Health
Web Service ช่วยควบคุมความดันโลหิตสูง
Submitted by pawinpawin on 25 June, 2008 - 13:24. tags:ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่มักจะมีปัญหาควบคุมความดันโลหิตของตนไม่ได้ ได้มีการศึกษาที่จะประยุกต์เอา Web Service มาช่วยควบคุมความดันโลหิต
การทดลองนี้ทำโดยแบ่งกลุ่มผู้ป่วยเป็นสามกลุ่ม คือกลุ่มที่รักษาตามปกติ, กลุ่มที่วัดความดันโลหิตแล้วส่งผลให้แพทย์ผ่านทางเว็บ, กลุ่มที่ส่งผลร่วมกับการให้คำปรึกษาจากเภสัชกรทางเว็บ จากการเปรียบเทียบผลที่ผ่านไปเป็นเวลา 1 ปี พบว่า อัตราส่วนผู้ป่วยที่ควบคุมความดันโลหิตได้ในกลุ่มที่ส่งผลและได้รับคำปรึกษาทางเว็บมากกว่า กลุ่มที่รักษาตามปกติอย่างชัดเจน (56% กับ 31% p<0.01)
อย่างไรก็ดี มีข้อถกเถียงว่า การใช้ Web Service มาช่วยอาจทำได้ยากในความเป็นจริง เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับการเข้าถึงเว็บในประชาชนส่วนใหญ่ (ซึ่งในเมืองไทยคงเป็นปัญหามากเพราะเท่าที่เจอเกือบ 80-90% ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมักเป็นวัยกลางคนขึ้นไปซึ่งมักจะไม่รู้จักคอมพิวเตอร์)
ออสเตรเลียทำสถิติคนอ้วน แข่งกับอเมริกา
Submitted by zybernav on 19 June, 2008 - 21:58. tags:จากการสำรวจโดย Baker Heart Institute ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในออสเตรเลียเมื่อปี 2005 พบว่า 70% ของผู้ชาย และ 60% ของผู้หญิงที่มีอายุในช่วง 45-65 ปี มีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index: BMI) มากกว่าหรือเท่ากับ 25 (>25 = น้ำหนักเกิน, >30 = โรคอ้วน) ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าในอนาคตจะมีจำนวนผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่เกิดจากความอ้วน ทั้งโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเข่าเสื่อม นี้เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
จากรายงานนี้ทำให้มีการรณรงค์ให้มีการลดน้ำหนักในระดับชาติ และให้งบประมาณสนับสนุนสำหรับสถานที่ออกกำลังกายอีกด้วย
ไม่รู้ว่าต่อไป จะมีประเทศในทวีปเอเชียเข้าแข่งกับเขาด้วยหรือเปล่า
ที่มา Physorg
ความพยายามของมนุษย์ในการค้นหาสารที่มีคุณสมบัติทดแทนเม็ดเลือดแดงเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น
Submitted by zybernav on 17 June, 2008 - 03:06. tags:วารสารทางการแพทย์ Journal of Trauma เดือนมิถุนายน ได้ตีพิมพ์เกี่ยวกับผลการใช้สารทดแทนเลือด ในระยะที่ 3 (Phase III) เป็นครั้งแรก
การทดลองนี้ นำโดย UCLA ทำการเปรียบเทียบการใช้สารทดแทนเลือด กับเลือดปกติที่ได้จากการบริจาค ในประเทศสหรัฐอเมริกา อัฟริกาใต้ และทวีปยุโรป เป็นเวลา 6 สัปดาห์ โดยมีผู้ป่วยเข้าร่วมในการวิจัยนี้เป็นจำนวน 688 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก (Orthopedic surgery) และจำเป็นต้องได้รับเลือด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับเลือดตามปกติ 358 คน และกลุ่มที่ได้รับสารทดแทนเลือดนี้ 350 คน
สารทดแทนเลือด ที่มีชื่อว่า HBOC-201 นี้ ผลิตโดยบริษัท Biopure Corporation โดยทำการสกัดจากวัว ข้อดีของ HBOC-201 นี้คือ สามารถเก็บไว้ได้ 3 ปีที่อุณหภูมิห้อง และไม่จำเป็นต้องทำการตรวจความเข้ากันได้กับเลือดของผู้ป่วย (cross-matched)
การวิจัยครั้งนี้พบว่า การใช้ HBOC-201 สามารถลดความจำเป็นในการใช้เลือดลงได้ 59% โดยที่สามารถให้ผลการรักษาที่ดีได้ ในกลุ่มคนไข้ที่มีอายุน้อยกว่า 80 ปี
ส่วนผลข้างเคียงนั้น พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่ได้รับ HBOC-201 (5%) เทียบกับ ผู้ป่วยที่ได้รับเลือด (3%) ในกลุ่มที่ต้องการเลือดปริมาณมาก (ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ) ส่วนความผิดปกติอื่น ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายที่พบก็คือ สีผิวมีการเปลี่ยนแปลง ความดันเลือดสูงขึ้น และความผิดปกติของเอนไซม์ในเลือดบางชนิด
จากผลวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีความเห็นว่า HBOC-201 นี้มีประโยชน์ในกรณีที่ไม่สามารถให้เลือดกับผู้ป่วยได้ เนื่องจากภาวะเม็ดเลือดแดงแตกจากระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ และผู้นับถือบางศาสนาที่ไม่สามารถรับเลือดจากผู้อื่นได้
ความพยายามในการคิดค้นสารทดแทนเลือด เกิดขึ้นจากความขาดแคลนเลือดในการใช้รักษาพยาบาลที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่มา Journal of Trauma, Physorg
การผ่าท้องคลอด อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหอบหืดในเด็ก
Submitted by zybernav on 13 June, 2008 - 22:20. tags:นักวิทยาศาสตร์จาก University of California ได้รายงานถึงการค้นพบ ความแตกต่างของระบบภูมิคุ้มกันที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ในช่วงแรกเกิด โดยทำการตรวจตัวอย่างเลือดที่ได้จากสายสะดือเด็กแรกเกิดโดยวิธีผ่าท้องคลอด (Cesarean section) จำนวน 50 คน และเด็กที่ตลอดโดยวิธีธรรมชาติ 68 คน โดยเด็กทั้งหมด มีพ่อ หรือแม่คนใดคนหนึ่งมีประวัติของโรคภูมิแพ้ หรือหอบหืด พบว่า เด็กที่คลอดโดยวิธีผ่าท้องคลอด มีจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells น้อยกว่า และมีระดับของสารในระบบภูมิคุ้มกันอย่าง Interleukin-4 และ Interleukin-13 มากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ
โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ระดับของ Interleukin-13 ในเลือด ที่เพิ่มขึ้น มีความสำคัญต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ และผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ และหอบหืดส่วนหนึ่งเกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของเม็ดเลือดขาวชนิด regulatory T-cells
จากการค้นพบนี้คณะผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานว่า วิธีการคลอดมีผลต่อปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งอาจจะเป็นคำอธิบายของการค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการผ่าท้องคลอดกับโรคหอบหืดซึ่งมีการค้นพบมาก่อนหน้านี้
ที่มา Physorg,
เด็กอยู่ฟาร์ม ลดโอกาสเป็นโรคหอบหืด
Submitted by zybernav on 7 June, 2008 - 21:29. tags:เด็กที่อาศัยอยู่ในฟาร์ม มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหอบหืดน้อยกว่า เด็กที่อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบอื่น ๆ เช่น แถบที่อยู่อาศัย ในเมือง หรือแม้แต่ เมืองชนบท
จากการสำรวจเด็กที่ไม่เป็นโรคหอบหืด ที่อายุน้อยกว่า 12 ปี จำนวน 13,524 คน ของ Canadian National Longitudinal Survey of Children and Youth (NLSCY) ที่ตีพิมพ์ลงใน Journal Respirology พบว่า อุบัติการณ์สะสมของการเกิดโรคหอบหืดของเด็กที่อยู่ในฟาร์ม มีเพียง 2.3% เมื่อเทียบกับ 5.3% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ชานเมือง และ 5.7% ในกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมือง
จากการค้นพบนี้ ทำให้ผู้วิจัยตั้งสมมติฐานว่า สิ่งแวดล้อมแบบฟาร์มส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายบางอย่างที่ส่งผลลดกลไลการอักเสบที่ทำให้เกิดโรคหอบหืดลงได้
ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการศึกษาในทำนองเดียวกันที่ประเทศออสเตรียเมื่อหลายปีก่อน
แต่เนื่องจากการศึกษานี้มีตัวแปรที่ไม่สามารถควบคุมได้อยู่เต็มไปหมด ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าให้ย้ายครอบครัวไปอยู่ในฟาร์ม
กินผัก ผลไม้ ดื่มชา ลดความเสี่ยงมะเร็งปอด
Submitted by zybernav on 29 May, 2008 - 23:41. tags:Dr. Zuo-Feng Zhang นักวิจัยจาก University of California ตีพิมพ์ผลการวิจัย เกี่ยวกับ ผลของการบริโภค ผัก ผลไม้ ชา สามารถลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งปอดได้ ลงในวารสารวิชาการ Cancer
เป็นที่ทราบกันดีว่า การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุของมะเร็งปอด ถึง 90% ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือก ผู้ป่วยมะเร็งปอด 558 คน และผู้ที่ไม่เป็นมะเร็งปอด 837 คน แล้วทำการตรวจสอบประวัติการกินอาหาร ของกลุ่มทดลองทั้งสองกลุ่ม
ผลปรากฏว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัยที่กินอาหารในที่มีสารอาหารกลุ่ม flavonoids สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งปอดได้ โดยคาดว่าสารที่มีผลมากที่สุดคือ สารที่มีชื่อว่า catechin, kaempferol และ quercetin ซึ่งพบในอาหารผัก ผลไม้ หลายชนิด ชาดำ และชาเขียว โดยอาศัยกลไกต้านฤทธิ์ของการสูบบุหรี่ที่ทำให้ DNA เสียหาย
ในงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยให้ความเห็นว่า เป็นเพียงการเริ่มต้นไปสู่การศึกษาที่ใหญ่มากขึ้น และเปรียบเทียบในมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่มีผลจากการสูบบุหรี่เช่นเดียวกัน เช่น มะเร็งระบบศีรษะและคอ และมะเร็งของระบบทางเดินปัสสาวะ ปริมาณการบริโภคอาหาร flavonoids สูงเหล่านี้ที่เหมาะสมที่จะลดโอกาสการเกิดมะเร็งได้มากที่สุด รวมทั้งการศึกษาเกี่ยวกับผลของ flavonoids ในระดับเซลล์ในห้องทดลองเพิ่มเติมอีกด้วย
ก่อนหน้านี้ ผู้วิจัยคนเดียวกัน ได้ตีพิมพ์ผลการวิจัยเกี่ยวกับผลของชาเขียว ในการป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารมาแล้ว
ที่มา
สมาคมโรคหัวใจสหรัฐแนะนำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงมีเครื่องวัดความดันที่บ้านทุกราย
Submitted by pawinpawin on 23 May, 2008 - 21:34. tags:สมาคมโรคหัวใจสหรัฐฯ (American Heart Association หรือ AHA) ได้ออกแนวทางปฏิบัติให้ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทุกคน (ประมาณ 72 ล้านรายในสหรัฐฯเอง) ควรจะมีเครื่องวัดความดันโลหิตสูงเองที่บ้าน และใช้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นส่วนช่วยแพทย์ในการพิจารณาปรับยา
ก่อนหน้านี้ยังไม่มีแนวทางใดแนะนำให้ผู้ป่วยซื้อเครื่องวัดมาใช้เอง แต่ก็เป็นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่มีอันจะกิน และมีหลายบริษัทผลิตเครื่องวัดดังกล่าวออกมาเป็นล่ำเป็นสัน โดยปัจจุบันเครื่องวัดส่วนใหญ่ใช้งานง่ายเพียงพันรอบแขนและกดปุ่มเพียงปุ่มเดียว ก็สามารถทราบค่าได้ทันที และราคาของเครื่องได้ลดลงเหลือประมาณ 50-100 ดอลลาร์สหรัฐ (สำหรับในเมืองไทยผมเห็นมีขายในราคาประมาณ 2,000-3,000 บาท)
แนวทางปฏิบัติดังกล่าวทำให้เกิดข้อถกเถียงในหมู่นักวิชาการ บางส่วนเห็นว่าบริษัทผู้ผลิตเครื่องมือดังกล่าวมีส่วนในการผลักดัน อย่างไรก็ดี AHA นี้เป็นสมาคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง (เป็นสมาคมเดียวกับที่ผลิตแนวทางปฏิบัติการกู้ชีพหรือ CPR)
ผมว่าอีกสักพักคน(อเมริกัน)คงแห่กันไปซื้อเครื่องนี้กันแน่ๆ สำหรับบ้านเราคงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากคนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นความสำคัญของโรคนี้ กินยาทิ้งขว้าง รู้อีกทีก็เป็นอัมพาต หรือโรคหัวใจไปเสียแล้ว
ไต้หวันค้นพบกลไกของไวรัสไข้เลือดออก ที่อาจเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยช็อค
Submitted by zybernav on 23 May, 2008 - 01:06. tags:ตามความรู้เดิมที่มีอยู่คือ เชื้อ dengue virus ซึ่งเป็นตัวการที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกนั้นมี 4 สายพันธุ์ด้วยกัน และไข้เลือดออกนั้นจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ป่วยได้รับเชื้อเข้าไปเป็นครั้งที่ 2 (secondary infection) ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าเกิดจากการกระตุ้นสาร cytokines ที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมากเกินไป
ทีมนักวิจัยจากไต้หวัน จาก National Yang-Ming University ค้นพบกลไกที่เชื่อว่ามีส่วนทำให้เชื้อ dengue virus ทำให้ผู้ติดเชื้อเกิดอาการของไข้เลือดออก (dengue hemorrhagic fever) และช็อค (dengue shock syndrome) ขึ้นผ่านทางปฏิกิริยาระหว่างตัวเชื้อไวรัสเอง กับโมเลกุลที่มีชื่อว่า CLEC5A ที่อยู่บนเซลล์เม็ดเลือดขาว
จากการทดลองให้การรักษาหนูที่ติดเชื้อ dengue virus ด้วย antibodies ที่ขัดขวางการจับกันระหว่างเชื้อ dengue virus กับ CLEC5A พบว่าสามารถลดกลไกการกระตุ้นอาการอักเสบได้ แต่ก็ยังมีการอักเสบที่เกิดจากกลไกภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นตามปกติอยู่
แม้ว่าการค้นพบนี้จะเป็นเพียงการทดลองในสัตว์ทดลองก็ตาม แต่ก็เป็นการเปิดทางให้กับการคิดค้นวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออก เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อไข้เลือดออกนี้ต่อไป
ปัจจุบันมีผู้ป่วยไข้เลือดออกที่เสียชีวิต 24,000 คน จาก 50 ล้านคน ต่อปี
ที่มา Physorg
แนะนำการใช้งาน Google Health
Submitted by elixer on 21 May, 2008 - 01:03. tags:หลังจากกูเกิลได้เปิดตัวบริการใหม่ Google Health บริการช่วยเก็บบันทึกข้อมูลสุขภาพของตัวคุณ ไปเมื่อวานนี้ ผมได้ลองใช้แล้วคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนที่คิดจะเก็บข้อมูลสุขภาพไว้กับตัวเอง ผมเลยลองเขียนแนะนำการใช้งานเบื้องต้นพร้อมภาพประกอบ ให้ดูว่าการใช้งานเบื้องต้น และข้อมูลที่ต้องกรอกเบื้องต้นมีอะไรบ้างครับ
Google Health มาแล้ว
Submitted by mk on 20 May, 2008 - 03:48. tags:กูเกิลเปิดตัวบริการใหม่ Google Health ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพกับคุณ ผมแนะนำว่าลองเล่นเองง่ายกว่าอ่านครับ Google Health
เมื่อเข้าไปใน Google Health แล้ว สิ่งแรกที่เราต้องทำคือใส่ประวัติด้านสุขภาพของเรา ไม่ว่าจะเป็นโรคที่เคยเป็นหรือเป็นอยู่ ประวัติการใช้ยา การฉีดวัคซีน การผ่าตัด ผลการทดสอบต่างๆ เช่น เจาะเลือด ฯลฯ ถ้าขี้เกียจนั่งกรอกข้อมูลเอง สามารถอิมพอร์ตจากบริการเว็บสุขภาพบางแห่งได้เช่นกัน (รายชื่อ)
จากนั้น Google Health จะช่วยจัดการข้อมูลด้านสุขภาพให้คุณ เช่น แจ้งเตือนในกรณีที่ยาที่กินอยู่สองชนิดมีผลต่อกัน หรือคนที่เป็นโรคนี้อาจแพ้ยาตัวไหน รวมถึงตารางการกินยา และสุดท้ายยังค้นหาหมอและสถานพยาบาลในบริเวณใกล้เคียงผ่าน Google Maps ได้ด้วย (เฉพาะในสหรัฐเท่านั้น) ผมลองเล่นดูแล้ว ปัญหาสำคัญสุดๆ ของคนไทยคืออ่านชื่อโรคกับชื่อยาแล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร!!!
พอเป็นบริการด้านสุขภาพ ข้อกังวลที่ตามมาเป็นอย่างแรกคือความเป็นส่วนตัวของประวัติสุขภาพของเรา ถึงแม้จะเป็นกูเกิลทำเอง ความน่าเชื่อถือสูงกว่าผู้ให้บริการหน้าใหม่ แต่คนจำนวนหนึ่งก็ยังไม่เชื่อมั่นต่อกูเกิลอยู่ดี
ที่มา - TechCrunch (มีข่าวอัพเดตบริการอื่นๆ ของกูเกิลอีกจำนวนมากด้วย)




