .. ลดภาษีได้ 2 เท่าทำไมจะไม่ชอบ ..
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ...
software ฟรีจึงต้องมีโทรจัน
โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี
ข้าวหนึ่งเกวียนที่ทำมาตลอดปีจึงมีราคาถูกว่าซีดีหนึ่งแผ่นที่อัพเดทเท่าไรก็ไม่เสร็จสมบูรณ์
โลกนี้ ไม่มีอะไรฟรี ....
my blog
+10 แต่หลายคนยากจะทำใจยอมรับความจริงอันนี้
+10
ไม่ซื้อครับ ยังไงผมก็ไม่ซื้อ!
ผมใช้ FOSS 100% ในงานของผม อันไหนเสีย อันไหนขาด ซ่อมเองได้ก็ซ่อม ซ่อมไม่ได้ก็รอผู้ร่วมชะตากรรมที่เก่งกว่าซ่อมให้
ผมไม่จูงควายไปกินหญ้าชาวบ้าน แต่จูงไปสนามหญ้าสาธารณะที่ทุกคนช่วยกันดูแล เลี้ยงควายเสร็จก็ให้ปุ๋ยคอกบำรุงหญ้า ช่วยกันรดน้ำพรวนดินในแปลงหญ้าหมุนเวียน
ไม่มีอทินนาทาน มีแต่การแบ่งปัน
อ่านแล้วชอบมากเลยค่ะ น่าชื่นชมมากๆ ^_^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
เป็นความเห็นที่หล่อมาก
+10 ให้คำว่า หล่อมาก
ไม่ได้เขียนเอาหล่อนะคร้าบ.. แต่เขียนเอาตามที่คิดและทำไปจริง ๆ
ความจริงต้องเขียนเน้นอีกหน่อย ตรงคำว่า "ผม" ข้อความข้างบน มีแต่เรื่องของผม ผมไม่สนคนอื่นนะ ว่าใครจะใช้ของเถื่อนของแท้ ผมเลยจุดที่จะไปเซ้าซี้ชาวบ้านมาแล้ว
ผมมองกลุ่มผู้ใช้ซอฟต์แวร์เป็นสามขั้วน่ะ
1. ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ซื้อ
2. ผู้ใช้ซอฟต์แวร์เถื่อน
3. ผู้ใช้ซอฟต์แวร์เสรี
ผมไม่วิจารณ์ละกัน ว่าขั้วไหนเป็นอย่างไร ขอพูดถึงแต่ขั้วที่สามที่ผมอยู่ก็พอ
ขั้วซอฟต์แวร์เสรี มีจุดร่วมกับทั้งสองขั้ว โดยร่วมกับขั้วซอฟต์แวร์ซื้อในเรื่องการเคารพกฎหมาย เคารพทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็มีจุดร่วมกับขั้วซอฟต์แวร์เถื่อนในเรื่องขาดทุนทรัพย์
เวลาไฟต์เรื่องลิขสิทธิ์ ซอฟต์แวร์เสรีเอาด้วย เพราะเรื่อง license ต่าง ๆ ต้องอาศัยกฎหมายลิขสิทธิ์เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันก็แย้งกับการใช้ลิขสิทธิ์แบบจำกัดสิทธิ์ผู้ใช้
เวลาไฟต์เรื่องราคาซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์เสรีก็เอาด้วยเหมือนกัน เพราะบ่อจี๊พอ ๆ กับเขา แต่ขณะเดียวกันก็ไม่เอาด้วยกับการลักลอบใช้ของเถื่อน
เขตแดนของซอฟต์แวร์เสรีจึงซ้อนเกยเข้าไปในขั้วทั้งสอง สามารถประนีประนอมได้พอ ๆ กับต่อสู้ขัดแย้งในทิศทางทั้งสอง ขึ้นอยู่ว่าจะใช้จุดร่วมหรือจุดต่าง
แต่ผมอยากจำกัดขอบเขตการไฟต์ของกลุ่มซอฟต์แวร์เสรี อย่างน้อยก็ตัวผม ไม่ให้ไปก้าวก่ายกลุ่มอื่นมากนัก เพราะยังไงก็มีทุกข์ที่ร่วมแบ่งปันกับเขา พอ ๆ กับสิ่งที่เห็นแย้งกับเขา สู้อาศัยจุดร่วมที่มีกับแต่ละกลุ่ม ดึงเขามาเป็นพวกดีกว่า
ปล่อยให้เรื่องของการปราบซอฟต์แวร์เถื่อนเป็นเรื่องของตำรวจหรือกลุ่มผู้ซื้อซอฟต์แวร์ก็พอ เพราะซอฟต์แวร์เสรีก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการขายซอฟต์แวร์แพง ๆ แล้วยังจำกัดสิทธิ์แบบนั้น จากนั้นก็ไปคอยเสนอทางออกให้อีกขั้วหนึ่งที่ถูกกระทำก็พอ
ขณะเดียวกัน ซอฟต์แวร์เสรีก็ไม่ใช่เรื่องของคนขาดทุนทรัพย์อย่างเดียว แต่เรื่องเสรีภาพก็ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ หันมาใช้ซอฟต์แวร์เสรีเป็น solution ด้วย โดยเฉพาะพวก embeded device หรือ server ต่าง ๆ
คิดแบบนี้ ก็ลงตัวทั้งคนจนคนรวยล่ะครับ
แต่ที่สุดแล้ว ทุกคนก็มีสิทธิ์ของตัวเองครับ จะเลือกอะไรก็เรื่องของเขา อย่ามารุกล้ำสิทธิ์กันก็พอ
ครับ :)
ผมทราบดีว่าคุณเทพไม่ได้เขียนเอาหล่อ
กายกรรมของคุณเทพบ่งบอกมโนกรรมเป็นอย่างดีอยู่แล้ว
ความดีงามนั้นมาจากภายใน ความหล่อก็เป็น form หนึ่งของความงาม เพราะฉะนั้น Action/Contribution ของคุณเทพมันหล่อจริงๆ ผมไม่ได้ประชด ;)
สิ่งที่จะพูดสุดท้ายในเรื่องนี้คือ
- ทุกคนมีเหตุผลของตนเอง แต่สิ่งที่ผิดตามกฏหมายมันก็คือสิ่งที่ผิดตามกฏหมาย(ในกรณีลิขสิทธิ์) ไม่อาจใช้เหตุผลของตัวเองมาอ้างให้ถูกได้ตามกฏหมาย
- ทุกอย่างต้องมีการเริ่มต้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเริ่มต้มเมื่อไหร่ บางคนเริ่มเร็ว บางคนเริ่มช้า แต่ผมก็หวังว่าทุกคนจะเริ่มในสักวัน เพื่อให้อุตสาหกรรมซอฟแวร์ไทยเจริญทัดเทียมประเทศอื่นๆ
- ที่สุดแล้วเจ้าของหัวข้อเขียนเรื่อง virus ในซอฟแวร์เถื่อน แต่กลายมาเป็นเรื่องซอฟแวร์เถื่อน ผมขอยอมรับว่าผมก็ผิดประเด็นไปเหมือนกัน
LOL
จริงๆ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้ประเด็นมันดูวุ่นๆ เพราะอยากจะเขียนหลายอย่างเหลือเกิน จริงๆ ตั้งใจจะเขียนเรื่อง ซอฟท์แวร์เถื่อนอย่างที่คุณเข้าใจแหละค่ะ แต่โยงเรื่อง virus มาด้วยให้เห็นข้อเสียของการใช้ ซอฟท์แวร์เถื่อนค่ะ ขอบคุณค่ะที่มาร่วมด้วยช่วยกันคุย
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ผมขอแสดงความคิดเห็นด้วยว่าน่าจะอาศัยสองส่วนประกอบกันในการพิจารณาครับ คือ จริยธรรมด้านขอบเขตของการใช้งาน กับจริยธรรมด้านขอบเขตของการให้นำไปใช้
อย่างไรก็ตามเถียงกันไปก็คงไม่มีข้อสรุป เพราะเว็บหลายๆ ทุกวันนี้ก็ยังอ้างราคาหรือการขาดจริยธรรมในข้อสองเพื่อเปิดโปรแกรมให้ทดลองได้ยาวไม่มีกำหนด (เป็นช่องว่างที่ทำให้ผู้ใช้มีสิทธิ์ตัดสินใจโดยใช้วิจารณญาณของตัวเอง (แบบอยุติธรรม) ได้) แต่ผู้ปราบปรามก็อ้างการขาดจริยธรรมของผู้ใช้ที่ไม่คิดจะจ่ายอะไรในการพึ่งพามันสมองของผู้อื่นเลย บางครั้งก็สมเหตุผล บางครั้งก็ไม่ (โปรแกรมขาดไปฟังก์ชั่นเดียวที่มีอยู่ในเวอร์ชั่นโปร, โปรแกรมมันทำได้แต่ปรับแต่ง config ให้ตรงตามต้องการไม่ได้ แล้วยังจะขายอีก -..-) แตกต่างกันไป
ส่วนตัวผม ทุกวันนี้พึ่งพา Adobe เป็นหลัก แต่ซอฟท์แวร์หนึ่งชุดของอะโดบี้ราคาเท่ากับคอมพิวเตอร์ของโน้ตบุ๊คของผมครึ่งเครื่อง โดยที่ผมต้องหารายได้อีกนานในระยะยาวเพื่อให้คืนทุนค่าซอฟท์แวร์ เพราะผู้จ้างกดราคาอันเนื่องมาจากมีตัวเปรียบเทียบเป็นผู้สร้างงานระดับเดียวกันที่ไม่ได้ใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์เช่นกันแต่ก็สัญญากับตัวเองไว้เสมอนะ ว่า "เมื่อมีเงินจะซื้อทันที" ก็หวังว่าวันหนึ่งจะได้พิสูจน์ตัวเอง
ทุกอย่างผมมีปัญญาซื้อแบบถูกกฏหมายได้ครับ ส่วนตัวไหนสิ้นเปลืองก็ปรับเป็น Opensource ได้ครับ
พวก Autodesk เค้าก็ Flexible กับราคาถ้าซื้อเยอะนะครับ
จะติดอยู่เจ้าเดียวครับที่ผมว่ามีปัญหาสุดๆ ... คือ Adobe ครับ เจ้านี้ราคาสูง และก็ยังสูงต่อไปครับ แล้วโปรแกรมอย่าง After Effect ก็ไม่มีตัวแทนใน Platform อื่นๆเสียด้วยสิครับ (Motion ที่ซื้อมาทำงานได้ส่วนนึงครับ แต่ Cost ของการเรียนรู้ก็ยังแพงกว่ามากครับ)
ตรงนี้อยากให้เริ่มจากโรงเรียน + มหาลัยเริ่มสอนนักเรียนกับสิ่งที่ไม่ได้ดีเด่ แต่ทำงานได้จริง ไม่ผิดลิขสิทธ์
ผมต้องสอน Blender เด็กฝึักงานผมใหม่ทุกครั้ง ... สอนให้ใช้ Inkscape ใช้ Gimp (แต่ Gimp กับ Inkscape ก็ยังไม่ดีที่สุดในการทำงาน) แต่เด็กๆเค้าก็ยึดตามมาตรฐานอุตสาหกรรม (ที่ผิดลิขสิทธ์) อยู่บริษัทผมอีกบริษัทเพิ่งเสียไป 6 ล้านกว่าบาทแค่ค่า Software อย่าง Maya, Combusion, Lightwave, Renderman ฯลฯ เพื่อทำงานระดับ Industry Standard (ไม่ใช่ Industry ในไทยนะครับ) นั่นแปลว่าคนทำงานแต่ละคนต้องคุ้มค่าการทำงานด้วย ถ้ามาแบบงานใน Cable ทีวีนี่ผมก็อยากให้ใช้เป็น Blender มากกว่าเพราะมันไม่ได้ใช้ Feature ถึง 5% ของ Maya, 3d Max หรือ Lightwave เลยด้วยซ้ำ ส่วนงาน พวกโรงพิมพ์ทำนามบัตรทำโบร์ชัวร์ ถ้าใช้ Inkscape ได้มันก็ไม่ผิดลิขสิทธิ์
แต่พวก Software บางอย่างมันก็ราคาเหลือเกินจริงๆครับ พวก Win XP นี่กล้าจ่ายได้สบายๆเลยครับ แต่อย่าง Adobe Master Collection 4 Copy เนี่ยผมก็แทบแย่ครับ ตัวละ 60000 กว่า Apple Final Cut Studio Set นึุงมันก็ 60000 แต่มันก็คุ้มค่ากว่าสมัยก่อนที่เริ่มที่ 2ล้านบาทสำหรับของถูกลิขสิทธิ์
ตรงนี้มันต้องเริ่มจากการศึกษาของทุกๆคนให้เริ่มจาก Software ที่ถูกลิขสิทธิ์ + Opensource ที่ให้พื้นฐานเราได้ก่อน (ระบบปฏิบัติการ ชุด Office Webbrowser หรือโปรแกรม Productivity ต่างๆ) จากนั้นค่อยขยายฐานมา Software ลิขสิทธิ์ที่คนที่ต้องใ้ช้ Feature สูงๆได้รับประัโยชน์จากการเสียเงินหลายหมื่นได้เต็มที่
ต้องเริ่มจากมหาลัย หรือสถานศึกษาก่อนครับ
ปล.ขออภัย เขียนตอนไข้ขึ้นครับ
ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
:: Take minimum, Give Maximum ::
โปรแกรมเมอร์เขาก็ต้องคิดแบบโปรแกรมเมอร์ จะให้คนอื่นมาเอาผลงานตัวเองไปใช้ฟรีๆ แล้วจะเอาอะไรกิน
รับทราบ
ประเด็นเรื่องนี้ทีไรคุยกันยาวุกที
น่าสนใจว่าถ้าประเด็นพวกนี้ไปอยู่ในเว็บที่ไม่ใช่ชาวคอมมาอ่านกันอย่างที่นี่ เช่นถ้าไปลงใน sanook , hunsa , kapook คนใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะคิดอย่างไร (จริงๆก็พอรู้คำตอบอยู่)
---
Khajochi Blog : It's not a Bug ... It's a Feature
แฟนพันธุ์แท้สตีฟจ็อบส์ | MacThai.com
ความคิดดีๆ อาจจะอยู่ในกลุ่มคนส่วนน้อยก็ได้นี่คะ
หน้าที่ของคนส่วนน้อยนี้ ก็ทำหน้าที่ผู้นำ เพื่อกล่อมเกลาความคิดคนส่วนใหญ่
เพราะความคิดคนส่วนใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าเป็นความคิดที่ถูกเสมอจริงไหมคะ ^_^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
เห็นด้วยจ้า
---
Khajochi Blog : It's not a Bug ... It's a Feature
แฟนพันธุ์แท้สตีฟจ็อบส์ | MacThai.com
การปฎิวัติก็เริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ แหละครับ
http://tomazzu.exteen.com
นักง่าว
ถ้าผู้ใช้ยอมให้ anti virus ปล่อยไฟล์พวกนี้ทำงานไป ก็จะพบว่ามันไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้เลย
ทุกครั้งที่มีการรณรงค์ให้ใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ จะต้องมีใครสักคนออกมาประณามหรือก่นด่าผู้ใช้ซอฟท์แวร์เถื่อนเสมอ
ไม่ในเชิงดูถูกสติปัญญาก็ว่าไปถึงเรื่องจิตสำนึก ซึ่งมองในมุมกว้างแล้วเหตุผลของผู้ใช้แต่ละคนนั้นแตกต่างกัน
เพราะส่วนหนึ่งนั้นเป็นเรื่องของความสมัครใจ และเงินทองที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง
เมื่อใช้จนชำนาญและอยากทำงานที่ซับซ้อนขึ้น ค่อยแนะนำให้เลื่อนมาใช้ซอฟท์แวร์ระดับ pro ที่มีลิขสิทธิ์ทั้งหลาย
ถึงตอนนั้น การอธิบายถึงคุณค่าและความสำคัญของการใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นแล้ว
รณรงค์หรือแนะนำด้วยคำพูดและวิธีการที่เหมาะสมกับตัวบุคคล จะทำให้ประสบผลสำเร็จมากกว่า
แถมยังไม่สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าใจกันไปคนละทาง หรือเลยเถิดไปจนทะเลาะเบาะแว้งกันโดยใช่เรื่อง
เมื่อพยายามถึงที่สุดแล้วไม่สำเร็จ ก็ปล่อยวางแล้วทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป แบบนี้จะสบายใจกว่า
"เราทุกคนต่างก็เป็นปัจเจก มองเห็นและคิดต่างกัน เราบังคับความคิดและวิถีชีวิตของใครไม่ได้"
สิ่งที่ผมทำตอนนี้ก็คือ ใช้ให้เป็นตัวอย่างและคอยแนะนำ(หรือแซว)ว่ามันมีทางเลือกที่ไม่ผิดกฏหมายอยู่นะ
+100 เลยครับ T-T.b
โฮ ตรงกับแนวความคิดของผมเลยครับ เห็นด้วยทุกประการ
เป็นแนวทางที่อยากให้หลายๆ ท่านรับฟังไว้พิจารณาครับผม
ผมไม่คิดว่าคนอ่าน Blognone เป็นมือใหม่ครับ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ
<a href="http://www.it4lives.com.
โอ้... นี่เป็นความเห็นที่เป็นผู้หญิง รายที่สองในข่าวนี้สินะเนี่ย เปรียบดั่งดอกไม้สองดอกกลางดงโจรหรือเปล่านะ เอิ้กๆ :P
ที่นี่ช่างขาดแคลนสมาชิกหญิงอะไรเช่นนี้นะ T^T
LOL
เขียน blog ที่นี่ทีไร ต้องมีประเด็นเรื่องผู้หญิงทุกทีสิน่า
สงสัยผู้หญิงที่นี่จะน้อยจริงๆ นะคะ
อยู่แถวนี้ได้ พวกเราอาจจะเป็นดอกไม้มีหนามก็ได้
"ดอกไม้มีหนามแหลม มิใช่แย้มคอยคนชม
บานไว้เพื่อสั่งสม ความอุดมของผืนดิน" /จิรนันท์ พิตปรีชา
สนับสนุนให้ผู้หญิงแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่มีประโยชน์ต่อสังคมค่ะ ^_^
บลอกของ natty
บลอกของ natty
อันไหนใช้ทำงานหลักๆ ที่ทำงานจะซื้อ License ให้ตามจำนวนเลยครับ MS Office , Adobe CS บริษัทใหญ่เป็นเป้าหมายของการจัดการเรื่องนี้อยู่แล้ว
ส่วนโปรแกรมอื่นๆ เดี๋ยวนี้นิยม project จาก sourceforge เป็นหลักครับ เจ๋งๆหลายอันเลย ช่วยได้เยอะ
@TonsTweetings
It's not the software. It's the right to use the software that is stolen!
It's all about respecting other people's rights.
ผมว่าประเด็นนี้น่าสนใจ ถ้าข้างบ้านผมมีสวนอยู่ แล้วผมปีรั้วไปนอนชมสวนเล่นแล้วปีนรั้วกลับ โดยไม่ทำอะไรเสียหาย อย่างนี้เป็นอาชญากรรมไหมครับ?
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
มันน่าจะเป็น ข้างบ้านทำสวนสวย แล้วเรา copy แบบของสวนเค้ามาหรือเปล่า ?
ผมพูดใน Context ของภาพข้างบนน่ะครับ
ประเด็นคือต่อให้ Original ไม่หายไป เจ้าของเดิมไม่ได้เสียหายอะไร
มันก็ไม่ใช่ว่าการกระทำนั้นจะไม่ผิด
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
มันมี software แบบว่าจ่ายเท่าที่ใช้มั้ยครับ หมายถึงจำนวนครั้ง ไม่ได้หมายถึง feature ถ้ามีอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน แบบว่าซื้อมาใช้อยู่ไม่กี่ครั้ง มันก็ไม่คุ้มให้ซื้อ
อย่างที่ฝึกงานผมแต่ก่อนใช้ outlook เดี๋ยวนี้กลัว BSA (ถูำกปะครับ คือคนที่จับลิขสิทธ์อะ) เปลี่ยนมาใช้ thunderbird ก็เลยวุ่นกันยกใหญ่ ต้องอบรมให้กับผู้ใช้ ปัญหาที่พบคือ
โปรแกรม anti virus นี้ซื้อของจริงไปเถอะัครับใช้ยาว คุ้มค่านะ
แสวงหามิใช่เพราะรอคอย เชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส ชำนาญมิใช่เพราะโชคช่วย
"ดังนี้แล้วลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน"
เรื่องใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนไม่เกี่ยวกับคนไอทีหรือไม่ไอทีหรอกครับ ไม่งั้นคงไม่เห็นเว็บ IE only ที่สร้างด้วย Dreamweaver และเต็มไปด้วย Flash เต็มบ้านเต็มเมือง
มันอยู่ที่จิตสำนึก และความใฝ่เรียนรู้มากกว่า ผมเกลี้ยกล่อมให้คนที่ไม่ใช่สาย IT หันมาใช้ Firefox ง่ายกว่าคนไอทีอีกครับ เพราะคนไอทีหลายคนชอบคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว
——————————————————————
คิดๆ ขีดๆ เขียนๆ | นั่งเล่นในสวน ชวนคุยเรื่องเกม
LinkedIn
"เพราะคนไอทีหลายคนชอบคิดว่าตัวเองรู้ดีอยู่แล้ว"
อันนี้ผมเจอกับตัวเลยที่ Office เก่าผม แกบอกว่า IE เป็น Standard เฉยเลย คนที่ Office ก็เชื่อเพราะเขาเรียนมา
พอผมพูดเรื่อง W3C เข้าไป บอกว่าผมเข้าใจผิด อันนั้นไม่ได้เกี่ยวกันเลยซะงั้น เป็นความผิดของ firefox, Opera, Safari ไปซะงั้น
ตอนนั้นทุกคนมองผมเป็นไอ้โง่ใน Office ไปเลย 5555+
เปลี่ยนมาใช้ Thunderbird แทน Outlook ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่? พวกกลัวเปลี่ยนไปใช้แล้วมีปัญหาจะมีคนช่วยมั้ยนั่นน่ะ ยกตัวอย่าง บางทีหันไปมองรอบๆ ตัว ใครๆ ก็ใช้ Outlook เหมือนกัน แต่ก็มีแต่พวกรู้ไม่จริงทั้งนั้น เกิดปัญหาทีช่วยเหลือกันไม่ได้ซักคน คนรู้จริงแก้ปัญหาให้ได้หายาก //อะไรแบบนี้เป็นต้น
ส่วนตัวเจอ user มาหลากหลาย ส่วนมากก็ไม่ใช่จะรู้อะไรกันหรอก เรียนรู้กันก็ช้า ไม่ได้ใช้งานเข้าหน่อยก็ลืม เปรียบเหมือนเป็นแก้วเปล่าๆ จะเอา Outlook เติมลงไปก็ได้ จะเอา Thunderbird เติมลงไปก็ได้ ไม่เห็นต่างกัน :P
อีกกรณีนึง เช่น เปลี่ยนจากโปรแกรมรุ่นเก่ามาเป็นรุ่นใหม่ มีฟีเจอร์เพิ่มขึ้นมากมาย หน้าตา UI ก็เปลี่ยนไปไม่น้อย ต้องมาเรียนรู้อยู่ดี แบบนี้จะอัพเกรดมาใช้โปรแกรมเสียเงินรุ่นใหม่ หรือจะเปลี่ยนมา FOSS แล้วมันจะต่างกันยังไงหว่า :P
เมื่อก่อนหัวข้อสนทนาที่ผมมักหลีกเลี่ยงก็จะมี
1.ศาสนา
2.การเมือง
ตอนนี้ผมได้เพิ่มมาอีกหัวข้อแล้วหละ....
เราแค่มาหาทางที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด ไม่ได้แยกลัทธิของแท้ ของเถื่อน กันซะหน่อยนี่คะ
เราจะมาแบ่งแยกระหว่างคำว่า ถูกกฎหมาย กับ ผิดกฎหมายต่างหาก
เห็นมั๊ยคะ ทุกคนมีทางออก มากกว่าความคิดเพียงแค่เห็นแก่ความสบายของตัวเอง
ถ้าเราไม่ให้อะไรสังคม สังคม ก็ไม่ให้อะไรเราเหมือนกัน...
บลอกของ natty
บลอกของ natty
เรื่องจริยธรรม คงต้องพิจารณาหลายๆด้าน รวมทั้งจริยธรรมเรื่องการขายซอฟแวร์ด้วย ไม่ใช่จริยธรรมแคบๆด้านการใช้อย่างเดียว
ถ้าคิดว่าแพงเกิน ก็ใช้ตัวอื่น ถ้าคนขายเค้าเห็นว่าไม่มีคนซื้อเพราะเค้าขายแพงเกิน เค้าก็ลดราคาเอง
พอเพียงครับ พอเพียง
onedd.net
onedd.net
ถูกต้องค่ะ ต้องมีจริยธรรมทั้งผู้ซื้อ และผู้ขาย
บลอกของ natty
บลอกของ natty
+1 เห็นด้วยกับคุณ MN ครับ
ถ้าหาแทนไม่ได้ แล้วมีความรู้ ก็... เขียนเอง
We need to learn to forgive but not forget...
We need to learn to forgive but not forget...
หาแทนไม่ได้ ไม่มีความรู้ ก็จ้างเขียนได้
เห็นด้วยครับ แต่ก็แอบกลัวว่าจะมาจบอีหรอบเดิม
แล้วก็โดนก๊อป ทำเป็นแผ่นละร้อย - -"
บล็อกของผม: http://sikachu.com
บล็อกของผม: http://sikachu.com
เขียนแจกเป็นโอเพนซอร์ส แต่รับเงินค่าจ้างนะ
ทีมบอล...
ผมมองเห็นปัญหา!
ปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ กับซอฟท์แวร์ฟรี หน้าตา "ไม่คล้าย" กันเลย
ไม่เชื่อดู Blender กับ Maya
คือสาเหตุหลักที่ผมไม่ใช้ Blender เพราะ Maya มันใช้ง่ายกว่า และเมื่อใช้จนชินแล้ว ปุ่มกดต่างๆมันคนละเรื่องกันเลย
คนทำ 3D ใช้ความเคยชิน ความคล่องตัวฉับไวเป็นเครื่องมือหากิน เหมือนคนที่เล่นเกมเทคเคนเป็นแชมป์โลก มาเล่นเกมไฟติ้งอื่นอาจจะห่วยก็ได้
ถ้ามีโปรแกรม 3D ฟรี มีฟีเจอร์เท่าที่จำเป็นกับเค้า และหน้าตาและอินเตอร์เฟซ IO ต่างๆ "คล้าย" กับที่เค้าเคยใช้ อะไรๆมันอาจจะง่ายขึ้น
เพราะยูสเซอร์บางคนก็ไม่ได้สนใจจริงๆว่ามันแท้ ฟรี หรือก็อป แต่เพราะมันไม่คุ้นชิน
เวลาเป็นของมีค่าสำหรับคนทุกคน ทำไมเค้าต้องเสียเวลาและกำลังกับอะไรที่ไม่รู้ว่าคนอื่นจะใช้เหมือนเค้ารึเปล่า และถ้าติดปัญหาอะไรก็ไม่มีใครช่วยได้
บางทีถ้าเริ่มฝีกฝนและใช้จากทาง FOSS ให้คล่องแคล่วตั้งแต่แรกอาจมองในมุมกลับกัน?
ถ้ามันดีจริงๆ ชอบ และอยากใช้มาก ก็ซื้อ ครับ
ไม่ได้บอกว่าให้ใช้ Blender แทน Maya
แต่ให้ใช้ Maya แบบถูกกฏหมายครับ
ถ้าแพงเกินกำลัง ก็ใช้ตัวอื่นซะ
onedd.net
onedd.net
เข้าใจคนทำงานแบบอื่นบ้างสิครับ
โปรแกรมแต่ละแบบมันไม่ได้เหมือนกันหมดนะครับ
ไม่เหมือน IDE ที่เป็นโปรแกรมเมอร์ จะใช้อะไรก็ได้เพราะฝีมืออยู่ที่การโค้ด
แต่โปรแกรมอื่นๆเกือบทุกชนิดในโลกนี้ คนที่ใช้จริงๆเค้าใช้เป็นเครื่องมือความละเอียดสูง เค้าต้องมีความแม่นยำ ไม่ใช่ปาดๆตามอารมณ์ก็เสร็จได้ เหมือนเขียนโค้ดที่เขียนลงไฟล์ txt แล้วคอมไพล์ก็ได้ถ้าเก่งจริง
บางทีผมพูดในมุมคนอื่น ไม่ใช่พูดเพราะตัวเองใช้ ก็ยังจะมีีพวกฝันถึงยูโทเปียมาสั่งว่าทุกคนต้องคิดเหมือนตัวเอง
เบื่อว่ะ
ผมว่าคุณ Thaina นั่นล่ะครับที่ไม่เข้าใจ อ่านจากเรื่อง IDE นี่ก็พอมองออก ถ้ารู้จักสายโปรแกรมเมอร์นี่ IDE นี่แทบจะกึ่งศาสนากันอยู่แล้วครับ เปลี่ยนยาก ปรับตัวยาก
ผมงงว่าทั้งหมดที่คุณอยากจะบอกนั้นคุณอยากจะบอกอะไรหรือครับ? คุณพยายามบอกว่า "ความจำเป็น" ของคุณนั้นมันมากพอที่เราน่าจะยกเว้นประเด็นลิขสิทธิ์ให้ได้
ข้อเท็จจริงง่ายๆ ครับ
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
คือที่อ่านของคุณ คุณกำลังบอกว่า
"ชั้นต้องใช้ Maya เพราะชาวบ้านชาวเมืองเค้าใช้ Maya กัน"
ผมก็เลยตอบไปว่า งั้นคุณก็ซื้อ Maya สิ แต่ถ้า Maya มันแพงไป คุณก็ใช้ตัวอื่น โปรแกรมทดแทนมีตั้งเยอะแยะ ถึงอาจจะสู้ Maya ไม่ได้ แต่นั่นก็เป็นเหตุผลที่คุณต้องใช้ Maya ไม่ใช่เหรอ
ผมก็เห็นหลายคนไม่ใช้ Zend แต่ใช้ Text Editor ธรรมดาเขียน PHP เพราะอะไร? เพราะมันเสียเงิน แล้วก็ไม่มีเหตุผลที่ "เค้า" จะต้องจ่ายเงินในส่วนนั้นเพื่อแลกกับความสามรถของ Zend
แต่อีกกลุ่มที่ต้องการความสามารถแบบนั้น ก็คงจะต้องยอมจ่ายเพื่อแลกความสามารถนั้นมา
แฟร์ๆครับ กฏการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม
Gimp ใช้ยาก ไม่อยากใช้ ก็เลยใช้ Photoshop แทน ไม่มีใครว่าครับ ตราบเท่าที่คุณซื้อของแท้มาใช้
แต่ต่อให้ใช้ของปลอมก็ไม่มีใครว่า แต่เวลาโดนจับ มีปัญหาอะไร คุณก็เรียกร้องใครไม่ได้ เพราะคุณละเมิดเค้าก่อน
onedd.net
onedd.net
ผมพูดในความเห็นนี้เพราะ ผมพูดถึงความจำเป็นของคนอื่น ไม่ใช่ของผม
ผมไม่ได้ใช้ Maya มานานแล้ว นอกจากใช้เล่นๆ เพราะตอนนี้งานผมเป็นการเขียนโปรแกรม
แต่ผมเรียนมายามา และเพื่อนผมที่เรียนรอบๆผม เคยใช้กันแต่ 3DMax ไม่้ก็ Maya ผมถึงเข้าใจพวกเค้า
ไม่ว่าระดับการเปลี่ยนโปรแกรมของ IDE มันจะอยู่ในระดับไหน โปรแกรมอาร์ทมันก็ยากกว่านั้นหลายเท่า มีไม่กี่คนที่จับเป็นทั้งสองตัว
เห็นทั้งสองคนที่มาด่าผมหลังรีไพลนี้นี่อ่านไม่ดีซักคน
ผมบอกว่า บางทีผมพูดในมุมคนอื่น ไม่ใช่พูดเพราะตัวเองใช้ ก็ยังจะมีีพวกฝันถึงยูโทเปียมาสั่งว่าทุกคนต้องคิดเหมือนตัวเอง
และผมก็บอกแล้วว่า ผมไม่ได้คิดว่าผมไม่ผิด แต่เพราะตอนนี้ ผมพูดในมุมของคนอื่นอยู่ว่า "ทำไมเค้าใช้กัน"
ผมกำลังอยากบอกว่า พวกยูโทเปียไม่เคยเข้าใจคนอื่นเลยนอกจากตัวเอง
ตัวเองทำดี ทุกคนต้องทำตาม ไม่ว่าจะมีเหตุผลอะไร ในสภาพแวดล้อมแบบไหน และถ้าไม่ทำอย่างที่บอกคือเลวเท่านั้น ผิด ชั่ว ไม่น่าคบ
แค่ผมมาแก้ต่างก็หูตามืดบอด ด่าก่อนเลยว่า "เอ็งก็ใช้แบบนี้แล้วมาแก้ตัวให้ตัวเอง"
ผมกำลังชี้ทางให้ด้วยซ้ำว่า ทำไมการแนะนำให้คนใช้เบลนเดอร์มันถึงไม่ได้ผล และทางแก้ง่ายๆคือทำให้มันเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมที่ถูกต้องได้ง่ายกว่านี้
ผมไม่เคยเรียกร้องด้วยซ้ำว่าผมมีความจำเป็นต้องใช้
เพราะตอนนี้ผมไม่ได้ใช้
IDE ตอนนี้ผมใช้ Express
และเมื่อไม่นานมานี้ผมใช้แต่ UBUNTU ที่มีแต่ซอฟท์แวร์ฟรี
ไม่ผิดว่าใช้โปรแกรมอะไร มันผิดตรงถูกลิขสิทธิ หรือ ไม่ถูกลิขสิทธิ
แต่ผมก็ไม่ได้อะไรจากการใช้โปรแกรมของคุณอยู่แล้ว
แถมอีกอย่าง บน Ubuntu ไม่ได้มีแต่ซอฟท์แวร์ฟรีนะครับ ที่ต้องเสียเงินซื้อ License ก็มีเหมือนกัน
onedd.net
onedd.net
ผมแนะนำให้อ่าน reply ข้างบนของคุณ adamy ละกันนะครับ คนที่ทำงานจริงอยู่ในอุตสาหกรรม (3d/ graphics) จริง
ไม่คล้ายก็ช่วยไม่ได้ครับ ไม่มีเงินซื้อของที่คุ้นเคยก็ต้องซื้อของที่ถูกลงมา
ชินกับคอนโซลจาร์กัวร์ แต่มีเงินซื้อซิตี้ ก็ต้องขับซิตี้ครับ
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
แต่ถ้ามีรถคอนโซลจาร์กัวร์แต่ราคาซิตี้ คุณคิดว่ารถแบบนี้จะขายดีไหมครับ?
ดีครับ แต่เค้าไม่ขาย และมันเป็นสิทธิของเค้า
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
ใช่ครับ ผมคงไม่แปลกใจที่ว่า ทำไมซอฟท์แวร์เถื่อนมันถึงเป็นที่นิยมมาก
ผมอยากบอกว่า ถ้ามีอีกตัวคุณภาพเท่าซิตี้ ราคาเท่าซิตี้ แต่หน้าตาคล้ายๆจากัวร์ คนใช้อาจจะสนิทในที่จะใช้มากกว่าครับ
ไม่ใช่เสี่ยงซื้อซิตี้มาแล้ว ต้องมาปรับตัวกันขนานใหญ่
มันเทียบกับรถไม่ค่อยได้เพราะรถมัน "หน้าตา" เหมือนๆกันหมด พวงมาลัยที่เดียวกัน มีเบาะสามเบาะ ห้าที่นั่ง เข็มขัดนิรภัย เกียร์ อยู่ที่เดียวกันหมด ต่างกันแค่สีและหน้าตาเล็กน้อย
ประเด็นที่ผมพูดคือ ถ้ามีโปรแกรม 3D ที่การใช้อุปกรณ์คีย์บอร์ดและเมาส์ควบคุมโปรแกรมทั้งหมด มันเหมือนมายา คนใช้มายาจะใช้โปรแกรมนี้ง่ายขึ้น
ผมใช้มายาเพื่อทำโมเดลเกม ต้องการฟีเจอร์แค่ โมเดลลิ่ง แมเทเรียล เท็กซ์เจอร์ และ อนิเมชั่น (+ ประสิทธิภาพที่มันจะไม่แครชง่ายๆ) ก็พอแล้ว ซึ่งในมายามันรวมฟีเจอร์อีกมากมายมหาศาลบานตะไทที่ผมไม่เคยคิดจะใช้
ถ้ามีโปรแกรมที่ความสามารถแค่นี้ ราคาถูกมากๆ และหน้าตาเหมือนมายา ผมเองก็อยากลองใช้ดู
และมันไปแนะนำเพื่อนที่ใช้ได้ด้วยว่า "เฮ้ย มึงลองใช้ตัวนี้ดู เหมือนมายาเลย แต่ของแท้โคตรถูก"
มันบอกว่า "เออว่ะ ใช้ง่ายดี" มันก็มีโอกาสสูงที่มันจะเปลี่ยนมาใช้
แต่ถ้าลองไปแนะนำเบลนเดอร์ให้มัน ไม่ต้องรอถึง 5 นาทีมันคงบอกเลยว่า "โปรแกรมเหี้ยไรเนี่ย กูงง"
Same as Gimp vs. Photoshop
Same as Windows vs. Linux
Same as โปรแกรมทั่วไป vs. OpenSource ทั่วไป
Same as คนทั่วไป vs. คนในบล็อกนอน
ขออณุญาติครับ ... คิดว่าผมไม่เห็นด้วยเรื่องความเคยชิน กับ UI ของ Maya เทียบกับตัวอื่นๆครับ
ปกติแล้วโปรแกรม 3d Package ของบริษัทชั้นนำของโลกนั้นเป็นโปรแกรมที่ Optimize ขึ้นมาใหม่เฉพาะงานเลยครับ (ยกตัวอย่างว่า Massive ที่เราใช้กัน กับ Massive ใน Weta Digital นั้นแตกต่างกันในเรื่อง UI อย่างสิ้นเชิงเลยครับ ถาม Richard Taylor หรือ Steven เจ้าของ Massive ได้ครับ)
ส่วนที่เป็นความรู้เพียวๆนั้นคือเรื่องของ 3d และการ Adapt เข้ากับ Workflow ของบริษัทนั้นๆครับ ซึ่งคนเหล่านี้นั้นเป็นบุคลากรที่มีค่าของบริษัท 3d ทั้งหลายมากๆและค่าตัวดีกว่้ามากครับ
บริษัทบางที่ไม่ยอมซื้อ License โปรแกรมใหม่ให้คุณและสมาชิกทุกคนหรอกครับ เค้าต้องเลือก Software ที่เหมาะกับ Workflow เค้าแล้วถ้าหากเราอยากได้เงิน 85000 บาทต่อเดือน เราก็ต้อง Adapt ให้ได้กับทุก Software Package ครับ
แต่จะให้พูดก็พูดนะครับ ... งานที่ทำนั้นใช้ความสามารถของ 3d Package นั้นๆได้ครบถ้วนหรือเปล่าครับ ? ถ้ามันไม่ครบผมก็ไม่น่าจะเห็นความจำเป็นที่จะต้องไปใช้มัน เหมือนเอารถเฟอรารี่มา่วิ่งที่ 30กม/ชมน่ะครับ บริษัทผมเองทำหนัง 300 ล้านบาทก็ยังไม่เห็นทีม 3d เค้าใช้ความสามารถของ Maya ได้เต็มที่เลยครับ หาคนเขียน Mel มาทำงานยังยากเลยครับ
เรื่องของความคุ้นเคยนั้นเราอาจจะพลาดไปแล้วครับ ... พลาดที่โดนสอนให้ใช้ Hotmail ให้ใช้ IE6 ให้ใช้ Maya ให้ใช้ WindowsXP โดยที่ไม่เคยได้มีโอกาสทำความคุ้นเคยกับอะไรนอกจากนี้เลย ... ถ้าเด็กๆได้เริ่มเรียนจากหลายๆอย่างที่มันถูกลิขสิทธ์แต่ต้น ถ้าเค้าอยากหาโอกาสสำหรับโปรแกรมที่มันเหนือจากนั้นก็สามารถทำได้ครับ แต่เบสิกกับโปรแกรม Opensource ก่อนเพื่อให้เค้ามีทางเลือกก็ใช่ว่าจะสายเกินไปนะครับ
ขอบคุณครับ สวัสดีครับ
:: Take minimum, Give Maximum ::
ผมไม่เข้าใจที่ว่า ทำไมถึงเอา Massive มาเปรียบเทียบกับ Maya ทั้งๆที่มันไม่ใช่ 3D program แบบ Maya
แต่ผมเห็นด้วยในเรื่อง Workflow ของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ก็ปรับแต่งให้ Flow กันได้อย่างดีในทีมนั้นๆไปรวมไปถึง UI ด้วย แต่ละคนก็มี Shelfs, Scripts, และ Shotcuts เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น
ที่ผมพูดเพราะ ตอนนี้มันสายไปแล้วครับ ในสังคมการทำงานทุกวันนี้ เราใช้ IE6 Maya PhotoShop และโปรแกรมอื่นๆที่มันไม่ฟรี
ฉะนั้น ถ้าอยากให้คนเหล่านั้นใช้ของฟรี เอาของฟรีมาทำให้มันหน้าตาแบบที่เค้าคุ้นเคยมันจะไม่ดีกว่าหรือ?
ที่สำคัญ เราเอาโปรแกรมเหล่านั้นมาใช้ฝึกสอนแทนโปรแกรมจริงได้ด้วย เพราะเบสิคเหมือนกัน การควบคุมเหมือนกัน UI คล้ายๆกัน ไม่ต้องเรียนรู้ใหม่
ภาษาโปรแกรมพัฒนาจาก C C++ Java C# หน้าตาการเขียนเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง เพิ่มนิดตัดหน่อย แต่ก็เขียนเหมือนเดิม ทั้งที่โฟลวการทำงานต่างกันไปคนละชั้น มันทำให้โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่
มันก็เหมือนกับโปรแกรมอื่นๆที่คนใช้ไม่อยากใช้อะไรที่ไม่คุ้นชิน
พูดถึงคำว่า ชั้นนำในระดับโลก
ผมว่าคนใช้ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในบริษัทแบบนั้นกันทุกคนนะ
เห็นบริษัทส่วนใหญ่ใช้กัน 3 ตัว 3DMax Maya ไม่ก็ Blender นานๆทีจะมี LigthWave ZBrush หรืออื่นๆ
อยากบอกว่าบริษัทเล็กๆ พึ่ึ่งเปิด มักจะให้พนักงานเอาซอฟท์แวร์มาลงเองครับ บางบริษัทให้พนักงานซื้อเองเลยด้วย เพราะเป็นพนักงานรุ่นแรก
ไม่มีอะไรที่สายเกินไปครับ ผมว่าเราจะอยู่รอและจมปรักอยู่แบบนี้เหรอ มันอยู่ที่ว่าเราจะเริ่มเมื่อไหร่มากกว่านะ
ผมไม่โทษใคร ไม่รอใคร แต่ผมว่าเริ่มต้นที่ตัวเอง และบอกต่อกับคนอื่น ๆ ต่อไป อาจจะบังคับเค้าไม่ได้ แต่เป็นตัวอย่างให้เค้าได้ ไม่ว่าพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ รุ่นต่อมาจะได้มีต้นแบบที่ดี
สังคมด้านการใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เราขาดคนที่เป็นต้นแบบครับ เราขาดตรงนี้มาก ๆ ตอนเรียนปี 3-4 ผมคงโชคดีเข้าไปอยู่ในสังคมคนใช้ Mac ซึ่งเค้าเรียกร้องการใช้ซอฟต์แวร์สิขสิทธิ์สูงมาก ทำให้ผมซึมซับวัฒนธรรมส่วนนี้มา่เช่นกัน
เราเอาแต่บอกว่าหาซอฟต์แวร์ทดแทน เอาแบบฟรี ๆ เอาแบบไม่ลงทุน แต่เราลืมไปว่าทุกอย่างย่อมต้องมีการแลกเปลี่ยนทั้งนั้น เมื่อคุณอยากได้ อยากใช้แบบฟรี ๆ คุณก็ต้องแลกด้วยเรื่องอื่น ๆ ตามมา ถ้าอยากได้ระบบอีกแบบที่คุ้นเคยมา อาจจะสะดวกเพราะเคยเรียน หรือทำงานจากงานอื่น ๆ คุณก็ต้องลงทุนลงไปเช่นกัน
ผมเจอข้ออ้างในเรื่องความคุ้นเคยแบบนี้มาเยอะ ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของความมักง่ายมากกว่านะครับ
แล้วผมมองว่ามันกลับเข้าวังวนเดิม เฮ้อ .... ไม่มีเงิน แต่อยากได้ของดี เลยต้องละเมิดแค่นี้เองแหละที่ผมเจอ และกำลังเจออยู่ตอนนี้
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
อะไรคือสายเกินไปหรือครับ?
ผมตามอ่านความเห็นของคุณ Thaina มาหลายความเห็น งงว่าคุณกำลังพยายามบอกอะไรกับคนอื่นหรือครับ?
คุณกำลังบอกว่า ไม่ว่ายังไงการละเมิดลิขสิทธิ์เมื่อคนขายขายแพงเกินที่คุณจะซื้อไหวนี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องอย่างนั้นหรือครับ?
ทางออกของคุณคืออะไรกันครับ
คุณบอกว่าซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สหน้าตาไม่เหมือนซอฟต์แวร์แบบเดิมๆ
อันนี้แล้วแต่คนดูแลโครงการครับ บางโครงการก็บอกเลยว่าอยากเลียนแบบ บางโครงการก็เชื่อมั่นในความเป็นตัวของตัวเอง (เช่น Gimp) มีคนคิดอย่างคุณเยอะเหมือนกันครับ เลยมีโครงการเช่น GimpShop ที่พยายามทำหน้าตาให้คล้ายๆ PhotoShop แต่นั่นคือสิ่งที่คุณมี ซอฟต์แวร์สามมิติคนใช้อาจจะไม่เยอะพอที่จะสร้างกลุ่มคนที่อยากได้ Blender หน้าตาเหมือน 3dMax มันเป็นสิ่งที่คุณไม่มี
คุณบอกว่าโปรแกรมเมอร์เปลี่ยนง่ายเพราะภาษาโปรแกรมเหมือนกันหมด
หลายๆ คนแถวนี้ก็เปลี่ยนไม่ได้ครับ ผมเห็นบางคนยังซื้อ TextMate ใช้งานกันอยู่เลย
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ถ้าคุณอ่านความเห็นข้างบนๆ จะเจอกับประเด็น MATLAB ซึ่งแพงมากๆ และเปลี่ยนยากพอๆ กันกับโปรแกรมสามมิติที่คุณว่า เค้าก็พยายามหาทางแก้กันด้วยการซื้อจำนวนชุดน้อยๆ แล้วแบ่งๆ กันใช้งานเอา หรือกระทั่งไปต่อรองกับผู้ขาย
คนเราไม่เท่ากันอยู่แล้วครับ ผมเป็นโปรแกรมเมอร์อาจจะสบายกว่าในเรื่องนึง ผมอาจจะอยากเกิดมารวยสักพันล้านจะได้ไม่ต้องเขียนโปรแกรมอีกแล้ว แต่มันเป็นไปไม่ได้
ถ้าคุณเชื่อว่าคุณมีสิทธิทำผิด เพราะเหตุผลที่คุณว่ามาทั้งหมด คงไม่มีใคร (นอกจากตำรวจและเจ้าของลิขสิทธิ์) ไปห้ามคุณได้ครับ แต่สิ่งที่คุณทำมันก็ยังผิดอยู่ดี และคุณก็มีอาจจะมีปัญหาทางกฏหมายเข้าสักวัน
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
เค้าคงจะหมายถึงว่า การใช้งานของคนส่วนใหญ่นั้น มันฝังรากผูกขาดกับซอฟท์แวร์ไม่ตัวใดก็ตัวหนึ่งไปแล้ว มันก็ยากที่จะให้คนส่วนใหญ่นั้นพร้อมใจเปลี่ยนน่ะครับ ถึงแม้ว่าบางคนพยายามที่จะเปลี่ยนแล้วก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาอีหรอบเดิม เหตุผลก็เพราะคนส่วนใหญ่น่ะแหละครับ ตรงนี้ล่ะมั้งครับที่เค้าเรียกว่าสายไป
เมื่อไหร่คุณลิ่วจะหยุดพูดคำว่า "คุณ" ครับ ในเมื่อผมก็ย้ำไว้แล้วว่าตอนนี้ "ผม ไม่ ได้ ใช้"
ผมกำลังพูดในมุมว่า "ทำยังไง คนทั่วไป ถึงจะเลิกใช้"
และที่ผมพูดเพราะผมเกลียดคนบางคนที่เอาแต่พูดแคบๆว่า "เปลี่ยนไปใช้ตัวอื่น ไปซื้อของจริง"
คุณลิ่วเคยฟังผมบ้างรึเปล่าครับ?
ตอนนี้ผมเป็นโปรแกรมเมอร์ และผมรู้สึกว่าตอนที่ใช้ UBUNTU ผมก็ใช้ CodeBlock บนวินโดว์ผมก็ใช้ Express
แต่ผมจำได้อยู่ ว่าตอนที่ผมยังวาดรูปและทำ 3D ผมรู้สึกยังไงกับโปรแกรมที่เคยใช้
ผมพยายามชี้ปัญหาให้เห็น
แต่ดูเหมือนจะมีแต่คนที่หน้ามืดตามัวกับการถล่มคนอื่นสินะ
อืม ผมคงอ่านเร็วเกินไปนะครับ ต้องขอโทษด้วยที่กลายเป็นการออกความเห็นถล่มกันไปอย่างนั้น ผมรู้สึกว่าคุณกำลังบอกว่าการใช้งานผิดลิขสิทธิเป็นเรื่องที่ถูกเมื่อเรามีเหตุผลมากพอ ถ้าผมตีความผิด ผมก็ต้องขอโทษอีกครั้ง
คุณชี้ปัญหาให้เห็น ในฐานะที่ผมอยู่นอกวงการกราฟิก ผมตั้งคำถามว่าอะไรเป็นทางออกในเรื่องนี้ อะไรกันที่เป็นทางที่น่าจะลงตัว ทางออกในวงการอื่นๆ นั้นมีมาแล้ว เช่นการทำ "time-sharing" เพื่อให้ซอฟต์แวร์ถูกใช้งานให้มากที่สุด แล้วซื้อจำนวนไลเซสน์ให้น้อยที่สุด, ไปจนถึงการต่อรองกับเจ้าของลิขสิทธิ์เองก็ตาม
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
"คุณกำลังบอกว่าการใช้งานผิดลิขสิทธิเป็นเรื่องที่ถูกเมื่อเรามีเหตุผลมากพอ"
ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง รู้ทั้งรู้ว่้าผิดแต่คนเราต่างจิตต่างใจ ให้น้ำหนักความสำคัญในบางเรื่องไม่เท่ากัน ซึ่งยอมทำผิดในเรื่องบางเรื่อง เพื่อรักษาเรื่องที่คิดว่ามันสำคัญกว่า เช่น ปัจจัยทางด้านการเงิน, สิ่งแวดล้อม, และเหตุผลร้อยแปดที่จะยกมากล่าวอ้างกัน ณ ที่นี้ได้หมด ซึ่งโชคร้ายที่มีคนจำนวนไม่น้อย หรือเรียกได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ้ ให้น้ำหนักกับการเคารพสิทธิด้านซอฟท์แวร์ น้อยกว่าสิทธิด้านอื่นๆ จะผิดมั้ยถ้าผมจะบอกว่า การใช้งานผิดลิขสิทธิเป็นอาระยะขัดขืนที่ใครๆ เขาก็ทำกัน ถ้าจะแก้ไขปัญหา น่าจะมีมาตราการที่ใช้กับคนส่วนใหญ่ให้เด็ดขาดกว่านี้ ทำให้เค้ารู้สึกว่าถ้าทำแบบนี้แล้วมันคือความผิดจริงๆ น่ะแหละครับถึงจะได้ผล มันก็เหมือนความรู้สึกระหว่าง เวลาบี้มดตัวนึงกับเชือดไก่สักตัวความรู้สึกบาปมันต่างกันนะครับผมว่า...
อารยะขัดขืน ! ... นี่เรากำลังไปเรื่องการเมืองกันใช่ไหมเนี่ย //คุกๆๆ :P
ผมไม่เคยพูด ว่าการใช้ของผิด เป็นเรื่องถูก เมื่อมีเหตุผล
ผมยอมรับ เสมอ ว่าความผิดคือความผิด
แต่ผมคิดว่า คนทุกคนที่ด่าคนอื่น ควรหยุดฟังเหตุผล และเข้าใจถึงความจำเป็นของคนอื่น
และหยุดด่า เมื่อเหตุผลเพียงพอ
ไม่ใช่ผมคิดว่า มีเหตุผลเพียงพอ แล้วจะทำให้เป็นเรื่องถูกต้อง
แต่เพราะว่า เมื่อปัญหามีเหตุผลเพียงพอ นั่นหมายถึง มันแก้ไขอะไรไม่ได้ด้วยการด่ากัน
คนถูกด่าก็จะคิดว่า ทำไมกรูต้องโดนด่าวะ ในเมื่อกรูมีเหตุผลของกรู
เราควรไปแก้ไขกันที่ต้นเหตุของเหตุผลนั้น
ไม่ใช่คิดแต่ว่าทุึกคนจะทำสิ่งต่างๆอย่างถูกต้องได้เหมือนตัวเอง คิดแต่ว่าคนผิดไม่มีวันถูก คิดแต่ว่า การทำทุกสิ่งให้ถูกต้อง คือ ทุกคนต้องคิดเหมือนเรา
เหมือนที่คิดง่ายๆว่า ทุกอย่างต้องซื้อมาอย่างถูกต้อง ในเวลาที่เรามีเงินแล้ว แต่คนอื่นไม่มี
เหมือนที่คิดง่ายๆว่า ในเมื่อของต้องซื้อมันซื้อไม่ได้ ก็ต้องใช้ของฟรี ในขณะที่สังคมโลกความจริง งานที่ทำ บังคับให้คน ใช้ของที่ไม่ฟรี
+10
เพราะ commercial software มันดีกว่า มันถึงได้มีราคาไงครับ
ถ้าอยากได้ประสิทธิภาพก็ลงทุนซื้อรถแทรกเตอร์มาใช้
แต่ถ้าไม่อยากจ่ายก็ใช้ควายไถไป
แต่ไม่ใช่จะใช้แทรกเตอร์โดยการขโมยมา
+1 ล่อเป้า
ตัว Linux Kernel นี่มีราคาหลายล้านเลยนะครับ เพียงแต่เขาเลือกจะแบ่งปันมากกว่าขายเอาเงิน ต้องขยายความคำว่า "ดีกว่า" ให้ชัดๆ ครับ
การบอกว่า proprietary software เจ๋ง open source software ห่วย นี่เป็นการออกนอกประเด็นแบบพูดกันคนละเรื่องเลยล่ะครับ
หลายคนได้แสดงความเห็นไปแล้วว่า ปัญหาเรื่องไวรัส กับปัญหาสิทธิทางปัญญา อาจจะดูเกี่ยวเนื่องกัน แต่มันเป็นคนละเรื่อง ซึ่งผมก็เห็นด้วย
เรื่องไวรัส ไม่มีอะไรจะแชร์ ต่อให้ใช้ Software ถูกลิขสิทธิ์ก็อาจเจอได้เหมือนกัน ประเด็นคือหลักการใช้งานคอมพิวเตอร์ให้ปลอดภัยมันก็พอจะมีอยู่ เราควรทำความเข้าใจมัน มากกว่าจะหวังใจเอาเองอย่างไม่มีที่มาว่า มันควรจะปลอดภัย
ส่วนเรื่องปัญหาการละเมิดสิทธิทางปัญญา ถ้าจะพูดให้ประหนึ่งกล่าวขานถึงนคร Utopia (ซึ่งตั้งอยู่ไกลที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ที่รัชดา) ก็จะได้ประโยคมาตรฐานอยู่ 2-3 กลุ่ม: "ใช้ FOSS สิ", "ใช้ Linux สิ", "การละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องไม่ดี ต้องไม่ทำ"
การพูดอย่างงี้เป็นเรื่องง่าย แต่เรารู้ดีว่า มันไม่ได้เปลี่ยนอะไร การละเมิดลิขสิทธิ์ก็ยังจะมีต่อไป
ที่จริงแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะที่นี่ประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม มันไม่มีเหตุผลที่จะมาตำหนิหรือว่ากันในเรื่องนี้
คุณต้องเข้าใจว่า ไม่มีใครจะเลิกใช้งานซอฟท์แวร์เถื่อนเพราะโดนคุณด่าว่า "ขโมย!"
สิ่งที่ควรจะทำคือ "เริ่มจากตัวคุณ" ศึกษาใช้งานทางเลือกทดแทนเท่าที่จะทำได้ และให้ความรู้หรือแนะนำรวมทั้งช่วยเหลือกับใครๆ ที่คุณต้องการชักชวนให้เค้าค่อยๆ ปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดและการใช้งาน และหากถึงที่สุดแล้วมันไม่ได้ผล คำตอบของคุณคือ "อุเบกขา" เพราะมันไม่ใช่ว่าทุกปัญหาเราจะสามารถแก้ไขได้ หากเกินวิสัยที่จะจัดการหรือทำอะไรก็ต้องเข้าใจและปล่อยวาง ไม่งั้นจะเป็นทุกข์(จากการไปคอยเถียงกับคนอื่นๆ)
ส่วนในหลายกรณีที่อธิบายว่า มันมีความจำเป็นหลายอย่างที่ทำให้ยังต้องละเมิดอยู่
ก็คงไม่ถึงกับเหลวไหลไร้เหตุผล เพราะมันโยงไปได้อีกหลายปัจจัย แต่ละคนก็มีเหตุผลต่างๆ กันออกไป
แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า คุณต้องรู้ว่าสิ่งที่คุณกำลังทำเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง
การที่คุณจำเป็นต้องทำในสิ่งที่รู้ว่าผิดด้วยความคับแค้น เป็นเรื่องผิดหรือปล่าว? ผมก็ไม่มั่นใจ รู้แต่ว่าในมุมมองนี้มันชวนให้พยายามทำความเข้าใจได้ง่ายกว่า
ส่วนการพยายามอธิบายว่าความผิดของตัวเองเป็นเรื่องถูก อันนี้เป็นการกระทำที่น่าอาย
ผมเชยมาก เพิ่งจะได้ดู HANCOCK ไปเมื่อวันก่อน
มี dialogue นึงบอกว่า "It's not a crime to be an asshole, but it's very counterproductive" เออ... ผมว่าจริง
ในทิศทางเดียวกัน การละเมิดสิทธิทางปัญหา ไม่ได้ผิดอย่างกับไปฆ่าใครตาย แต่มันถ่วงความเจริญ
ไมโครซอฟท์ ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ก็เพราะ Windows เถื่อนนะ
คุณคิดไปเอง
แน่ใจ ...
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ไมโครซอฟท์ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เพราะเขามี "รายได้" ครับ
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
หลอกให้คนติดเถื่อนก่อน แล้วค่อยดำเนินการปราบจริงจังภายหลัง พอคนติดวินโดวส์แล้วก็มาซื้อกับตนไง มันถึงเกิดรายได้...จะหมายถึงงี้มังครับ... (คงเป็นได้แค่ในไทย)
เขามาหลอกตอนไหนหรือครับ
จากประวัติศาตร์คอมพิวเตอร์นี่ บิล เกตต์ เป็นคนแรกๆ นะครับที่เขียนจดหมายข่าวไปต่อว่าคนที่ก๊อปโปรแกรมเขาไปแจกจ่าย
LewCPE
lewcpe.com, @wasonliw
แนะนำให้อ่าน Hard Drive: Bill Gates and the Making of the Microsoft Empire ครับ แล้วจะรู้ว่า Bill Gates นี่เขียนจดหมายเปิดผนึกเพื่อต่อต้านการ copy ตัวซอฟต์แวร์ของเค้าตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทมาได้สักระยะแล้วด้วยซ้ำ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
โปรแกรมแคร๊กต่างๆ คือ กับดักของ hacker แล้วโปรแกรมเถื่อน ไม่มีการรับประกันหลังการขายนะจ๊ะ คุณไม่สามารถเอาของผิดกฎหมายไปฟ้องร้องกับใครได้
คนใช้โปรแกรมเถื่อนรู้ดีและยอมรับครับ
ในเมื่อเอาควายไปกินหญ้าในนาชาวบ้านก็ต้องยอมรับว่าชาวบ้านจะอัดยาฆ่าแมลงลงนาจนควายเราตาย เราก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเราเอง
ดูเหมื่อนเจตนาคุณดีครับ แต่การใช้ภาษาของคุณเสียดแทงเลยไม่มีใครอยากฟังที่คุณพูดคุณเขียนเท่าไหร่ ปรับซะนะครับ
ผมว่าคุณไม่ได้อ่าน คห. บนๆ นะครับว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่
ใช้คำว่า"ผมว่า" หรือครับ คุณรู้ได้ไงล่ะ ;P มีตาทิพย์หรือครับ
ฮ่าๆ ล้อเล่น
อ่านแล้วครับ ผมพูดเรื่อง "ภาษา" และ "วาจา" ครับ ไม่เกี่ยวกับ "เนื้อหา"
เนื้อหาดี แต่การนำเสนอ "เสียดแทง" มันดูไม่น่าฟังน่ะครับ
... แต่อย่างมากก็ format ^^
samsung ใหญ่แค่ใหน ?
https://youtu.be/6Afpey7Eldo
สงสัยอยู่อย่างเดียวคือ
ทุกอย่างที่จะทำมันมีต้องมีต้นทุนแน่นอน ในความหมายว่ายังไงๆ มันต้องมีต้นทุนอยู่แล้ว แล้วในเมื่อไม่อยากลงทุนซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ทำไมคนถึงไม่ยอมลงแรงและความพยายามที่จะเรียนรู้ทางเลือกอื่น ถึงแม้ว่าการเรียนรู้จะค่อนข้างลำบาก (learning curve สูง) คนจำนวนหนึ่ง มากน้อยไม่รู้ ยังคงเสี่ยงทำผิดกฎหมาย และละเมิดสิทธิ์คนอื่นอย่างหน้าตาเฉย บางคนก็ภูมิใจด้วย - -' แลกความสบาย (หรือเปล่าก็ไม่รู้) แล้วต้องหลบๆ ซ่อนๆ เมื่อมีคนมาไล่ตามจับ หรือเสี่ยงจากการโดน hack
แสดงว่าต้นทุนในการกระทำความผิดมันไม่สูงจริง เพราะถ้าสูงจริง คนคงเลือกทางอื่น (นอกจากคนที่ต้องการความตืนเต้น)
ใครตอบได้ช่วยตอบที
We need to learn to forgive but not forget...
We need to learn to forgive but not forget...
สิทธิ เสรีภาพพพพพพพพ
แต่ก็อย่าละเมิดสิทธิของผู้อื่น ที่จะเรียกร้องความชอบธรรมในผลงานของเค้าเหล่านั้นด้วย เวลามาขอตรวจค้น และจับกุมข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยนะครับ
Ford AntiTrust’s Blog | PHP Hoffman Framework
ที่จะทำผิดกฏหมาย?
เสรีภาพที่จะละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น?
ผมประชดน่ะครับผม
อืม ครับ
http://lib.blognone.com/Free_Software_Alternative
ผมเริ่มสร้าง List ไว้ตรงนี้แล้วกันครับ ใครมีเวลาก็อัพเดท เปลี่ยน Format ให้ตามสะดวกเลยครับ
ขอบคุณครับ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
4-5 ปีก่อนมีกระทู้เมพใน pantip.com เขาถามว่า...
"ผมเขียนโปรแกรมขึ้นมาตัวหนึ่ง โดยตั้งราคาขายไว้ที่ xxx บาท ซึ่งถูกมาก แต่ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึง crack โปรแกรมผมอีก .. ตอนนี้ผมได้วิธีแก้แล้ว โดยใช้โปรแกรมชื่อ yyy เข้ารหัสซอร์สโค้ดอีกที ซึ่งมันจะช่วยป้องกันการ crack ได้ระดับหนึ่ง แต่ราคามันแพงมาก ไม่ทราบว่าใครมี serial key บ้างครับ ผมขอหน่อย..."
อ่านแล้วก็ซึ้ง ไม่รู้ว่าเขาเขียนเล่นๆ เพื่อล่อเป้าหรือเปล่า
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ เข้ามาขำ
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่คนมีความรู้ทางด้านกฏหมาย นะครับ
แค่อยากช่วยออกความเห็นเท่านั้นเอง
สินทรัพย์ ในชีวิตประจำวัน ของพวกเราทุกคน เนียะ
หากเราตายไป บางอย่างมีการถ่ายโอนทางกรรมสิทธิได้ครับ
เช่นกรรมสิทธิในการถือครองที่ดิน ที่พักอาศัย รถยนตร์ เป็นต้น
ทั้งนี้เกิดขึ้นเพราะ กฏหมาย ขนบประเพณี กระแสแฟชั่น กฏหมู่ บีบบังคับเอาดื้อๆก็มี และอีกมากมาย
ตามแต่ท้องถิ่น หรือ ชุมชน นั้นๆ
ส่วนการถ่ายโดอนกรรมสิทธินั้นๆ ก็ขึนอยู่กับกรณีนั้นๆได้อีก
เช่น ให้โดยเสหน์หา ให้โดยแลกเปลี่ยน ให้โดยหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย และอีกมากมาย
ทรัพย์สิน ซึ่งในที่นี้เราโฟกัสที่ "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์"
"ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" มีการถือครองได้หรือเปล่า?
"ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" มีการถ่ายโอนถือครองได้หรือเปล่า?
ถ้า...มีได้ ก็คงหลีกไม่พ้นการแลกเปลี่ยนผ่านมาตราของเงินทองหละครับ
และราคาที่แลกเปลี่ยนกันนั้น ตามธรรมเนียมทั่วๆไป ก็มักจะขึ้นอยุ่กับการยินยอมพร้อมใจ ของทุกฝ่าย
บางคนก็ว่า "ของฟรีไม่มีในโลก"
แต่บางคนแย้งว่านอกจาก "ให้ฟรียังเคือง" แล้วยังมี "แถมตังค์ยังเคือง"
มี...
ของบางอย่างถูกบังคับให้ซื้อ...มี
ของบางอย่างถูกบังคับให้ขาย...มี
ของบางอย่างถูกบังคับห้ามซื้อห้ามขาย...มี
ของบางอย่างขายไปถูกบังคับให้ซื้อกลับมา...มี
ของบางอย่างซื้อมาแล้วถูกบังคับให้ขายกลับไป...มี
ของบางอย่างบังคับให้ซื้อได้อย่างเดียวห้ามขาย...มี
ของบางอย่างบังคับให้ขายอย่างเดียวห้ามซื้อ...มี
บังเอิญว่า "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" สนับสนุนการทำซ้ำอยู่ในตัวเอง
ถึงจะไม่ทุกชนิด ก็เถอะ
เลยมีคนอ้างว่า การทำซ้ำไม่ถือว่าเป็นการขโมย
นั่นทำให้ไปแย้งกับการถือครอง "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" ในฐานะสินทรัพย์ เข้าให้อย่างจัง
สมมุติว่าเราเข้าถือครองบ้านหลังหนึ่ง เพื่อ
เหตุผลแรก เข้าอยู่อาศัยเอง
ข้อสอง เป็นมรดกแก่ผู้สืบทอด
ข้อสาม แบ่งให้เช่า หรือ ให้เช่าทั้งหมด
ข้อสี่ ถือครองไว้เพื่อเก็งกำไร เผื่อว่าจะขายต่อได้ราคา
ข้อห้า ถือครองแทนคนอื่น
ข้อหก ถือครองร่วมกับคนอื่น
ข้อเจ็ด จำเป็นต้องถือครอง เช่นโดนบังคับให้รับผิดชอบ
และอีกมากมาย...
การถือครองไม่ได้มีเหตุผลเฉพาะจะเอาแต่ลาภผลอย่างเดียวเท่านั้น
ยังมีความรับผิด ต่อผลเสีย ที่เกิดจากการ สินทรัพย์นั้น เป็นมลภาวะอีกด้วย
จึงมีคนพยายามผลักไส "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" เพราะเป็นเผือกร้อนก็มี
โดยทั่วๆไปแกนของการถกเถียงมันไปจบที่ "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" นั้น
ถือครองได้หรือไม่ ถ่ายทอดกรรมสิทธินั้นๆได้หรือไม่ อย่างไร
ส่วนราคาซื้อราคาขาย เป็นประเด็นที่รองลงมา
บังเอิญไม่มีทักษะทางด้านกฏหมาย และภาษาฟรั่งมากพอ
ไม่งั้นจะพยายามบังอาจ แจกแจงถึงความแตกต่างของ
GPL BSD MIT CDDL EULA licence และอีกมากมายให้ท่านพิจารณา
โดยทั่วๆไปผมมีความเห็นว่า พยายามเกาะกลุ่ม ตามชุมชนของซอฟแวร์นั้นๆไปเรื่อยๆ
แล้วจะพอทราบพฤติกรรม และเจตจำนงที่แท้จริงของผู้ถือครอง "ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์" นั้นๆได้
และหากพึงพอใจจะรวมกลุ่มชุมชนใดๆแล้ว
ก็ให้ยึดเอาหลักใดหลักหนึ่งเป็นแกนไว้ก่อน
หากไปทำรสนิยมหลายหลายแล้ว งงตายห่านเลยท่าน
ในบางท้องถิ่น อาจมีประเพณีนิยมว่า ซอพแวร์คอมพิวเตอร์ มีเจ้าของ
และอาจมีธรรมเนียมอีกด้วยว่า หากไม่จ่าย ถือว่าทำผิดกฏยุทธภพ
การจะร่วมวงการใดๆ กับเจ้ายุทธภพทั้งปวง
ก็ควรจะทำให้ถูกธรรมเนียม ตามท้องถิ่นนั้นๆ
แถวๆบ้านเรา การทำซ้ำซอพแวร์คอมพิวเตอร์ ไม่ถือว่าเป็นความผิด
แต่เผยแพร่ ด้วยวิธีการใดการหนึ่ง มีกฏหมายบังคับใช้
รู้แบบมั่วๆ สั่วๆ อย่างนี้แหละท่าน
หากท่านใดเห็นว่าตกหล่น ผมยินดีอย่างยิ่งที่จะโดนตำหนิ และจะพยายามแก้ไข
และไม่ขอโต้แย้งใดๆ หากมีการทำซ้ำหรือเผยแพร่ และแม้แต่จะ "ไม่" ให้ให้เครดิต
ในฐานะที่ผมเป็นผู้เชียน หรือผู้แก้ไข หรือผู้เผยแพร่
เพราะแค่หากว่ามันคลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง ตามที่ควรจะเป็น
ก็รู้สึกว่าจะมีโทษภัย แก่ตนเองและผู้อื่น อยู่บ้าง
จึงกราบขออภัยที่ "ไม่" ขออ้างสิทธิในบทความ เฉพาะในกระทู้นี้
ส่วนท่านใดจะเอาไปใช้อ้างอิง โปรดรับผิดชอบไปเองแล้วกับ
กระผมขอปัดสวะให้พ้นหัว เอาตัวรอดเป็นยอดดี
ในเจตจำนงของกฏหมายนั้นๆ
บางหมู่เหล่า บางประเภท บางเวลา software licence
ในมุมมองของนักลงทุนแล้ว ไม่ได้ทำการปกป้องเจ้าของลิขสิทธิเลย
เป็นหนามตำตา หอกข้างแคร่ ของเจ้าของกรรมสิทธิใน software นั้นๆด้วยซ้ำ
หวังว่าผู้ถือครองกรรมสิทธิซอฟแวร์ทั้งหลายคงพอใจ
ของพระคุณที่อดทนอ่าน
โชคดีมีสุขครับ
ผมก็เป็นคนหนึ่งในอีกหลายๆคนที่ใช้ซอฟแวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้าถามผมว่าผมอยากใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์รึเปล่า ผมตอบโดยไม่ต้องคิดเลยว่าผมอยากใช้ แล้วทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ ก็มันเป็นการชั่งใจกันระหว่างความเสียหายหรือความไม่ปลอดภัยของซอฟแวร์เถื่อนกับเงินที่ต้องเสียไปกับค่าซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ อิอิ
ไม่เคยรู้สึกผิดกับการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนจนได้เจอกับตัวเอง
ตอนนั้นปี 4 ทำโปรแกรมขายจริงๆจังๆปรากฎว่าโปรแกรมขายดีมากครับ ขายไปได้กว่าหมื่นก็อปปี้ แต่เงินที่เข้ากระเป๋าผมหมื่นบาทถ้วนครับ... ไม่ต้องแปลกใจ เพราะผมขายได้จริงๆ 200 ก็อปปี้ ที่เหลืออีกหมื่นก็อปปี้โดนแครกขายครับ
จากนั้นจึงเข้าใจว่าการใช้ซอฟต์แวร์เถื่อนไม่ต่างกับการขโมยของไปใช้เลย
ตอนนั้นโวยวายครับ แต่ก็มานั่งคิดพิจารณา เอ... วินโดวส์ที่ใช้ก็ของปลอม... IDE ที่ใช้ก็ของเถื่อน... ฯลฯ เถื่อนหมดทุกอย่าง!! แล้วเราจะเอาสิทธิ์ที่ไหนไปโวยวายว่าเราโดนแครกล่ะเนี่ย ในเมื่อเราก็ใช้ของเถื่อนอยู่ เหอะๆ บาปกรรมมันตามทันจริงๆ
แต่กระนั้นก็ดี ผมก็ยังไม่มีเงินเพียงพอจะซื้อของจริงมาใช้ทั้งหมด ไม่ไหวหรอก สิ่งที่ผมทำหลังจากนั้นคือยังใช้ของเถื่อนอยู่ และถ้ามีเงินพอเมื่อไหร่ก็จะทยอยซื้อของจริงมา ซึ่งตอนนี้ซื้อ Windows ไปแล้ว อย่างอื่นก็ทยอยไล่ซื้ออยู่เท่าที่เป็นไปได้
ทางออกที่ดีที่สุดของปัญหา Software เถื่อนของคนไทยคือ
1. รัฐบาลสนับสนุน เห็นหลายประเทศที่ต้องการสนับสนุนด้าน IT จริงจังเค้ายอมออกเงินให้นักพัฒนาในประเทศเลย แต่เมืองไทย... พูดตามตรง... ฝันไปเหอะ!
2. Open Source
3. เขียนใช้เองเลย คนไทยใช้ของไทย (แล้วก็แครกของไทยใช้กัน ฮ่าาาา)
DroidSans
อ่า เห็นใจครับ
ในกรณีนี้ผมเจอกับซอฟท์แวร์พจนานุกรมของ สอ เสฐบุต ตอนนั้นรู้สึกว่าจะเวอร์ชั่น 5 ซื้อของแท้ แต่เจอมาตรการจำกัดการแคร๊กซะแบบว่า ... เซ็งเป็ด แต่ก็เข้าใจเขาครับ ก็ใช้ไป
ตอนนี้ อาศัยค้นหาจาก Google ให้พาไปยังพจนานุกรมออนไลน์ตามที่ต่าง ๆ แล้ว เฮ้อ! อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์แล้วสินะ ...
แนะนำ dict. ของ longdo ครับสามารถเพิ่มเข้าไปในช่องค้นหาของ browser ทั้ง IE กับ Firefox ได้ครับ มีความอ้างอิงจากหลายที
</mOkin™>มีความสุขที่พอดี กับชีวิตที่พอเพียง</mOkin™>
ใช้เหมือนกันค่ะ dict.longdo.com กับ www.dictionary.com
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ผมใช้ Meriam-Webster www.m-w.com
สมมุติว่าในสำนัก สิ้นเหลา มีการอบรมศิษย์ว่า...
"ห้ามถ่ายทอดวรยุทธของสำนัก ให้แก่คนนอกเป็นอันขาด"
"อย่างไร จึงเรียกว่าคนนอกครับ ท่านอาจารย์"
"นอกจากคนในแล้ว คือคนนอกทั้งสิ้น"
"แล้วอย่างไร จึงเรียกว่าคนในครับ ท่านอาจารย์"
"ก็นอกจากคนนอกแล้ว คือคนในทั้งสิ้น"
"โอ้ว...คำสอนของท่านอาจารย์ ล้ำลึกเกินกว่าที่ศิษย์จะเข้าใจได้"
"เจ้าจะเข้าใจ เมื่ออาจารย์เข้าใจนั้นแหละ"
"การถ่ายทอดแก่คนนอก มีผลเสียอย่างไรหรือครับ"
"เมื่อหลายสิบปีก่อนอาจารย์ทวดของเจ้าเป็นคนปากร้าย
ชอบดุด่าว่ากล่าวศิษย์อย่างเสียๆหายๆเสมอ
มีพ่อครัวของสำนักคนนึง ชอบแอบดื่มสุราซึ่งเป็นข้อห้ามของสำนัก
จึงไม่มีอาจารย์ท่านใดอนุญาติให้เค้าเรียนวรยุทธ
แต่อาจารย์ทวดของเจ้ามักไปดุด่าว่ากล่าว ทุบตีพ่อครัวของสำนักนั้นบ่อยๆ
พ่อครัวคนนั้นผูกใจเจ็บมาก จึงแอบดูศิษย์ สิ้นเหลา ฝึกวรยุทธทุกวัน
แอบเอาไปหัดเองโดยไม่ได้รับอนุญาติ
เมื่อถึงวันหนึ่งเมื่ออาจารย์ทวดของเจ้าเข้าไปทุบตีและด่าว่าพ่อครัวคนนั้นอีก
พ่อครัวคนนั้นจึงฉวยโอกาส ทำร้ายอาจารย์ทวดของเจ้า แล้วหลบหนีไปไม่กลับมาอีกเลย
อาจารย์ทวดของเจ้าบาดเจ็บและถึงแก่ชีวิตในที่สุด
บรรดาศิษย์สิ้นเหลาเจ็บแค้นมาก ประกาศว่าหากพบคนนอกใช้วรยุทธของสิ้นเหลา
จะฆ่าท้งให้หมด"
"แล้วพ่อครัวคนนั้น ถือเป็นคนนอกหรือคนในครับ"
"แล้วทายาทของพ่อครัวคนนั้นเป็นคนนอกหรือคนในครับ"
"เจ้าจะรู้ ก็เมื่ออาจารย์รู้นั้นแหละ"
บางสำนักสิ้นเหลาซีเรียสมาก
เพราะวรยุทธของสำนักเป็นเหมือนเครื่องหมายทางการค้า
มีความเป็นเอกเทศมาก หากมีคนเอาไปใช้ก่ออาชญากรรม
ความผิดจะตกอยู่กับสำนักสิ้นเหลาโดยdefault เพราะปรกติไม่มีโอกาสเลยที่คนนอกจะได้เรียน
เพราะไปตามฆ่าทิ้งหมดเลย
ผมดัดแปลงมาจากนิยายกำลังภายใน ของท่านกงยิ้ม
ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ว่าท่านกงยิ้มจะเห็นผมเป็นคนนอกหรือคนใน
และผมก็ไม่ทราบว่า ท่านกงยิ้มจะส่งศิษย์ของท่านมาทำร้ายผมหรือเปล่า
เพราะผมจะรู้เรื่องนี้ได้ ก็ต่อเมื่อท่านอาจารย์รู้
อาจารย์เล่าว่า ท่านอาจารย์ปู่ฉุนขาดทันที ที่เห็นตอกุนเปรี้ยว
ใช้หมัดสิบแปดอะรันหอ รับมือกับสามศักดิ์สุดมั่วซั่ว
อาจารย์ปู่ตรงเข้าหา ท่านเกี้ยงอั๊กเพื่อจะเอาเรื่องทันที
"ท่านเกี๊ยงอั๊ก ตอกุนเปรี้ยว เป็นคนในหรือคนนอก"
แต่จริงๆแล้ว ท่านตอกุนเปรี้ยว
เลียนแบบท่ามวย จากตุ๊กตา(robot)
ที่คุณหนูเกี้ยงซวย ยกให้เมื่อหลายปีก่อน
โดยที่ท่านตอกุนเปรี้ยวไม่ได้คิดอะไร
เห็นโรบอทมันตลกดี เลยจำท่าทางมันมา
หากท่านกงยิ้มเจ้าของบทประพันธ์มาพบเข้าจะหาว่าผมล้อเลียนมั้ย
คนที่ชอบงานของท่านกงยิ้ม จะเกลียดผมมั้ย
คนที่เกลียดผมอยู่ก่อนแล้วจะเกลียดผมมากขึ้นมั้ย
นวนิยายของท่านกงยิ้ม พิมพ์จำหน่ายนะครับ
โอกาสที่จะได้อ่านฟรีคือ ขโมย ยืม เจอหล่น หรือมีคนเล่าให้ฟัง
หากมีคนมาดัดแปลงนวนิยายของท่านกงยิ้ม
กฏหมายมีบทลงโทษนะครับ
อ่านมาแล้วสงสัยว่าประเด็นที่จะสื่อคืออะไรหรือครับ
ผมไม่ค่อยได้อ่านงานพวกนี้เลยไม่ค่อยเข้าใจนะครับ
แต่ถ้าเขียนขำๆ อันนั้นพอจะเข้าใจครับ
อ่านเยอะจนตาลาย - -''
ปล. ส่วนตัวชอบใช้ Ubuntu มากๆ แต่... ออฟฟิสเค้าใช้ M$ Office กันหมด + เกมส์ออนไลน์มันซัพพอร์ทแต่ Windows ก็เลย ...
/หนีไปนอน
เหมือนกันเลยค่ะ เหตุผลหลักใหญ่ใจความตอนนี้ที่ใช้ Windows เพราะเกมส์ออนไลน์นี่แหละ
มีเพื่อนคนนึง เคยใช้ Ubuntu ก็ไม่ได้ลำบากอะไร แต่พอชวนเล่นเกมส์เท่านั้น เขาถึงกับต้อง format เครื่องแล้วลง Windows 555+
บลอกของ natty
บลอกของ natty
มี Wine ที่พอช่วยได้ครับ
ผมสนใจการใช้:
ว่า combo ไหนจะลดค่าใช้จ่ายโดยรวมได้มากกว่ากัน คงความเข้ากันได้กับองค์กร และอื่น ๆ
ลองแล้วครับ ช่วยได้แต่ไม่ทั้งหมดครับ
มีวรยุทธบางสำนัก ได้รับอิทธิพลจากวรยุทธจากสำนักอื่นๆอยู่มาก
แต่ศิษย์ในสำนักนั้นๆ มีความเห็นว่าเพื่อ "การศึกษา" ศิลปยุทธเหล่านี้ควรมีไว้เพื่อรับใช้มวลชน
แต่เมื่อศึกษาค้นคว้าไปเรื่อยๆ ได้ร่วมกับสำนักที่สังกัดคิดค้นวรยุทธใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่ำเสมอ
อยู่มาวันหนึ่ง มีพ่อค้ามาอ้างสิทธิในวรยุทธนั้นๆ
ว่าวรยุทธนั้นๆ พวกเค้าถือครองมาก่อน สามารถใช้เป็นสินค้า
สามารถถือครองเพื่อการลงทุนได้ ไม่สามารถโอนถ่ายกรรมสิทธิได้หากเจ้าของเดิมไม่อนุญาติ
นั่นยังไม่พอ ดันเอาวรยุทธนั้นๆ ไปขายให้สำนักอื่นๆ
ซึ่งสำนักนั้นๆ ก็มีวัตถุประสงค์ในการดำรงอยู่ เพื่อการศึกษาของเยาวชน เพื่อมวลชนเช่นกัน
พ่อค้านั้นๆ ขายในราคาแพงยังไม่พอ ดันมาเอาเครดิตของสำนักอาจารย์และนักศึกษานั้นๆไปอ้าง
เพื่อเหตุที่จะขายสิทธิบัตรในวรยุทธนั้นๆได้ง่ายขึ้น ราคาดีขึ้น
เมื่อเอาไปร้องเรียนต่ออาจารย์ อาจารย์กลับเห็นไม่ตรงกัน
นอกจากปฏิเสธความเห็นของบรรดาศิษย์ ยังให้การสนับสนุน เจ้าของสิทธิบัตรหนักขึ้นกว่าเก่าอีก
นักศึกษานั้นๆ จึงลาออกจากสำนัก คิดค้นวรยุทธใหม่ๆ
โดยมีเจตนาอย่างยิ่งยวดว่า จะต้องไม่มีใครอ้างสิทธิในการครอบครองวรยุทธนั้นๆได้
นอกจากมวลชนเท่านั้น
จึงประกาศว่า ใครเอาวรยุทธใหม่นี้ไปใช้ ห้ามอ้างสิทธิใดๆทั้งสิ้น
หากมีการดัดแปลง ทำซ้ำ แก้ไข ควบรวม เก็บรักษา เผยแพร่ในวิธีใดๆก็ตาม
ห้ามปกปิด ขั้นตอนกรรมวิธี ในการดัดแปลงทำซ้ำ เก็บรักษา หรือเผยแพร่ไม่ว่ากรณีใดๆ
ในกรณีนี้มีผู้ถือครองสินทรัพย์นั้นๆหรือไม่? อย่างไร?
ต้องใช้พลังงานในการประมวลผลอย่างมากเลย
จริงๆ มันเป็นความผิดต่อเนื่อง ตั้งแต่ที่วรยุทธิ์โดนขโมยมาแล้ว แต่มันดันใช้งานได้ดี ผู้คนเลยนิยมกันและขาดไม่ได้
ผิดหรือ ที่เจ้าของจะมาทวงคืนสิทธิ
เจ้าของใจร้ายไหม ที่ไม่สงสารเยาวชนที่กำลังเรียนรู้
เยาวชนก็มีทางออกที่ดี ที่คิดจะช่วยเหลือตัวเอง มากกว่าที่จะใช้ของคนอื่นที่เขาไม่เต็มใจให้ฟรี
จริงๆ เท่าที่ทราบ หลายๆ สำนัก ก็สนับสนุนการเรียนรู้ของเยาวชนอยู่แล้ว
แต่หลายๆ คนที่ไม่ได้เป็นเยาวชน ก็ว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เหมือนกันล่ะว่าใจร้าย
หากทั้งสองฝ่าย คิดถึงใจเขา ใจเรา ก็ไม่มีใครผิดหรอกค่ะ เดินมาเจอกันที่ครึ่งทาง
"ทำผิดจนชิน ไม่ได้หมายความว่าความผิดนั้นเป็นเรื่องธรรมดา"
บลอกของ natty
บลอกของ natty
ในวัฒนธรรมของเรา
การต้องจ่ายเงินซื้อสินค้า ที่มีเจ้าของอ้างสิทธิ ทางการค้นคว้า
ไม่มี...ไปนานแล้ว
ผมไม่ทราบว่า ทางท้องถิ่นที่ยังอนุรักษ์ประเพณีการจ่ายเงินค่าวิชา
เค้าใช้กลไกใดๆ ในการอนุรักษ์เอาไว้
คือถ้าอยากให้เจ้าของลิขสิทธิ์เข้าใจและอนุโลมให้ในบางกรณี
จำเป็นจะต้องแจกแจงให้พวกเค้าเข้าใจ
ว่าศิลปะวิทยาในวัฒนธรรมเรา ไม่นิยมคิดราคาแพง
หากมีใครคิดราคาของพวกนี้แพง ในบางท้องถิ่นของเราจะโดนตำหนิด้วยซ้ำ
หาว่าหากินกับเด็กนักเรียน
ในบางวัฒนธรรมจะไม่เผยแพร่ความรู้ใดๆทั้งสิ้น
กับคนที่ไม่สามารถยอมรับกฏเกณฑ์ หรือความเชื่อของต้นสังกัดได้
เมื่อเค้าปกปิด เค้าเลยคิดราคาแพงได้เท่าไหร่ก็ได้ ตามแต่ที่ได้ตกลงกันไว้
มองในมุมมองของการขายซอฟแวร์ ในแง่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
จะให้เค้าขายให้ในราคาถูก หรือให้ฟรี หรือแถมตังค์ให้อีกด้วย
ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน และบางทีต้องแจกแจงให้สาธารณะชนได้รับรู้ด้วย
ว่าแลกอะไรกัน ใครได้อะไรใครเสียอะไร
บางท่านเลือกที่จะจ่าย เพื่อให้ได้ยี่ห้อของเจ้าของลิขสิทธิมาประดับ
เพราะถ้าใช้ชื่อของหมู่เหล่าตน ขายไม่ได้ราคา หรือต้องโดนบังคับแจก
เจ้าของลิขสิทธิมีความสามารถมากมายครับ
หากเค้าอนุโลมให้ใช้ฟรีในฐานะคนนอกวงการ หรือเพื่อการศึกษาก็อย่างหนึ่ง
แต่ในฐานะผู้ร่วมอาชีพ หากไม่จ่าย
เค้าอาจเลือกเตะสะกัด
ไม่ต้องแปลกใจที่คนในวัฒนะธรรมไม่จ่าย
ค่าแรงงาน หรือราคาของผลิตภัณฑ์ ที่ทับซ้อนกับศิษย์สำนักเค้า จะขายไม่ได้ราคา
เพราะเค้ายังเห็นว่า คนไม่จ่าย เป็นศัตรูทางการค้าอยู่ดี
สำหรับผมแล้วก็เริ่มมาใช้ Freeware กับ Opensource ตั้งแต่ ม.2 นะครับ (ช่วง ม.1 นี่ Crack กระจาย) ซึ่งตอนนี้เหลือเถื่อนอยู่ไม่กี่ตัว (คือ Windows และ Adobe Photoshop CS2 อันที่จริงผมมีคีย์ OEM ของ Windows อยู่นะ แต่ยังไม่ได้ Activate กับอันนี้)
สำหรับงานที่ อ.สั่ง อ.มักจะให้ใช้ doc Angsana 16pt แต่ผมจะดันทุรังส่งไปเป็น PDF ฮ่าๆ (บางทีก็แนบ odt ไปด้วย แต่ไม่เคยส่งงานเป็น doc) ผลก็คือมักจะโดน อ.ว่าอยู่เป็นประจำ ซึ่งผมก็ตอบไปแค่ว่าไม่อยากขโมยใช้ ms office แค่นั้นแหละ เหอๆ
ผมมีเพื่อนคนหนึ่ง ที่เทิดทูนซอฟท์แวร์เถื่อนมากๆ เท่าที่ทราบมาคือทั้งเคืร่องจะเป็นเถื่อน 90% (และหลายๆครั้งก็พยายามเอาซอฟท์แวร์เถื่อนมาให้ผมใช้) ซึ่งก็ทำให้ทะเลาะกันเป็นประจำ (ก็ผมทำถูกแล้วอ่ะ ยังจะให้ผมกลับไปทำผิดอีก - -")
ตอนนี้ซอฟท์แวร์เครื่องผมจมีดังนี้ครับ
Microsoft Windows XP services pack 2
XnView
Adobe Photoshop CS2
Notepad++
Apache2 php MySQL (AppServ + Custom Config)
Windows Media Player 11
OpenOffice.org 3.0
Opera
Orbit Downloader
FileZilla
Jahshaka
Foxit Reader
StarDict
Windows Live Suite (Wave 3 beta)
EASEUS Partition Manager Home Edition (ใช้แทน Partition Magic) บางกรณีใช้ Gparted
TUGZip
และอื่นๆอีกมากมาย
ผมเคยเปลี่ยนเพื่อนผมคนหนึ่งให้มาใช้ OpenOffice.org ได้สำเร็จ แต่สุดท้ายก็ต้องกลับไปใช้ MS Office เพราะว่า อ.สั่งงานแต่ MS Office เสียดายจริงๆ
แต่ก็น่าแปลก ผมชักชวนคนให้มาใช้ OpenSource ไม่ค่อยได้เลย เหอๆ
+ 20
ชื่นชม สนับสนุน และเห็นใจในความพยายาม
ขอสนับสนุนคนที่ทำและมีความคิดในสิ่งที่ถูก(ตามกฏหมาย) ครับ
เริ่มที่ชุมชนไกล้ตัวก่อนแล้วค่อยขยายผล ผมพยายามทำอย่างนั้ยอยู่เหมือนกันแต่ยังชวนคนมาใช้ OO.o ไม่ได้เลย ออได้หนึ่งคนตอนที่เขาหาแผ่นลงไม่ได้แล้วต้องรีบทำงาน ผมเลยบอกว่าไปโหลดมาใช้ดูละกัน
ส่วนตัวแล้้ว ไปโหลดสารพัดโปรแกรมฟรีมาจาก portableapps.com (มี OO.o portable ด้วย) เก็บใส่ flash drive หรือ SD card เอาไว้
เวลาไปใช้เครื่องที่ไม่มีโปรแกรม หรือใครต้องการใช้งานอะไร ก็เอาไปเสียบแล้วทำงานได้เลย ไม่ต้องติดตั้ง ชีวิตสะดวกขึ้นแยะ
บนแฟลชไดรว์ของผมก็มีโปรแกรม portable อยู่หลายตัวครับ (แต่ไม่ค่อยได้มาจาก portable apps ครับ จากค่ายนั้นรู้สึกมันช้าลงไปเยอะ)
บนแฟลชไดรว์ก็จะมี
OpenOffice.org
Opera
FileZilla
Notepad++
aMSN
XnView
และอะไรไม่ทราบอีกสี่ห้าตัว ลืม - -"
Jashaka โอมีคนใช้แล้วยังไม่กล้าลองเลยกลัวมันปิดไปอีกรอบ
ตอนนี้ใช้ OpenOffice อยู่ แทบไม่ต่างจาก MS Office เลยครับ
oxygen2.me, panithi's blog
Device: ThinkPad T480s, iPad Pro, iPhone 11 Pro Max, Pixel 6
ที่เขียนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหลงเหลง
อยากจะปูเรื่องเอาไว้คราวๆ จะได้เล่าต่อได้ แต่แป๊ก...เหอๆ
ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ท่านผู้อ่าน สับสนอะไรนะครับ
ยกตัวอย่าง ลิขสิทธิของ BSD แจกแจงไว้ว่า
อนุญาติทุกอย่าง จะแก้จะไข ดัดแปลง จะซื้อจะขายอย่างไรไม่ว่า
เพียงแต่หากเผยแพร่ source จะต้องให้เครดิตว่าเป็นของเจ้าของเดิม ที่สืบๆกันมาเท่านั้น
ส่วน MIT licence คนที่เข้าแก้ไข ดัดแปลง สามารถอ้างสิทธิ์ในการถือครอง เฉพาะส่วนนั้นๆได้
CDDL ห้ามแก้ไขอะไรทั้งนั้น มีโค๊ดให้อ่านก็บุญแล้ว
ส่วน EULA มีส่วนที่ปกป้องผู้ได้รับความเสียหาย จากการใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆด้วย
ถ้าจ่ายเงินซื้อตามทำนองครองธรรม
จะลงทุนในธุรกิจซอพแวร์ หากยังหาเหตุผลดีๆ ในการจ่ายเงินค่าครูไม่ได้
ก็มีทางเลือกที่จะใช้ของที่เจ้าของเดิมอนุญาติ
เพี่ยงแต่ต้องยอมรับผลกระทบจากการไม่มีผู้รองรับผลดีผลร้าย แบบเป็นทางการได้
ถ้าหากหวังผลเลิศ ไม่สวามิภักดิ์ขาใหญ่ ให้พวกเค้าคุ้มกระบาน
ก็ต้องลงทุนลงแรงเองทั้งหมด ใครมีลู่ทางก็ ยินดีด้วยครับ
ส่วนหากใช้เพื่อการศึกษา หรือความบันเทิงเฉพาะในครัวเรือน ไม่ได้ทำมาหากิน
ก็ตามแต่ความเห็นของท่านครับ ไม่ขอออกความเห็นในส่วนนี้
ในการถือครองเพื่อให้เกิดมูลค่า เช่นมีเจตนาจะขายกิจการนั้นๆต่อ
การจะอ้างว่ามีการนับซอฟแวร์ ใดๆรวมเข้าไปกับมูลค่าสินทรัพย์
มันต้องมีตัวตนจริงในโลกบัญชี
มันต้องมีที่มา มีการเดินทางมาของมัน
มันจะอยู่ที่สินทรัพย์นี้ด้วยอาการอย่างไร นานเท่าไหร่ ด้วยมูลค่าเท่าไหร่
คนที่มาจากวัฒนธรรมอย่างนี้ มาเจอคนที่เห็นของพวกนี้ไม่มีราคาเข้า
เค้าก็ขอบายครับ คุยกันไม่รู้เรื่อง
นี้หมายเอาเฉพาะท่านที่มีการลงทุนทางนี้นะครับ
คนที่ไม่ได้ใช้เพื่อการค้าไม่ต้องสนใจก็ได้
ราคาของซอพแวร์ บางทีไม่ได้ขึ้นกับคุณภาพโค๊ด หรือประสิทธิภาพของมัน
หรือบริการหลักการขายครับ
ในบางวัฒนธรรมมันอยู่ที่ เค้าครอบครองมันได้จริงหรือเปล่า
ขายต่อได้หรือเปล่า มีการถือซ้ำซ้อนหรือเปล่า
เค้าถือไปอยู่ดีๆมีคนมาอ้างสิทธิ์ทับเค้าหรือเปล่า
มีผลิตภัณฑ์นี้ในตลาดกี่อัน มีของที่ทดแทนมันได้มั้ย
มีคนตั้งองค์กรขึ้นเพื่อถือครองอากาศอะไรก็ได้
หากมีคนเชื่อว่ามันมีตัวตนจริง และขายได้ราคา
จริงๆเล่าเป็นสำนวนกำลังภายในจะพริ้วกว่านี้หน่อย
แต่ดูท่า ท่านผู้อ่านจะไม่ชอบ
เดี๋ยวจะปรับเปลี่ยนให้ครับ
ในฐานะนักเรียนนักศึกษา การที่เราใช้ source code ของสำนักใดสำนักหนึ่งในการศึกษา
ของทั้งตนเองและผู้อื่น บางท่านจดจ่อกังวลว่า มีบาง licence จะปกปิดเมื่อไหร่ก็ได้
ถ้าเห็นเค้าท่าไม่ดี ไม่ได้เปรียบทางการค้า เค้าจะปกปิดมันทันที
และในบาง licence สถาบันศึกษาจะต้องจ่าย เพราะเค้าเห็นว่าสถาบันศึกษาคือมืออาชีพ
มีการรับลาภผลจากการจ่ายค่าเล่าเรียน หรือจำหน่ายอุปกรณ์ทางการศึกษา
อันนี้หมายถึง software ที่เปิดเผย source code
ไม่ใช่ไม่ชอบนะครับ แต่มันต้องอาศัยพลังอยู่มิใช่น้อย
onedd.net
onedd.net
ข้าน้อยพลังวัตรยังมิถึงขั้น มิอาจเข้าใจความนัยของท่านผู้อาวุโสได้ ขอผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ :P
ที่บริษัทผมใช้ open source 100% ใครเข้ามาบังคับให้ใช้หมดถือเป้นนโยบายของบริษัทเลย ไม่ถึงสองอาทิตย์ใช้งานกันสบายเลย
ส่วนเรื่องจ่ายหรือไม่จ่าย สำหรับผมในฐานะค่าครู
หากครูไม่มีจริยาเป็นโจร
หรือเลี้ยงโจรไว้ หรือจะให้เราเป็นโจร
ผมจ่าย...
Pages