หลังจากที่ประธานาธิบดี Donald Trump ประกาศเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจีนเป็น 54% เขาบอกพร้อมที่จะลดภาษีหากจีนมีข้อเสนอที่ "ยอดเยี่ยม" ให้กับสหรัฐฯ เช่น อนุมัติการขายกิจการ TikTok ให้กับบริษัทสหรัฐฯ
Trump ย้ำว่าภาษีเป็นเครื่องมือการเจรจาที่ทรงพลัง และทำให้เขาสามารถเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ได้เสมอมา ถึงแม้ตอนนี้เขาไม่ได้เจรจาข้อตกลงกับจีน แต่เขาเคยพูดในเดือนมีนาคมว่า จีนอาจต้องอนุมัติการขายกิจการ TikTok เพื่อให้เขาลดภาษีบางส่วนให้กับจีน
Trump เริ่มตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจีน 10% ในเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะเพิ่มเป็น 20% ในเดือนมีนาคม และ 54% ในเดือนเมษายน ซึ่งยังน้อยกว่าที่เขาสัญญาไว้ในช่วงหาเสียง ว่าจะตั้งภาษีนำเข้าสินค้าจีนสูงสุด 60%
ด้านจีนตอบโต้ทันที โดยตั้งภาษีสินค้าของสหรัฐฯ เช่น ถั่วเหลืองและหมู หลังจากที่ Trump ประกาศเพิ่มภาษีเป็น 54% โดยกระทรวงพาณิชย์ของจีนเตือนถึงมาตรการตอบโต้ และเรียกร้องให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขความตึงเครียดทางการค้า
ที่มา: Business Insider
Comments
1 ในผลงานที่ประทับใจไข่ฟองละ 30บาท สุดยอดยังพังได้อีกเยอะ
เอาเลยครับพี่ ไปให้สุด
ถ้าจีนตีมึนลากเจรจาไปซัก 2 ปี สิ ดูสิว่าใครจะล้มก่อนกัน ระหว่างเงินเฟ้อขั้นสุด กับส่งออกไม่ได้ (แต่ยังกระจายสินค้าไปขายที่อื่นได้หรือเปล่านา ?) แทนที่จะทำเป็นขั้นทีละประเทศ หรือเป็นกลุ่มสินค้าเพื่อควบคุมความเสี่ยง แต่เล่นพรวดเดียวแบบนี้เตรียมรับแรงกระแทกระยะสั้นได้เลย มันก็ต้องมีประเทศรีบขอเจรจาอยู่แล้ว แต่มันก็คงมีบางประเทศที่อาจตีมึนก็ได้ใครจะไปรู้ แล้วถ้าฐานเสียงทนไม่ไหวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น ก็จะเกิดการประท้วงนั่นแล การควบคุมประชาชนมันยากกว่า ควบคุมผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบเน้อ สงสัยไม่เคยเล่น Sim City ถถถ
ของมันก็ไม่ได้จะโยกไปประเทศอื่นได้ง่ายๆนะครับ ส่งไปประเทศอื่นที่ก็ไม่ได้มีดีมานเพิ่ม ก็กลายเป็นซัพพลายล้นราคก็ตก เดียวก็จะเจอกำแพงภาษีอยู่ดี
ปรกติถ้าเราจะยื้อเพื่อถ่วงเวลาให้ฝ่ายตรงข้ามถอดใจก่อน หรือก่อให้เกิดปัญหาภายในเพื่อสร้างแรงกดดันไปยังรัฐบาล มันก็ต้องปรับแผนการส่งออกเข้าร่วมด้วยนั่นแหล่ะ เช่น สมมุติเมื่อก่อนเคยขายได้ 100 ชิ้น เจอภาษีเข้าไป แต่ยังไงกำลังซื้อก็ยังมี แต่อาจขายได้ลดลง 30% ดังนั้นการกระจาย Stock มันจึงเป็นแค่ 30% ของกำลังผลิต หรือถ้ารัฐบาลจีนจะเอาจริง ก็สั่งลดการผลิตลงไป 10% เลย แล้วให้เงินอุดหนุนแทน มันก็จะเหลือแค่ 20% ที่ต้องกระจายออกไป ในทางกลับกันถ้าประชาชนทนไม่ไหว ออกมาประท้วงราคาสินค้าแพง เช่น หมูแพงขึ้น 54% แถมไม่มีขายอีกต่างหาก เราจะไปบอกเขาว่า คุณก็ไปกินไก่แทนสิ แบบรัฐบาลแถวนี้ทำ อย่างไหนมันง่ายกว่ากัน ผมไม่ได้กวนนะ แต่กำลังจะบอกว่าใครเสียเปรียบเท่านั้น ส่วนในทางปฏิบัติมันก็มีอีกหลายปัจจัยที่ทางสหรัฐจะแก้เกมส์เพื่อยื้อให้จีนหันกลับมาเจรจาให้ได้ เช่น ไปนำเข้าจากประเทศอื่น แต่ๆๆๆๆ พวกเล่นสร้างศัตรูรอบทิศแบบนี้ใครเขาอยากจะช่วย อย่างมากก็ได้แค่ไปบีบประเทศเล็กๆ ให้ส่งมาให้แทน แต่กำลังผลิตมันจะพอหรือ ? มันก็มองได้ว่าเขาวางแผนมาดีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการสู้กันในระยะยาวๆ
แต่ปัญหาคือ ทรัมป์อยากได้ TikTok ซึ่งในทางการค้ามันเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มั่นคง มันเลยดูแปลกมากที่จะใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยนทางการค้ามาแลกกับ TikTok เราก็รู้กันดีอยู่แล้วว่าสินค้าพวกนี้มันมีจุดอิ่มตัว ซึ่ง TikTok มันก็ใกล้ถึงจุดสูงสุดของกราฟ แล้วสินค้าพวกนี้พออิ่มตัวแล้วกราฟมันจะดิ่งลง ต่างจากสินค้าประเภทอื่น ที่กราฟมันจะคงที่ ถ้าเอาไปแล้วบริหารไม่ดีก็จะเป็นแบบ Twitter นั่นแหล่ะที่นับวันมีแต่มูลค่ามันจะลดลง มันคุ้มกับการต้องสร้างภาระเงินเฟ้อให้กับประชาชนหรือ ? ถ้าผมเป็นคนสหรัฐ ผมก็คงไม่ทนหรอก คำถามง่ายๆ ระหว่างได้ TikTok มาเป็นบริษัทของสหรัฐ กับราคาหมูแพงขึ้น 54% (สมมุติเฉยๆ เพราะผมเองก็ยังไม่ได้ดูเรื่องหมวดของสินค้า) คนทั่วไปจะคิดว่ายังไงล่ะ ?
อีกอย่างนึง ทรัมป์มีบุคลิกโผงผาง เดาใจง่าย แถมถ้าสู้ไม่ได้พวกก็พลิกลิ้นดื้อๆ เลยก็มี ซึ่งต่างจากสีจิ้นผิง ที่ค่อนข้างมีข้อมูลน้อย เดาใจยาก มันทำให้ในวงเจรจามันเสียเปรียบ ถ้าทีมที่ปรึกษาวางแผนมาไม่รัดกุมเนื่องจากนิสัยของทรัมป์ที่มักเอาแต่ใจไม่ฟังคำทัดทาน คุณคิดว่าใครมีโอกาสที่จะชนะล่ะ
หม่อมปลื้มด่ามันส์ดี แต่ฟังยากหน่อยเพราะแกชอบใช้ศัพท์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ ลองฟังแกดู ผมว่าแกมองได้หลายมิติสำหรับกรณีนี้
https://www.youtube.com/watch?v=7rQc5sda_DI
NVDA ร่วงจนใกล้จะเก็บที่ 90 ได้ละ ทีแรกนึกว่าโม้ ที่ไหนได้มันร่วงลงที่ 93 ไม่รู้จะช้อนหรือปล่อยให้ลงอีก
ดูแล้วเหมือนแกคิดว่าจักรวาลต้องหมุนรอบตัวแก
เป็นโรคหลงตัวเอง?
พอ 4 ปี ทรัมป์หมดอำนาจ รัฐบาลเปลี่ยนขั้ว มหามิตรกลายเป็นศัตรูไปหมดแล้ว วุ่นวายตายชัก
ทรัมป์ประกาศตัวเองจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐต่ออีกสมัย โดยใช้วิธีพิเศษ..ครบ 4 ปีไข่ไก่จะฟองเท่าไรดี 30บาทคงไม่พอ