Facebook, Microsoft, Twitter และ YouTube ร่วมมือกันกำจัดคอนเทนต์ส่งเสริมการก่อการร้ายออกจากแพลตฟอร์ม โดยทำฐานข้อมูลร่วมกันที่จะใช้ระบุเนื้อหา รูปภาพ วิดีโอที่มีลักษณะเข้าข่ายส่งเสริมก่อการร้าย เป็นข้อมูลที่เคยถูกลบออกจากแพลตฟอร์มเหล่านี้มารวมไว้ด้วยกัน เพื่อง่ายต่อการค้นหาและเปรียบเทียบ
วิธีการทำงานของดาต้าเบสนี้ใช้ระบบ digital fingerprint ง่ายต่อการระบุว่าคอนเทนต์นี้เข้าข่ายหรือไม่ และสามารถลบออกได้เร็ว คล้ายกับ PhotoDNA ของไมโครซอฟต์ที่ช่วยระบุว่าภาพใดเป็นภาพอนาจารเด็ก และยังนำไปสู่การสืบสวนคดีอนาจารเด็กได้อีกด้วย
Pew Research สำนักวิจัยสื่อชี้ คนอายุน้อย หรือช่วงอายุระหว่าง 18-29 ปีในสหรัฐฯ จำนวน 42% นิยมเสพข่าวผ่านตัวอักษร (จากออนไลน์) มากกว่าดูคลิปข่าว รองลงมา 38% ชอบดูข่าว และ 19% จะใช้การฟังข่าว
ส่วนคนช่วงอายุ 30-49 ปี อ่านข่าวจากออนไลน์ 40% ดูข่าว 39% ฟังข่าว 20% คนช่วงอายุ 50 - 64 อ่านข่าว 29% ดูข่าวมากถึง 52% และฟังข่าว 17% ส่วนคนอายุ 65 ปีขึ้นไป อ่านข่าวเพียง 27% ดูข่าวมากถึง 58% และฟังข่าว 10%
BitTorrent ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับ BitTorrent Bundle ซึ่งเป็นบริการให้เหล่าศิลปินหรือผู้สร้างสรรค์นำเนื้อหามาลงแพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงผู้ใช้ได้โดยตรง โดยใช้เทคโนโลยีแบบ peer-to-peer ของ BitTorrent ในการเผยแพร่เนื้อหา ซึ่งตอนหลังก็ได้เพิ่มระบบจ่ายเงินขึ้นมา ซึ่ง BitTorrent Now ก็ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก
ตอนนี้ BitTorrent ก็ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ BitTorrent Bundle ใหม่เป็น BitTorrent Now และยังมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มอย่างอื่นอีกหลายอย่าง ได้แก่
สมาชิก Blognone คงรู้จักคุณจักรพงษ์ คงมาลัย หรือคุณปอง (@jakrapong) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Thumbsup และเคยอยู่บริษัทใหญ่ๆ อย่าง Samsung/Sanook มาแล้ว (มาตอบคอมเมนต์ใน Blognone อยู่เรื่อยๆ)
รอบเดือนที่ผ่านมา มีข่าวว่าคุณจักรพงษ์ลาออกจาก Sanook แต่ไม่ทราบว่าไปทำอะไร เมื่อวานนี้คำเฉลยออกมาแล้วว่าไปตั้งดิจิทัลเอเยนซี่รายใหม่ชื่อว่า Moonshot Agency สร้างความฮือฮาให้วงการดิจิทัลบ้านเราไม่น้อย
ผมมีโอกาสสัมภาษณ์คุณจักรพงษ์ ถึงที่มาที่ไปของการออกมาตั้งบริษัทเองในครั้งนี้ครับ
Littlstar บริษัทผู้ผลิตวิดีโอคอนเทนต์ทางด้าน virtual reality และวิดีโอ 360 องศา เปิดตัวแอพ Littlstar ซึ่งเป็นแอพรวบรวมคอนเทนต์ดังกล่าวบน Apple TV หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ออกแอพลักษณะเดียวกันบนมือถือและแว่น VR มาแล้ว โดยทาง Littlstar ได้จับมือกับผู้ผลิตสื่อรายใหญ่มากมาย อาทิ Disney, The Wall Street Journal, และ National Geographic เพื่อผลิตวิดีโอคอนเทนต์แบบ 360 องศา สำหรับการใช้งานบน Apple TV นั้น ผู้ใช้สามารถหมุนดูวิดีโอรอบทิศทางได้โดยใช้ touchpad บนรีโมตนั่นเอง
ปัจจุบัน Littlstar เป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ภายใต้การสนับสนุนโดย Disney Accelerator
ถึงทางตันเสียแล้วสำหรับ Milk บริการเล่นเพลง ดูวิดีโอออนไลน์จากซัมซุงที่ทำมาเพื่ออุปกรณ์ซีรีส์ Galaxy โดยเฉพาะ กำลังจะปิดตัวลงในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้แล้ว
ตัวบริการ Milk Video เปิดตัวมาเมื่อช่วงปลายปี 2014 เน้นจับตลาดผู้ใช้ซัมซุงเดิมด้วยการพรีโหลดไปกับบางรุ่น (และบางรุ่นสามารถดาวน์โหลดได้เอง) ฟีเจอร์หลักๆ นอกจากการดูวิดีโอออนไลน์แล้ว ยังใช้เป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ในตัว โดยทำสัญญากับผู้ผลิตวิดีโอหลายราย และมีแผนทำซีรีส์ของตัวเอง แต่มาปิดตัวลงเสียก่อน
ตัวแอพที่พรีโหลดอยู่ในสมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต Galaxy จะหายไปพร้อมกับอัพเดตในอนาคต ส่วนทีมงานเดิม และบริการข้างเคียงอย่าง Milk Music ยังไม่มีรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ
เมื่อพูดถึง BitTorrent เรามักนึกถึง "การละเมิดลิขสิทธิ์" ภาพยนตร์หรือซีรีส์ดังๆ แต่ท่าทีช่วงหลังของ BitTorrent, Inc. ก็ไปในทิศทางสนับสนุนการเผยแพร่เนื้อหาที่ถูกลิขสิทธิ์มากขึ้น
เมื่อปี 2013 บริษัทออก BitTorrent Bundle ที่เปิดให้ศิลปินรายเล็กนำเนื้อหามาเผยแพร่ทั้งแบบฟรี/คิดเงิน ซึ่งประสบความสำเร็จไม่น้อย มีเนื้อหาถูกดาวน์โหลดไปกว่า 100 ล้านครั้ง และผู้เผยแพร่กว่า 10,000 ราย
ซัมซุงทยอยปิดบริการขายคอนเทนต์ออนไลน์แบรนด์ Hub ทั้งหลายมาได้สักพัก เริ่มจาก ปิด Samsung Hub Books ย้ายลูกค้ามา Amazon Kindle และตามด้วยปิด Samsung Music Hub และเตรียมย้ายมาเป็น Milk Music แทน
บริการล่าสุดที่โดนปิดคือ Video and Media Hub ร้านขายหนังออนไลน์ที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2010 โดยซัมซุงย้ายลูกค้าในสหรัฐอเมริกาไปใช้บริการ MGO ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของ DreamWorks และ Technicolor
วานนี้เพิ่งเห็นข่าว Microsoft เตรียมทำสื่อละครและภาพยนตร์ของตนเอง เพื่อหวังดึงดูดผู้ใช้ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของ Microsoft มากขึ้น วันนี้ Yahoo! เองก็ประกาศแผนการทำสื่อรายการโชว์ออกอากาศผ่านเว็บ เพื่อเรียกความสนใจจากผู้ใช้เช่นเดียวกัน
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. ประกาศความร่วมมือกับองค์กรเอกชนอีก 7 แห่ง ตั้งกลุ่มพันธมิตร Making Online Better (MOB) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ Thai Online Self-regulation Community (TOSC) ขึ้นมาแก้ปัญหาเรื่องเนื้อหาออนไลน์ (online content)
กลุ่ม MOB จะทำหน้าที่เป็น "กลุ่มอุตสาหกรรม" (interest group) โดยมีจุดประสงค์ใหญ่ๆ 2 ประการคือ
ผู้ใช้กลุ่มเด็กเป็นตลาดที่ Amazon เน้นมากในช่วงหลัง โดย Kindle Fire HD เองก็มีโหมดชื่อ FreeTime สำหรับพ่อแม่กำหนดเนื้อหาให้ลูกใช้งานบนแท็บเล็ต
ล่าสุด Amazon เปิดบริการตัวใหม่ชื่อ Kindle FreeTime Unlimited หรืออธิบายง่ายๆ คือเป็นบริการดาวน์โหลดเนื้อหา (แอพ-เกม-หนังสือ-หนัง-รายการทีวี) สำหรับเด็กอายุ 3-8 ปีได้ไม่จำกัดจำนวน โดยคิดราคา 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อบัญชีของเด็กหนึ่งคน หรือจะจ่ายเหมา 9.99 ดอลลาร์ต่อเดือนต่อครอบครัวก็ได้ (ถ้าเป็นสมาชิก Amazon Prime อยู่แล้วจะมีส่วนลดพิเศษ)
ไมโครซอฟท์เผยข้อมูลของ Xbox Music บริการเพลงออนไลน์ของตัวเองที่จะมาพร้อมกับ Windows 8, Windows Phone 8 และ Xbox 360
จุดเด่นของบริการนี้คือรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย จะซื้อเป็นเพลงแบบ iTunes ก็ได้ หรือจะซื้อเหมาบริการสตรีมมิ่งแบบ Spotify ก็ได้เช่นกัน (ฟรืแบบมีโฆษณา หรือจ่ายเดือนละ 9.99 ดอลลาร์) นอกจากเพลงจำนวน 30 ล้านเพลง แล้วยังมีมิวสิควิดีโอกว่า 70,000 คลิปไว้บริการ
ในเบื้องต้นไมโครซอฟท์จะเปิดบริการสตรีมมิ่งแบบมีโฆษณาบน Windows 8 ก่อน (ชุดแรก 15 ประเทศไม่บอกว่ามีประเทศอะไรบ้าง) จากนั้นจะตามด้วยบริการเพลงแบบเหมาจ่ายใน 22 ประเทศ (ยังไม่มีข้อมูลว่าประเทศไทยจะได้กับเขาหรือไม่นะครับ)
กูเกิลพยายามดัน Google Wallet สำหรับงานด้านอื่นๆ นอกจากการซื้อสินค้าออนไลน์ โดยสินค้าใหม่คือ "เนื้อหาแบบจ่ายเงินบนเว็บ" (premium digital content) ที่มีราคาไม่แพงมากนักคือไม่เกิน 1 ดอลลาร์ต่อบทความ
จุดเด่นของ Google Wallet สำหรับเนื้อหาออนไลน์คือระบบการจ่ายเงินที่สะดวก คลิกเดียวจ่ายเงิน-เข้าไปอ่านเนื้อหาได้เลย แถมยังมีระบบคืนเงิน (instant refund) ได้ภายใน 30 นาทีหลังจ่าย
ตอนนี้กูเกิลยังประกาศหาพันธมิตรเข้าร่วมโครงการอยู่ เบื้องต้นได้พันธมิตรอย่างสำนักพิมพ์ Oxford University Press และ DK Publishing เป็นต้น
หลังจากที่ Valve เคยประกาศไว้ว่าพร้อมจะทำให้ Steam กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ขายเนื้อหาอื่น ๆ นอกจากวีดีโอเกม วันนี้ Steam ได้เพิ่มหมวดซอฟต์แวร์เข้ามาบนหน้าร้านออนไลน์ของตัวเองแล้ว แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มีซอฟต์แวร์เพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ผู้ใช้สามารถซื้อและนำมาติดตั้งได้ในตอนนี้
จากในรายงาน Steam มีแผนที่จะขายซอฟต์แวร์บนแมคด้วย แม้ว่าตอนนี้จะมีเฉพาะซอฟต์แวร์สำหรับวินโดวส์เพียงอย่างเดียว แต่ที่เหนือไปกว่าตลาดขายซอฟต์แวร์ออนไลน์ทั่วไปคือซอฟต์แวร์ที่วางขายบน Steam จะรองรับ Steamworks ซึ่งจะรวมระบบอัพเดตโดยอัตโนมัติกับความสามารถในการเซฟงานขึ้นไปอยู่บน Steam Cloud อีกด้วย (ประมาณ iCloud เลย)
Amazon เปิดฟีเจอร์ใหม่บนแพลตฟอร์ม Kindle Direct Publishing (แพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้เขียนสามารถวางขายหนังสือได้เอง) ในชื่อ Kindle Serials ที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถซื้อครั้งเดียว แล้วสามารถอ่านซีรีส์นั้นๆ ได้ตั้งแต่ต้นยันจบ สำหรับเรื่องที่ยังไม่จบ ก็จะได้อ่านตอนที่ออกมาในอนาคตด้วย
ในเริ่มแรก Kindle Serials จะยังเปิดเฉพาะส่วนที่เป็นหนังสือก่อน แต่มีแผนจะขยายไปยังทีวีโชว์ ภาพยนตร์อีกในภายหลัง
คนที่สนใจสมัครฟีเจอร์นี้ (สำหรับผู้เขียน) สามารถไปดูแนวทางการสมัครได้จากหน้านี้ครับ
เคยมีข่าวลือตั้งแต่เมื่อครั้งกูเกิลยกเครื่อง Android Market เป็น Play Store ว่ากูเกิลจะขายแมกกาซีน เพราะในตอนแรกนั้น Play Store มีขายแค่แอพ หนังสือ และเพลงเท่านั้น
ตอนนี้ข่าวดังกล่าวเป็นจริงแล้ว หลังจากกูเกิลประกาศเพิ่มคอนเทนต์ที่ขายใน Play Store เข้ามาแล้ว และนั่นก็คือแมกกาซีน ภาพยนตร์ และซีรีส์ทีวีนั่นเอง โดยจับมือกับผู้ผลิตหลายค่ายอย่าง Disney, ABC, NBC, Universal, Sony Pictures และ Paramount สำหรับเอาภาพยนตร์จากค่ายที่ว่ามาไว้ใน Play Store
ส่วนแมกกาซีนนั้นก็มาด้วยกันตามคาด และรองรับการสมัครสมาชิกเช่นกัน
แน่นอนว่าอยู่นอกสหรัฐฯ ซื้อไม่ได้ครับ
Read It Later แอพสำหรับอ่านคอนเทนต์บนอินเทอร์เน็ตที่สามารถซิงค์ข้ามอุปกรณ์ ได้เปิดเผยข้อมูลจากผู้ใช้งานจำนวนกว่า 4 ล้านคนที่น่าสนใจว่า แท้จริงแล้วนอกจากคอนเทนท์ที่ผู้ใช้งานส่วนใหญ่เลือกเก็บทั้งบทความ และรูปภาพกราฟิก ซึ่งมันควรจะหมดแค่นี้ แต่จริงๆ แล้วมีผู้ใช้อีกกลุ่มใหญ่เก็บวิดีโอเอาไว้ด้วย
ทางทีมงานของ Read It later สังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่ก่อนปี 2010 หลังจากที่มีผู้ใช้จำนวนมากเก็บหน้าเว็บจากเว็บไซต์วิดีโออย่าง YouYube หรือ Vimeo จึงได้อัพเดตให้แอพสามารถเล่นวิดีโอได้จากตัวแอพเอง ผลคือผู้ใช้ยิ่งเก็บหน้าวิดีโอมากขึ้น เพิ่มขึ้นถึง 138% จากก่อนหน้าที่จะมีฟีเจอร์ดังกล่าว