หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันของฝรั่งเศสสั่งปรับแอปเปิลเป็นเงิน 150 ล้านยูโร หรือประมาณ 5,500 ล้านบาท จากการเปิดใช้งาน App Tracking Transparency (ATT) ที่บังคับให้ผู้พัฒนาแอปต้องแสดงข้อความเตือน ว่ายินยอมให้แอปติดตามข้อมูลเพื่อใช้สำหรับการโฆษณาหรือไม่ ซึ่งแอปเปิลเริ่มใช้มาตั้งแต่ iOS 14.5 ในปี 2021
คำตัดสินในฝรั่งเศสนี้มีจุดเริ่มต้นจากการร้องเรียนของกลุ่มผู้ให้บริการโฆษณาและสื่อออนไลน์ในประเทศ โดยบอกว่าแอปเปิลใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโฆษณาออนไลน์ ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือคำตัดสินนี้เป็นกรณีแรกที่ระบุว่า ATT ส่งผลต่อการผูกขาดการแข่งขันในตลาด โดยแอปเปิลถูกร้องเรียนในประเด็นเดียวกันที่เยอรมนีด้วย
ที่ผ่านมาแอปเปิลชู ATT ว่าเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน หน่วยงานของฝรั่งเศสเองก็เข้าใจประเด็นนี้และระบุในคำตัดสินไว้ว่า การกระทำของแอปเปิลนั้นเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เรื่องปกป้องความเป็นส่วนตัวที่กล่าวอ้าง สิ่งนี้สร้างผลกระทบต่อบริษัทที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา ที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ใช้ในธุรกิจ
ตัวแทนแอปเปิลชี้แจงว่าบริษัทผิดหวังต่อคำตัดสิน ทั้งนี้หน่วยงานของฝรั่งเศสไม่ได้ออกคำสั่งให้แอปเปิลต้องแก้ไขการทำงานของ ATT แต่อย่างใด
ที่มา: CNBC
Comments
แปลกดี นึกว่าภูมิภาคที่ให้กำเนิด GDPR จะให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวมากกว่าที่อื่น ๆ ซะอีก
บล็อก: wannaphong.com และ Python 3
ตอนนี้มันถึงจุดที่ว่า บริษัทใหญ่ๆ หายใจยังผิด ทำซ้ายก็ผิดแบบหนึ่ง ทำขวาก็ผิดอีกแบบหนึ่ง .. เลิกทำ/เลิกให้บริการมันซะเลยดีกว่า
เลิกทำก็ผิดครับ ทำให้ผู้ใช้งานส่วนใหญ่กระทบ ไม่สามารถใช้งานต่อได้ -_-"
อาจจะฟังดูกวน แต่ผมมองว่า "เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น เรื่องนี้ก็ส่วนเรื่องนี้" ครับ
เรื่องความเป็นส่วนตัวก็เรื่องนึง แต่ผมมองว่าจุดสำคัญคือ Apple เองก็เป็นหนึ่งในผู้เล่นในตลาดโฆษณาออนไลน์และมีส่วนได้ส่วนเสียด้วยนี่แหละครับ ถึงได้โดนเล่นในแง่ Antitrust แทน
และในความเป็นจริงธุรกิจโฆษณาของ Apple ก็เติบโตขึ้นหลังจากเพิ่มระบบ ATT ด้วย จึงไม่แปลกที่จะโดนเพ่งเล็ง
ก็นะ ช่วงนั้นคนน่าจะศรัทธา Apple กันเยอะ เห็น Apple ออก ATT มาก็เชื่อว่า Apple ทำเพื่อผู้ใช้แน่ๆ ก็เลยไม่ได้มองถึงข้อเสียหรือผลประโยชน์ที่ Apple ได้เท่าไหร่
ถ้าโดนเรื่องนี้มันประเด็นมันซับซ้อนขึ้นอีกตรงที่ apple สามารถปิด “โฆษณาสำหรับคุณโดยเฉพาะ“ ได้ครับ ถ้าปิด (ผมเองก็ปิด) ผู้ใช้ยังเห็นโฆษณาจาก apple จำนวนเท่าเดิมแต่ไม่ระบุเจาะจง ผู้ใช้ควบคุมเองได้ เช่นเดียวกับ แอปอื่น ๆ ที่ผู้ใช้ปฏิเสธ ATT เช่นกัน โฆษณาไม่ได้ลดลง และไม่ได้ระบุติดตามเจาะจง แถม ATT ผู้ใช้สามารถกดอนุญาตให้แอปภายนอกได้เอง จะอนุญาตหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ควบคุมได้เอง
ส่วนตัวผมมองว่าการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้โฆษณาเจาะจง หรือ ติดตามเพื่อโฆษณา ขายข้อมูลเพื่อโฆษณา มันควรเป็นสิทธิ์ที่ควรมี หลายครั้งเราไม่ต้องการเห็นโฆษณาที่เจาะจงชี้นำ เราแค่อยากเห็นโฆษณาที่เหมือนตามทีวีทั่วไปครับ
บล็อก: wannaphong.com และ Python 3
ความเป็นส่วนตัวที่ผู้ใช้ได้ก็เรื่องนึง การหาผลประโยชน์ในธุรกิจโฆษณาของ Apple ก็อีกเรื่องนึงครับ
ไม่ว่า Apple จะมอบสิทธิในการควบคุมเรื่องความเป็นส่วนตัวให้เราแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้การใช้อำนาจเหนือตลาดให้ตัวเองได้เปรียบเหนือคู่แข่งเป็นเรื่องที่มองข้ามได้ครับ
ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ผมจะสื่อและมันก็คือสิ่งที่เป็นประเด็นในข่าวนี้ครับ
ถ้าจุดนี้ apple ทำอะไรก็ผิดล่ะครับ อำนาจในพัฒนาระบบความเป็นส่วนตัวมอบให้ลูกค้าตนเอง แบบนี้ถ้า android (google) ทำแบบเดียวกัน ก็เตรียมโดนฟ้องแบบเดียวกันได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นสิ่งที่คนควรมีตัวเลือกและมีสิทธิ์ที่จะเลือก
บล็อก: wannaphong.com และ Python 3
ใครชอบเป็นสินค้าขายข้อมูลจำเพาะส่วนตัวก็เชิญครับ แต่สำหรับผมชอบ feature นี้ของ Apple มากและคิดว่า Android คงไม่มีวันทำตาม ถ้าจะตามก็คงตามไปนานแล้ว
ผมยังมองไม่เห็นว่า Apple ในอำนาจเหนือตลาด "ในทางที่ผิด" ตรงไหน
That is the way things are.
พอมี ATT แล้วทำการ track ข้ามแอปทำได้ยากขึ้น บริษัทต่างๆจึงเก็บข้อมูลและทำโฆษณาแบบเจาะจงจากลูกค้าได้ยากขึ้น ในขณะที่ Apple นั้นมี App Store ที่สามารถเก็บข้อมูลของแอปต่างๆที่ผู้ใช้โหลดได้ ทำให้ยังทำโฆษณาแบบเจาะจงได้อยู่ ส่งผลให้บริการโฆษณาของ Apple มีประสิทธิภาพกว่าเจ้าอื่นๆและเติบโตมากขึ้นหลังจากทำ ATT ครับ
พูดสั้นๆก็คือฟีเจอร์นี้ทำให้ธุรกิจโฆษณาของ Apple ได้เปรียบเหนือคู่แข่งครับ
ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้ชอบเป็นสินค้าขายข้อมูลและไม่ได้ต่อต้านฟีเจอร์นี้ แต่ทุกอย่างมันมีหลายด้าน มีข้อดีข้อเสียอยู่ครับ
ของ Apple มันก็ปิดได้นะครับ ไปที่ Privacy Security ของเครื่อง เลือก Apple Adverising แล้วปิด Personalized Ads
ปิดได้หรือไม่ไม่ใช่ประเด็นครับ ประเด็นคือมันเอื้อให้ธุรกิจโฆษณาของ Apple ได้เปรียบกว่าคู่แข่งหรือไม่ต่างหาก
ปิดได้ แปลว่าไม่ใช่ default ใช่มั้ยครับ ผู้ใช้ต้องไปปิดเอง
งั้นน่าจะโดนครับ เห็นประเด็นเรื่องแนวนี้ โดนตรงนี้เป็นประจำ
อะไรของพวกยุโรปเนี่ยยย
ถังแตกเพราะผู้อพยพเลยไปเก็บเงินกับบริษัทรวยๆ
+รัวๆ ผมก็คิดเหมือนกัน
พวกบริษัทงงอะไรหรือเปล่า คือ pop-up ของแอปเปิลก็มีตัวเลือกให้ผู้ใช้กดอยู่แล้วว่าจะให้ติดตามหรือไม่ให้ติดตาม ถ้าผู้ใช้กดให้ติดตามก็เป็นผลประโยชน์ของคุณ ถ้าผู้ใช้กดไม่ให้ติดตามมันก็เป็นเรื่องผู้ใช้งาน แอปเปิลมีตัวเลือกให้อยู่แล้วยังจะโวยวาย
มันไม่ใช่ว่า Apple ทำไปไม่ดี แต่มันต้องทำขนาดนี้หรอ ตามเนื้อข่าวเลยครับ "การกระทำของแอปเปิลนั้นเกินความจำเป็น ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์เรื่องปกป้องความเป็นส่วนตัวที่กล่าวอ้าง สิ่งนี้สร้างผลกระทบต่อบริษัทที่พึ่งพารายได้จากการโฆษณา ที่ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ใช้ในธุรกิจ"
ผมว่าถ้า apple ไม่"บังคับ" ก้ไม่โดนฟ้องนะ แต่คงต้องหาทางให้แต่ละ app เข้าร่วมใช้งานเอง เช่น ให้ app ไปโฆษณาว่าใช้ feature นี้ของ Apple เพื่อให้ผู้ใช้วางใจ
ตามไปอ่านใน Reddit มาผมว่าประเด็นมันคือตรงนี้ครับ (ก๊อปมาทั้งหมดนะ ในเม้นหมายถึงข่าว Bloomberg)
I like how the EU forces companies like apple to do the right thing, but this is forcing them to do the wrong thing.
Edit: Since I couldn't read the whole article (stupid paywall) I rushed to the wrong conclusion.
The Article actually talks about them being fined for not asking the same "ask app not to track" for their own applications which is absolutely fair enough, I shouldn't have doubted the case whatsoever, and therefore totally apologise.
สรุปความย่อหน้าสุดท้าย ทำไมไม่ "บอกให้แอปเลิกติดตาม" กับแอปของตัวเอง เช่น Apple Maps, Apple Music, iTunes Store, Apple TV, Clock หรือแม้แต่ App Store
ชัดเจน
แบบนี้ชัดเจนเลย ขอบคุณครับ
บล็อก: wannaphong.com และ Python 3
French watchdog บอก
"whereby publishers were required to obtain double consent from users for tracking on third-party sites and applications, while Apple did not ask for consent from users of its own applications."
3rd party ถูก prompt 2 ครั้ง ขณะที่ Apple ไม่ถูก prompt เลย
Apple บอก
"that prompt is consistent for all developers, including Apple"
ใครโกหกหว่า
สาวกออกตัวล้อฟรีเชียว