Joe Belfiore ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ประกาศข่าวที่งาน MWC 2014 ว่าเราจะได้เห็น Facebook Messenger มาลง Windows Phone ในเร็วๆ นี้ โดยจะมีฟีเจอร์อย่าง "สติ๊กเกอร์" มาให้ในตัว
ฟีเจอร์การแชทผ่าน Facebook ถูกผนวกมากับแอพ Messaging ของ Windows Phone มาตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่ยังจำกัดเฉพาะการแชทแบบพื้นๆ (เหมือน SMS) ในขณะที่ Facebook เองก็ปรับเพิ่มฟีเจอร์ของ Messenger มาโดยตลอด
ไมโครซอฟท์ยังไม่ระบุว่าเราจะได้เห็น Facebook Messenger for Windows Phone กันเมื่อไรครับ
ที่มา - The Verge
ถึงแม้ Facebook จะซื้อกิจการ WhatsApp ไป แต่สิ่งที่ปรากฏชัดคือผู้ใช้งานในทวีปเอเชียหลายประเทศรวมทั้งเมืองไทย ต่างก็มีแอพแชทที่นิยมใช้เป็นของตัวเองและไม่ใช่ WhatsApp ซึ่งจากดีลดังกล่าวเหล่าผู้บริหารแอพแชทในเอเชียก็ออกมาให้ความเห็นดังนี้
ข่าวที่มีกระแสแรงที่สุดวันนี้คงหนีไม่พ้นดีลระหว่าง WhatsApp กับ Facebook ทำให้ตัวผู้ก่อตั้ง WhatsApp ทั้งสองคนกลายเป็นที่สนใจของสื่ออีกครั้งหนึ่ง โดยหนึ่งในผู้ก่อตั้งของ WhatsApp นาย Brian Acton เคยพยายามสมัครเข้าทำงานกับ Facebook และ Twitter ในช่วงปี 2009 แต่แล้ววันนี้เขาก็ต้องกลับเข้ามาทำงานใน Facebook อีกครั้ง แต่ด้วยค่าตัวที่สูงหลักหมื่นล้านดอลลาร์
ผู้ก่อตั้งอีกคน Jan Koum ซึ่งเกิดในประเทศยูเครน และได้ย้ายมาอยู่ในสหรัฐ ต้องเติบโตในครอบครัวที่ยากจน และใช้ชีวิตอยู่กับคูปองแจกอาหารของรัฐบาลสหรัฐฯ
Business Insider มีเรื่องราวเบื้องหลัง Facebook ประกาศเข้าซื้อ WhatsApp มูลค่า 19 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยอ้างข้อมูลจาก "แหล่งข่าวใกล้ชิด"
เรื่องมีอยู่ว่า Mark Zuckerberg โทรไปหา Jan Koum ซีอีโอของ WhatsApp ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2012 โดยซีอีโอทั้งคู่ออกไปดื่มกาแฟและปีนเขาด้วยกัน การเจรจาในช่วงแรกไม่สำเร็จ แต่ทั้งสองคนก็กลายเป็นเพื่อนกัน ออกไปกินมื้อเย็นด้วยกันและปีนเขาด้วยกันเรื่อยๆ
Facebook ได้จัดการประชุมนักวิเคราะห์ทันทีหลังประกาศการซื้อ WhatsApp ด้วยมูลค่าสูงถึง 19,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีเนื้อหาสำคัญดังนี้
Facebook ประกาศเข้าซื้อ WhatsApp โดยจะจ่ายเป็นเงินและหุ้นมูลค่ากว่า 19 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยจะเข้าถือหุ้นจำนวน 183.9 ล้านหุ้น ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 12 พันล้านเหรียญ และจะจ่ายเงินสดจำนวน 4 พันล้านเหรียญ และหุ้นจำกัดสิทธิ์ (restricted stock) อีกมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ ให้แก่ผู้ก่อตั้งบริษัทและพนักงาน หลังจากการซื้อขายในครั้งนี้ WhatsApp จะยังดำเนินการเป็นอิสระเหมือนเดิมและยังคงแบรนด์เดิมไว้ โดย Jan Koum ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ WhatsApp จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในบอร์ดของ Facebook
WhatsApp อ้างว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 450 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละเดือน โดยมีผู้ใช้ประจำถึง 70% และมีผู้ใช้งานรายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอัตรา 1 ล้านคนต่อวัน
Jocelyn Goldfein ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ Facebook ให้สัมภาษณ์กับ VentureBeat ในประเด็นด้านแอพบนอุปกรณ์พกพา มีจุดน่าสนใจหลายประการดังนี้ครับ
ต่อจากรายการการมีความสัมพันธ์ Facebook รายงานกระบวนการ "เลิกรา" เมื่อคนที่อยู่ในสถานะมีคู่ (อยู่ในความสัมพันธ์, หมั้น, แต่งงาน ฯลฯ) ปรับสถานะกลับเป็นโสด โดยสำรวจจำนวน "ข้อความ" ทั้งรับและส่ง ได้แก่ การโพสบนหน้าไทม์ไลน์, คอมเมนต์, และข้อความส่วนตัว ระยะเวลาการสำรวจตั้งแต่ก่อนเลิกรา 28 วันและหลังเลิกรา 28 วัน
ตัวเลขแสดงถึงกระบวนการเลิกราระหว่างกันว่าคนในกลุ่มนี้จะเริ่มได้รับหรือส่งข้อความจำนวนมากในวันที่เลิกรากัน โดยส่วนมากเป็นข้อความให้กำลังใจจากเพื่อน
หลังจากการเลิกราไป 28 วัน ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่าจำนวนข้อความยังเพิ่มสูงกว่าก่อนเลิกราอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับเพื่อนๆ ก็ท่องไว้ครับ "เจ็บช้ำมาฉันจะรักษาเธอเอง"
Carlos Diuk จาก Facebook Data Science ออกรายงานสังเกตกลุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กที่เปลี่ยนสถานะจาก "โสด" มาเป็น "อยู่ในความสัมพันธ์" ว่าความเปลี่ยนแปลงอย่างไร
เขาพบว่ากลุ่มคนโสดที่กำลังจะมีความสัมพันธ์จะค่อยๆ โพสข้อความบนเฟซบุ๊กมากขึ้นเรื่อยๆ จาก 100 วันก่อนความสัมพันธ์จะอยู่ที่ 1.62 ข้อความต่อวัน และเพิ่มขึ้นจนถึง 1.67 ข้อความต่อวัน (เปลี่ยนเพียงเล็กน้อย แต่แนวโน้มในกลุ่มตัวอย่างไปทางเดียวกัน) และเมื่อเข้าสู่ความสัมพันธ์แล้วจะลดลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเหลือ 1.53 ข้อความต่อวันในช่วง 100 วันหลังจากเปลี่ยนสถานะ
FARS news agency ของประเทศอิหร่านได้ตีพิมพ์ข่าวสะเทือนขวัญชาวโซเชียลเน็ตเวิร์ค เมื่อวานนี้ โดยในเนื้อหาข่าวมีภาพของหญิงสาวชาวซีเรีย กำลังถูกกองกำลังทหารของอิสลามนิกายซุนหนี่ปาก้อนหินจนเธอเสียชีวิต ภายหลังเธอถูกจับกุมและตัดสินลงโทษประหารชีวิต โทษฐานมีไว้และใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ค (ในซีเรียการมีเฟซบุ๊คถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดกับอเมริกัน : ผู้เขียน) โดยเบื้องหลังการกระทำดังกล่าวแหล่งข่าวได้อ้างถึงกลุ่ม Al-Qaeda ในอิรัก หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Islamic State of Iraq and Syria (ISIS) ว่าอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว
ที่ตลกร้ายไปกว่านั้น กลุ่ม Al-Nusra เองก็มีหน้าเฟซบุ๊คของตัวเองเช่นกัน
เว็บไซต์ thehackernews.com ได้ประกาศข่าวว่าพวกเขาได้รับ E-mail จากแฮคเกอร์ชาวอียิปต์ที่ใช้นางแฝงว่า Dr.FarFar ซึ่งเขาอ้างว่าเป็นคนแฮคหน้าโปรไฟล์ และลบรูป Cover ของ Mark Zuckerberg เจ้าของและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟสบุ๊ค
Facebook ได้เพิ่มตัวเลือกข้อมูลเพศแบบกำหนดค่าเอง (custom) นอกเหนือจากเดิมที่มีให้เลือกแค่ชายกับหญิง โดย Facebook มีตัวเลือกแนะนำพื้นฐานสำหรับผู้เลือก custom เอาไว้ราว 50 รูปแบบ นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถกำหนดคำสรรพนามบ่งชี้เพศที่ใช้เรียกตนเองด้วยว่าเป็น he/his, she/her หรือ they/their (ไม่ระบุเพศ) และกำหนดระดับการเห็นข้อมูลเพศดังกล่าวด้วย
ข่าวเด่นเมื่อสัปดาห์ก่อนคือ Facebook ปล่อย A Look Back ให้ย้อนกลับไปดูเรื่องราวสุดยอดของตัวเองในอดีต ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในหมู่ผู้ใช้งานของ Facebook ทั่วโลก
Sheryl Sandberg ซีโอโอของบริษัทออกมาให้ข้อมูลว่า มีผู้ใช้กว่า 200 ล้านบัญชี (จากสมาชิกทั้งหมด 1.2 พันล้าน) ที่ดูวิดีโอ A Look Back ของตัวเอง และ 50% ของคนเหล่านี้แชร์วิดีโอนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับชมด้วย
ที่มา - CNET
ทีมบรรณาธิการเว็บไซต์ Mashable ค้นพบโดยบังเอิญว่า Twitter กำลังทดสอบหน้าโพรไฟล์ที่ออกแบบใหม่อย่างเงียบๆ ซึ่งหน้าโพรไฟล์แบบนี้เน้นรูปภาพประจำตัวให้ใหญ่ขึ้น ตัดภาพพื้นหลังออก และมี cover image ลักษณะเดียวกับโพรไฟล์ของ Facebook หรือ Google+ (ขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 1500x500)
ส่วนการแสดงข้อความทวีตนั้นจะไม่แสดงเรียงจากบนลงล่างเหมือนเดิม แต่จะแสดงในรูปแบบ card ลักษณะคล้ายกับ Pinterest แทน (คาดว่าต้องการเน้นรูปภาพให้เด่นเตะตามากขึ้น)
Twitter ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องนี้ คาดว่าอาจเป็นดีไซน์แบบหนึ่งในหลายๆ แบบที่บริษัทกำลังทดสอบกับผู้ใช้บางกลุ่มอยู่ครับ
ที่มา - Mashable
ซีอีโอเฟซบุ๊ก Mark Zuckerberg และภรรยา Priscilla Chan ขึ้นแท่นผู้บริจาคมากที่สุดในปี 2013 หลังจากที่พวกเขาบริจาคหุ้น Facebook 18 ล้านหุ้น มูลค่ามากกว่า 970 ล้านเหรียญให้กับมูลนิธิซิลิคอนวัลเลย์ นอกจากนี้ยังเป็นผู้บริจาคที่มีอายุน้อยที่สุดอีกด้วย
มูลค่าการบริจาคเงินทั้งหมดนั้น เมื่อคิดจาก 50 อันดับของผู้ที่บริจาคเงินมากที่สุดในอเมริกา พบว่ามีการบริจาคเงินรวมเป็นมูลค่า 7.7 พันล้านเหรียญในปี 2013 และมากกว่าปี 2012 อยู่ 4%
ที่มา - The Next Web
ต้องบอกก่อนว่าฟีเจอร์นี้สำหรับเพจที่มีหลายผู้แล โดยปกติโพสต์ที่โพสต์ขึ้นโดยเพจจะไม่ได้บอกว่าผู้ดูแลคนใดเป็นคนโพสต์ แต่ฟีเจอร์ใหม่นี้จะมาแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดย
Syrian Electronic Army (SEA) เจ้าเก่าทวีตว่าสามารถเข้าไปแก้ไขข้อมูล WHOIS ของโดเมน Facebook.com ได้ โดยเปลี่ยนอีเมลของแอดมินเป็นอีเมลของทาง SEA (แต่ ณ เวลาที่เขียนข่าวนี้ ข้อมูลบน WHOIS กลับเป็นดังเดิมแล้ว)
ถึงแม้เว็บไซต์เฟซบุ๊กจะยังใช้งานได้ตามปกติ SEA เคลมว่าได้เปลี่ยนชื่อเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ เพื่อพยายามยึดครอง (hijack) เว็บไซต์ แต่ทีมก็เสียเวลาไปมากกับเรื่องนี้
ดูเหมือนว่าการบุกรุกครั้งนี้ผ่านมาทางบริษัทรับจัดการโดเมนชื่อ MarkMonitor ที่ดูแลโดเมน Facebook.com เนื่องจาก SEA ระบุว่า MarkMonitor ปิดเว็บท่าสำหรับจัดการโดเมนทันทีที่มีข่าวการบุกรุกนี้ พร้อมทั้งได้ทวีตภาพเว็บท่าสำหรับจัดการโดเมนดังกล่าวด้วย
หลังจากที่ Facebook ปล่อย A Look Back และมีคนให้ความสนใจกันล้นหลาม แต่ก็มีบางกระแสที่ออกมาแสดงความไม่ปลื้มวิดีโอดังกล่าวที่อาจจะโชว์รูปหรือโมเมนต์ไม่พึงประสงค์มากเกินควร ซึ่ง Facebook ก็ได้แจ้งเอาไว้ในหน้าซัพพอร์ตว่า จะมีการเปิดให้ผู้ใช้สามารถแก้ไขวิดีโอโดยการลบรูปที่ตนเองไม่ต้องการให้ปรากฎได้แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าฟีเจอร์นี้จะสามารถใช้ได้เมื่อไร
ที่มา - Facebook Support
เมื่อวานนี้ (4 ก.พ.) เป็นวันครบรอบ 10 ปีของ Facebook ในฐานะ social network เปลี่ยนโลก นอกจากบริษัทจะฉลองด้วยการทำคลิป A Look Back ให้ผู้ใช้แต่ละคนแล้ว ผู้ก่อตั้ง Mark Zuckerberg ยังออกมาโพสต์ข้อความฉลอง 10 ปีด้วย
Zuckerberg บอกว่าตลอด 10 ปีมานี้เป็นการเดินทางอันแสนมหัศจรรย์ เขาดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งนี้ เพราะโอกาสในการเข้าไปสัมผัสชีวิตของผู้คนจำนวนเยอะขนาดนี้หายากมาก เขาจึงพยายามให้การทำงานของเขาทุกๆ วันสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
คนจำนวนมากมักถามเขาว่า เคยคิดบ้างไหมว่า Facebook จะมาได้ไกลขนาดนี้ คำตอบของเขาคือ ไม่เคยคิดแบบนี้เลย
Facebook ปล่อย A Look Back ซึ่งเมื่อคลิกเข้าไปดูก็จะเป็นวิดีโอที่ประมวลเหตุการณ์ของเรา ตั้งแต่เริ่มเล่น Facebook เมื่อไหร่, เรื่องแรกที่โพสต์คือเรื่องอะไร, รูปที่ถูกไลค์มากที่สุดและแชร์มากที่สุดคืออะไร รวมไปถึง 20 อันดับที่เป็นสุดยอดโมเมนต์ของเราที่ถูกแชร์ใน Facebook
ใครสนใจเข้าไปดูของตัวเองก็เข้าไปดูได้ ที่นี่ วิดีโอทำออกมาสนุกดีนะ
ที่มา - The Next Web
Georg Petschnigg ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอบริษัท FiftyThree ซึ่งเป็นผู้พัฒนาแอพสำหรับสเก็ตช์ภาพบน iPad ชื่อว่า Paper เขียนบล็อกเรียกร้องให้ Facebook เปลี่ยนชื่อแอพอ่านข่าวตัวล่าสุดที่ใช้ชื่อ Paper ซ้ำกัน (อ่านรีวิวแอพ Facebook Paper ที่นี่)
หลังจากที่แอพสำหรับอ่านข่าวและเครือข่ายสังคมที่ทำโดย Facebook ชื่อ Paper ได้เปิดตัวและบอกว่าจะให้ผู้ใช้ในอเมริกาได้ลองใช้ก่อนในวันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ซึ่งก็ได้มีการปล่อยแอพขึ้น App Store ให้ดาวน์โหลดกันแล้ว จึงได้ทำการดาวน์โหลดและทดลองใช้งานได้ตามนี้
เมื่อดาวน์โหลดมาก็จะเจอหน้าเปล่าๆ แบบข้างขวา แล้วหลังจากนั้นก็จะมีวิดีโอพร้อมกับปุ่มล็อกอิน ซึ่งพอเรากดล็อกอินและถ้าเราใช้แอพ Facebook อยู่แล้ว ระบบก็จะนำมาหน้าเปิดตัวแอพตามภาพ
ในรายงานผลประกอบการของ Facebook ไตรมาสที่ 4 นั้น Mark Zuckerberg ได้บอกใบ้ว่ากำลังพัฒนาระบบ Graph Search ให้ใช้งานได้ในอุปกรณ์พกพา และเตรียมตัวเปิดให้ใช้บริการในอีกไม่นานนี้ ล่าสุดพบว่ามีผู้ใช้บางคนได้ลองใช้ระบบ Graph Search แล้ว แต่ยังไม่พบรายงานผลการใช้งานว่าเป็นอย่างไร ต่างกับการค้นหาบนคอมพิวเตอร์หรือไม่
ที่มา - The Verge
Just got Graph Search on the Facebook app pic.twitter.com/NPXhWUgKtK
Seth Fiegerman ผู้รายงานข่าวด้านธุรกิจของเว็บไซต์ Mashable โพสต์ภาพหน้าจอชี้แจงให้ผู้ใช้ทราบถึงระบบค้นหาแบบใหม่ Graph Search บนแอพเฟซบุ๊กบนมือถือของเขา
จากภาพ Graph Search บนอุปกรณ์พกพาจะรองรับการค้นหาเพื่อน สถานที่ และช่วงเวลา แบบเดียวกับ Graph Search บนเดสก์ท็อป
เฟซบุ๊กได้ยืนยันกับเว็บไซต์ The Verge ว่าได้เริ่มทดสอบการ navigation ของ Graph Search บนอุปกรณ์พกพาจริง
ที่มา: @sfiegerman ผ่าน The Verge