ท่าอากาศยาน Manchester ได้เริ่มทดลองใช้เครื่องสแกนเนอร์ที่แสดงผลเป็นภาพเปลือย โดยระบุว่าเครื่องสแกนเนอร์นี้สามารถทำให้การตรวจจับวัตถุอันตรายทำได้รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ดี นอกจากการเปิดเผยอาวุธและวัตถุระเบิด การตรวจจับดังกล่าวก็ยังสามารถแสดงให้เห็นโครงร่างสีขาวดำที่ชัดเจนของหน้าอกเทียมหรืออวัยวะส่วนลับของผู้โดยสารได้เช่นกัน
ผู้แทนท่าอากาศยานฯ เน้นว่า รูปภาพดังกล่าวไม่ใช่รูปภาพเปลือยอนาจารและจะถูกทำลายทิ้งลงในทันที และอธิบายเหตุที่เครื่องแบบใหม่ถูกนำมาทดสอบใช้ว่าผู้โดยสารบางรายเห็นว่าการตรวจค้นร่างกายที่ทำอยู่ในปัจจุบันไม่สะดวกและไม่เหมาะสม ทั้งนี้ การใช้เครื่องสแกนเนอร์แบบใหม่นี้แค่ทำให้ผู้โดยสารต้องเดินผ่านเครื่องเพื่อรับการตรวจจับเท่านั้น โดยผู้ตรวจสอบจะอยู่ในอีกจุดหนึ่งที่ห่างออกไปจากผู้รับการตรวจสอบ และผู้รับการตรวจสอบไม่ต้องถอดรองเท้า เข็มขัด หรือเสื้อผ้า แต่อย่างใด และหากผู้โดยสารใดไม่เห็นด้วยกับการใช้เครื่องดังกล่าว ก็สามารถปฏิเสธและขอไม่รับการสแกนได้ (แต่บทความไม่ได้ระบุว่า หากปฏิเสธแล้ว จะต้องผ่านการตรวจค้นร่างกายแบบปกติด้วยหรือไม่)
ที่มา BBC (มีรูปภาพประกอบด้วย)
Comments
ขอสักอัน มาตั้งหน้าบ้าน ^-^'
my blog
เอ่อ รับไม่ได้อะ
ขอแบบเวอร์ชั่น Portable ได้เปล่า อิอิ
"Those who make peaceful revolution impossible will make violent revolution inevitable." JFK.
ไม่ค่อยชอบเป็นคนถูกส่อง..
ดาราสาวเมืองไทยผ่านเครื่องแสกนคงเจอของปลอมอยู่ในตัวกันเยอะเลย
คนตรวจคงตาแฉะไปเลย
ถ้ามีผู้ชายเดินทางบ่อยๆหละ
My iOS apps
My blog
กุ้งยิง
คุกคามสิทธิส่วนบุคคลอย่างสูง มีกรณีที่ Google Street View ถ่ายติดภาพใบหน้าคนยังมีปัญหาเลย แล้วนี่อะไรเนี่ย ต่อให้สแกนอย่างนี้ก็เหอะนะ มันก็ใช่ว่าจะปลอดภัย 100% นี่นา
ปัญหาการก่อการร้ายมีจำนวนมากขึ้นทุกๆ วัน ทุกรัฐบาลจำเป็นต้องหาวิธีที่จะป้องกันให้ได้มากที่สุด และวิธีทีใช้กันมา ก็ไม่มีวิธีไหนที่จะตรวจสอบได้ 100% เช่นกัน สำหรับเครื่องสแกนนี้ ถ้าใช้จริง ผมเห็นด้วย เนื่องจากสะดวกกับผู้โดยสาร และทำได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับการสแกนนี้ ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นการคุกคามสิทธิส่วนบุคคลแต่อย่างใด (เพราะตามข่าว ผู้โดยสารสามารถเลือกได้ ว่าจะยินดีให้สแกนหรือไม่)
ถ้าให้เลือกแสกนจะดีมากเลย
อยากไปเร็ว ๆ ตรวจเร็ว ๆ ทำแบบนี้
อยากไปช้า ๆ ก็ตรวจแบบเดิม สัมผัส ๆ
@TonsTweetings
ผมเห็นว่าเทียบกับกรณี Google Street View ไม่ได้เสียทีเดียวครับ เพราะว่า (1) กูเกิลไม่ใช่รัฐ (2) ถึงไม่ใช่เครื่องนี้ ยังไงมันก็ต้องเป็นการตรวจหรือสแกนแบบอื่นอยู่แล้วครับ
ถ้าจะเทียบกับกูเกิล ก็ต้องเทียบไปว่า ไม่ให้มีการสแกนที่ระบุตัวคนได้เลยมากกว่า
เดาว่าเกือบทุกคนคลิกเข้าไปดูที่มาอย่างไว แล้วก็ต้องอุทานออกมาว่า "บ๊ะ นี่ไม่ใช่อย่างที่หวังว่าจะได้เห็นนะเฟ้ย"
สารภาพมาน้าาาาา
เทคโนโลยีไม่ผิด คนใช้มันในทางที่ผิดนั่นแหละที่ผิด!?!
5555 ถึงหวังว่าจะได้เห็นภาพตัวอย่างอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยเลยที่เอามาใช้อย่างนี้ ลองอ่านคอมเม้นท์ของคนที่นั่นส่วนใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย ไม่ยอมรับเครื่องนี้ คิดดูว่าถ้าเค้ายอมรับกันได้ ต่อไปประเทศต่างๆคงเอามาใช้ รวมถึงไทยด้วยแน่นอนเลย
เห็นแล้วเครียด
ไม่ไหวนะ
ผมมาสมัครงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องครับ
กำลังจะเล่นเลย
สักวันเจอคนเหล็กจริงๆคงสนุกพิลึก
ขาวดำเนี่ยนะ
คงใช้ที่เกาหลีไม่ได้ เพราะกลัวจะเสียความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ
ผมว่าถ้าไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ก็อาจไม่รู้สึกอะไรก็ได้นะครับ
ภาพในลิงค์นี่ พุงห้อยเลย
อ้างไม่ได้หรอกว่าไม่ใช่การอนาจาร เพื่อความปลอดภัยอย่างเดียว แล้วจะควบคุมได้อย่างไรว่าคนตรวจสอบไม่มีความคิดแบบนั้น ตัวอย่างเช่น หมอที่ต้องตรวจนั่นตรวจนี่ ก็ยังมีข่าวบ่อย ๆ ว่าทำอนาจารทั้ง ๆ ที่คนมารักษาเพื่อตัวของเขาเอง หรืออย่างไม่นานมานี้ยังมีข่าวนักศึกษาแพทย์ (ชาย) ติดกล้องในห้องน้ำ (ชาย) ได้เลย
แต่ที่บอกว่าขึ้นอยู่กับความสมัครใจอันนี้ก็พอฟังได้ แต่ข้อแม้ที่ว่าถ้าไม่ทำจะแบบนั้นแบบนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ให้เค้าเลือกแต่กดดันเค้าทางอ้อม
ควบคุมความคิดคนไม่ได้ครับ แต่ถ้าเป็นการกระทำที่แสดงออกมา ก็คงมีบทลงโทษอยู่แล้วครับ เรื่องพวกนี้ ไม่ต้องกังวลมาก ทันทีที่เค้าผลิตเครื่องนี้ออกมา เรื่องอนาจาร ไม่อนาจาร เค้าคิดหาวิธีป้องกันอยู่ในอันดับต้นๆ อยู่แล้ว
เรื่องข่าวนักศึกษาแพทย์อนาจาร หรืออะไรๆ ที่อนาจาร คงเอามาเปรียบเทียบกันตรงๆ ไม่ได้ มันเป็นความผิดเฉพาะบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมนั้นๆ
คดีก่อการร้าย (ไฮแจ็คเครื่องบิน บินไปโหม่งตึกตายหมู่) ทุกประเทศให้ความสำคัญสูงสุด ส่วนการป้องกันคนนำเครื่องสแกนนี้ไม่ใช้ในทางอนาจาร ควบคุมไม่ยาก เช่น ให้ลบภาพทันทีที่เสร็จงาน ไม่สามารถเสียบอุปกรณ์พวก flashdrive ได้ ไม่อนุญาติให้นำอุปกรณ์บันทึกภาพเข้าไปในห้องสแกน เป็นต้น
อีกอย่างก็ไม่ได้เป็นภาพสี ถ้าใครเอาภาพ (ตามตัวอย่างในเว็บ) ไปทำอนาจารได้ ก็ต้องยอมรับในความโรคจิตของเค้าหล่ะครับ