ไมโครซอฟท์ประกาศฟีเจอร์ใหม่ชุดใหญ่ให้ Edge โดยจะทยอยเพิ่มมาใน Insider Channel เร็วๆ นี้
เราเห็นข่าว Chrome หยุดอัพเดตเวอร์ชันใหญ่ เพราะทีมงานมีปัญหาเรื่องสภาพการทำงาน ผลกระทบจากรอบการออกรุ่นของ Chrome ที่เปลี่ยนไป ทำให้เบราว์เซอร์ที่ใช้เอนจิน Chromium ได้รับผลกระทบไปด้วย
ไมโครซอฟท์ประกาศว่า Microsoft Edge จะหยุดการพัฒนา Edge 81 ในรุ่นเสถียรถัดไปเช่นกัน แต่จะยังออกแพตช์ความปลอดภัยให้ Edge 80 รุ่นเสถียรในปัจจุบัน เช่นเดียวกับ Chrome ทุกประการ
Google Earth เลิกซัพพอร์ตเวอร์ชันเดสก์ท็อปไปแล้วประมาณ 3 ปี แต่ช่วงที่ผ่านมา Google Earth ก็ยังคงใช้งานได้เฉพาะ Chrome เท่านั้น
วันนี้ Google ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่า Google Earth จะสามารถใช้งานได้บน Firefox, Microsoft Edge และ Opera แล้ว หลังจากที่ Google เปลี่ยนจาก Native Client ซึ่งมีเฉพาะ Chrome มาเป็นการคอมไพล์โค้ด C++ ด้วย WebAssembly ที่สามารถใช้กับเว็บเบราว์เซอร์อื่น ๆ ได้
แม้ว่าปัจจุบัน Google Earth จะใช้งานได้แล้ว แต่ Google ยังต้องขัดเกลาอีกสักระยะหนึ่งเพื่อให้ได้ประสบการณ์ที่ดีเหมือนกับใช้งานบน Chrome รวมถึงมีแผนซัพพอร์ต Safari รวมถึงเบราว์เซอร์อื่น ๆ ในอนาคต
ผู้ใช้ Chrome อาจคุ้นเคยกับเกมไดโนเสาร์กระโดดที่เอาไว้เล่นตอนออฟไลน์ ล่าสุด Microsoft Edge มีเกมคล้ายๆ กันแต่เป็นการเล่นกระดานโต้คลื่นแทน
เกมนี้เปิดให้เล่นแล้วบน Microsoft Edge Dev Channel โดยต้องเข้าไปที่ edge://surf แล้วใช้คีย์บอร์ดปุ่มซ้าย-ขวาควบคุมทิศทาง เพื่อให้ตัวละครของเราหลบอุปสรรคหรือเก็บไอเทม ในเกมยังมีมอนสเตอร์เป็นปลาหมึกยักษ์วิ่งไล่จับผู้เล่นด้วย
Microsoft Edge ตัวใหม่พลัง Chromium สามารถติดตั้งส่วนขยายของ Chrome จาก Chrome Web Store ได้ตรงๆ (โดยเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ก่อนในหน้า Extensions ของ Edge) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ของไมโครซอฟท์เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความเข้ากันได้ของ Edge กับส่วนขยายต่างๆ
ล่าสุดวันนี้ หากเราเข้าหน้าเว็บ Chrome Web Store ด้วย Edge จะเห็นข้อความแจ้งเตือนจากกูเกิล แนะนำให้ใช้ Chrome แทนเพื่อความปลอดภัยของส่วนขยายที่ดีกว่า โดยไม่ได้ระบุรายละเอียดเพิ่มเติมจากนี้
เว็บไซต์ ExtremeTech มองว่าการติดตั้งส่วนขยายจาก Chrome Web Store สามารถอัพเดตเวอร์ชันล่าสุดได้เมื่อใช้ Chrome เท่านั้น เพราะการติดตั้งบน Edge จะมองว่าเป็นการทำ sideloading แบบกลายๆ (คือไม่ใช่ช่องทางอย่างเป็นทางการ)
Microsoft ออกอัพเดตเบราว์เซอร์ Edge ที่ใช้ Chromium เป็นฐานเวอร์ชัน 80 โดยฟีเจอร์สำคัญของเวอร์ชันนี้คือรองรับ Windows 10 บน ARM และ Dolby Vision
Microsoft ได้เริ่มทดสอบเบราว์เซอร์ Edge Chromium บน ARM มาสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งการทำซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับซีพียู ARM โดยเฉพาะ จะให้ผลดีกว่าการใช้เวอร์ชัน x86 ทั้งด้านประสิทธิภาพและการใช้งานแบตเตอรี่
Microsoft เองก็เคยบอกไว้ว่างานบน Windows 10 ราว 50% คือเว็บเบราว์เซอร์ ดังนั้นถ้ามีเบราว์เซอร์แบบเนทีฟ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ Surface Pro X รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ Windows 10 ARM อย่างมาก
Microsoft Edge เวอร์ชัน Beta เพิ่มตัวเลือกบล็อคการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ (unwanted apps) ซึ่งหมายถึงซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้เป็นมัลแวร์ แต่ทำให้รำคาญ เช่น มีโฆษณาแทรก หรือพวกทูลบาร์ต่างๆ
ปัจจุบัน เว็บเบราว์เซอร์อย่าง Chrome หรือ Firefox มีระบบบล็อคการดาวน์โหลดมัลแวร์อยู่แล้ว (โดยใช้ฐานข้อมูล Safe Browser ของกูเกิล) ส่วน Edge เดิมก็มีระบบ SmartScreen Filter ทำงานแบบเดียวกัน แต่เป็นฐานข้อมูลของไมโครซอฟท์เอง
ไมโครซอฟท์มีระบบบล็อคซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์อยู่ก่อนแล้ว แต่เดิมทีใช้กับ Windows Defender Advanced Threat Protection เวอร์ชันจ่ายเงินสำหรับลูกค้าองค์กรเท่านั้น ล่าสุดคือเริ่มนำมาให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งานผ่าน Edge กันแล้ว
หลังจากไมโครซอฟท์ได้ประกาศแผนที่จะปล่อย Microsoft Edge ตัวใหม่ที่ใช้เอนจิน Chromium ให้กับ Windows 10 ผ่าน Windows Update ได้ไม่นาน ทางบริษัทก็ได้ออกเอกสารเพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับลูกค้ากลุ่มองค์กร ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาความเข้ากันได้กับเว็บแอพพลิเคชั่นที่ใช้งานอยู่เดิม หากพีซีในองค์กรได้รับการอัพเกรดไปใช้ Edge ตัวใหม่
โดยในเอกสารได้ระบุว่า อุปกรณ์ที่เข้าข่ายการใช้งานภายในองค์กร ซึ่งหมายรวมถึง
เว็บไซต์ VentureBeat ทดสอบเบนช์มาร์ค วัดประสิทธิภาพของเว็บเบราว์เซอร์ 4 ตัวคือ Chrome, Firefox, Edge (ตัวใหม่) และ Brave
การทดสอบใช้ Surface Laptop ที่ติดตั้ง Windows 10 Pro ใหม่, ติดตั้งเบราว์เซอร์ทั้ง 4 ตัวที่เป็นเวอร์ชันล่าสุด แล้วรันเบนช์มาร์คชื่อดัง เช่น SunSpider, Octane, Kraken ฯลฯ รวมทั้งหมด 8 ตัว ผลคือ
วันนี้ไมโครซอฟท์เปิดให้ดาวน์โหลด Microsoft Edge ตัวใหม่พลัง Chromium ที่เป็นเวอร์ชันเสถียร (จากที่ออกรุ่น Dev/Beta มาสักพักใหญ่ๆ) โดยไมโครซอฟท์อธิบายกระบวนการดาวน์โหลด/อัพเดต Edge ตัวใหม่ดังนี้
ไมโครซอฟท์ประกาศเปลี่ยนเอนจินใน Microsoft Edge มาเป็น Chromium ตั้งแต่ปลายปี 2018 แม้ที่ผ่านมาจะเวอร์ชั่นเบต้าให้ทดสอบเรื่อยๆ แต่วันนี้ไมโครซอฟท์ก็ปล่อยตัวจริงสู่สาธารณะ
ฟีเจอร์ในเวอร์ชั่นแรกถือว่าครบถ้วนตามที่สัญญาไว้ เช่น ซิงก์ด้วยบัญชีไมโครซอฟท์ (AAD), โหมด Internet Explorer, รองรับการสตรีมมิ่งระดับ 4K, วาดภาพลงไฟล์ PDF, และรองรับส่วนขยายจาก Chrome
เวอร์ชั่นแรกรองรับ Windows (Windows 7 ก็ยังรองรับ), macOS, iOS, และ Android
ที่มา - Windows Blog
ไมโครซอฟท์จะเปิดให้ดาวน์โหลด Microsoft Edge เวอร์ชันเสถียรในวันที่ 15 มกราคม 2020 (หลัง Windows 7 หมดอายุ 1 วัน) แต่ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดมากนัก ว่าจะอัพเดตให้ผู้ใช้งาน Edge ตัวเดิมอย่างไรบ้าง
เอกสารล่าสุดของไมโครซอฟท์มีข้อมูลเหล่านี้
Microsoft Edge ยุค Chromium มีกำหนดออกรุ่นเสถียรให้ใช้งาน 15 มกราคม 2020 ทำให้ตอนนี้ไมโครซอฟท์เตรียมความพร้อม ด้วยการเปิดเว็บรวมส่วนขยาย (Addon) สำหรับ Edge ตัวใหม่ไว้รอแล้ว
ก่อนหน้านี้ เว็บรวมส่วนขยายของ Edge เปิดให้บริการมาสักระยะ แต่ยังระบุว่าเป็นส่วนขยายสำหรับผู้ทดสอบกลุ่ม Insider ตอนนี้เปลี่ยนสถานะเป็นเว็บไซต์สำหรับคนทั่วไปใช้งานแล้ว แต่ยังขึ้นสถานะ Beta อยู่
หลัง Surface Pro X วางขาย เสียงวิจารณ์จากรีวิวต่างๆ ชี้ประเด็นเรื่องซอฟต์แวร์ ที่ยังมีปัญหาความเข้ากันได้ระหว่างซอฟต์แวร์ x86 กับซีพียู ARM64 แม้แต่ซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์เองหลายๆ ตัว เช่น Edge Chromium ก็ยังไม่รองรับ ARM64 ทำให้ต้องใช้เวอร์ชัน x86-32 จนมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพ-แบตเตอรี่อย่างไม่ควรจะเป็น
สัปดาห์ที่ผ่านมา ไมโครซอฟท์ทยอยแก้ปัญหานี้ด้วยการออก Edge เวอร์ชัน ARM64 แล้ว โดยตอนนี้ยังอยู่ใน Canary channel และจะทยอยขยับมายัง Dev/Beta channel ต่อไป
Chuck Friedman หัวหน้าทีม Microsoft Edge ให้สัมภาษณ์กับ TechCrunch ถึงแผนการใหญ่ของไมโครซอฟท์ที่ตั้งใจให้ Edge มีผู้ใช้ถึงหลัก 1 พันล้านคน (Chrome มีมากกว่า 2 พันล้าน) จากปัจจุบันที่มีราว 150 ล้านคน
Friedman เคยคุมทีม user experience ของ Windows 10 มาก่อน และเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าทีม Edge เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว เขาบอกว่าคำถามแรกที่ไมโครซอฟท์ต้องถามตัวเองคือ "อะไรคือเหตุผลที่ผู้ใช้ต้องเลือก Edge" และมองว่า Edge จะเป็นตัวผลักดันวงการเว็บในอนาคต มากกว่าแก้ปัญหาในอดีต
เขายอมรับว่าการย้ายมาใช้เอนจิน Chromium เป็นการปลดล็อค Edge จากปัญหาความเข้ากันได้ (compatibility) เพื่อไปแก้ปัญหาใหม่ๆ ของอินเทอร์เน็ตแทน
ตัวแทนของไมโครซอฟท์ยืนยันในเวทีงาน Ignite 2019 ว่าเว็บเบราว์เซอร์ Microsoft Edge เวอร์ชัน Chromium จะออกเวอร์ชันลินุกซ์ด้วย โดยยังไม่ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจน
การประกาศทำเวอร์ชันลินุกซ์ ทำให้ Edge กลายเป็นเบราว์เซอร์ที่ทำงานได้ข้ามแพลตฟอร์ม ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ Windows ทุกตัวที่ยังซัพพอร์ต (7, 8.1, 10, Server ตั้งแต่ 2008 R2 เป็นต้นมา), macOS, Linux, Android, iOS
ที่มา - Neowin, ภาพจาก @MicrosoftEdge
ไมโครซอฟท์เปิดตัว โลโก้ใหม่ของ Edge อย่างเป็นทางการที่งาน Microsoft Ignite 2019 พร้อมประกาศวันออก Edge ที่ใช้เอนจิน Chromium เวอร์ชันเสถียร เป็นวันที่ 15 มกราคม 2020
Microsoft ปรับโฉมโลโก้ Microsoft Edge เบราว์เซอร์ที่ใช้ Chromium เป็นฐานใหม่ โดยตอนนี้โลโก้ใหม่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้เวอร์ชัน Canary ล่าสุดของ Microsoft Edge
ตัวโลโก้ของ Microsoft Edge ที่ออกแบบมาใหม่นี้จะใช้ลักษณะ Fluent Design เหมือนกับโลโก้ใหม่ของ Microsoft Office โดยออกแบบคล้ายกับมีแรงบันดาลใจจากรูปคลื่น และสลัดรูปแบบเดิมทิ้งไปทั้งหมด ไม่ได้ดูคล้ายกับ Internet Explorer เหมือนโลโก้เก่าอีกแล้ว
Microsoft Edge เวอร์ชันที่ใช้ Chromium เป็นฐานนั้นเปิดให้ทดสอบเบต้ามาตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ไม่มีข้อมูลว่าเวอร์ชันจริงจะออกเมื่อไร โดย The Verge คาดว่าเป็นช่วงที่ Microsoft จัดงาน Ignite ในวันที่ 4 พฤศจิกายนน่าจะเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการของเบราว์เซอร์ใหม่นี้
หลังจากที่ไมโครซอฟท์เปลี่ยนเอนจิน Edge มาใช้ Chromium ซึ่งเป็นเอนจินที่ใช้กันมากในกลุ่มผู้ใช้ลินุกซ์ตัวหนึ่ง ก็อาจจะไม่แปลกนักถ้าไมโครซอฟท์อาจจะกำลังจะขยายช่องทางการเข้าถึง Edge เพิ่มเติม
เรื่องทั้งหมดเริ่มมาจาก Sean Larkin หนึ่งในทีมพัฒนาของ Edge ได้ออกมาปล่อยแบบสอบถามผ่านทางทวิตเตอร์ของตัวเอง โดยเจ้าตัวระบุว่าทีมของเค้ากำลังมองหา "ความต้องการที่จะนำ Edge มาสู่ลินุกซ์" ซึ่งเป็นแบบสอบถามสั้นๆ 6 ข้อที่เกี่ยวกับนักพัฒนาบนลินุกซ์ เช่น สถานการณ์ไหนที่คุณใช้เบราว์เซอร์บนลินุกซ์เป็นหลัก, ดิสโทรลินุกซ์ตัวไหนที่มีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาเว็บไซต์ของคุณ
ไมโครซอฟท์ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า Microsoft Edge เวอร์ชันใช้เอนจิน Chromium จะไม่มีฟีเจอร์การอ่านไฟล์อีบุ๊กฟอร์แมต EPUB ที่เคยมีใน Edge เวอร์ชันปัจจุบัน โดยแนะนำให้ผู้ใช้เลือกติดตั้งแอพอ่าน EPUB จาก Microsoft Store แทน
เอนจิน Chromium เองไม่ได้รองรับการอ่านไฟล์ EPUB อยู่ก่อนแล้ว บวกกับความนิยมในโลกอีบุ๊กที่ไม่ได้มากนัก (อย่างน้อยก็ในสายตาไมโครซอฟท์ เพราะเลิกขายอีบุ๊กบน Microsoft Store ไปแล้ว) ก็ไม่น่าแปลกใจที่ไมโครซอฟท์ตัดสินใจไม่พัฒนาฟีเจอร์อ่าน EPUB ให้กับ Chromium
ไมโครซอฟท์เปิดทดสอบ Microsoft Edge เวอร์ชัน Chromium มาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยยังเป็นเวอร์ชันทดสอบที่ไม่เสถียร (Canary อัพเดตรายวัน และ Dev Channel อัพเดตรายสัปดาห์)
ล่าสุด Microsoft Edge ตัวใหม่เข้าสถานะ Beta Channel ที่ออกทุก 6 สัปดาห์ (ระยะเวลาเท่ากับ Stable ที่ยังไม่ออกในตอนนี้) เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปมากขึ้น สามารถใช้เป็นเบราว์เซอร์ในชีวิตประจำวันจริงๆ ได้แล้ว
ไมโครซอฟท์บอกว่ามีคนดาวน์โหลด Edge รุ่น Canary/Dev รวมกันไปแล้วเกิน 1 ล้านครั้ง และทีมงานไมโครซอฟท์ก็ร่วมพัฒนา Chromium โดย commit แพตช์เข้าไปแล้วเกิน 1,000 รายการ
นับเป็นข่าวดีสำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นนักพัฒนาเว็บ ซึ่งมักจะต้องเปิด Developer Tools (DevTools) บนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อดีบักและแก้ไขข้อผิดพลาดของเว็บที่กำลังพัฒนากันอยู่บ่อยๆ
เมื่อไมโครซอฟท์ออกส่วนขยายสำหรับพัฒนาเว็บตัวใหม่ให้กับ Visual Studio Code ในชื่อว่า Elements for Microsoft Edge เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการดีบักเว็บไปอีกขั้น ด้วยการช่วยแสดงผลหน้าเว็บพร้อมดึงแท็บ Elements จาก DevTools บน Microsoft Edge (Chromium) ให้นักพัฒนาสามารถเรียกใช้งานได้จากภายใน VS Code โดยตรง
ไมโครซอฟท์ประกาศแผนการพัฒนา Microsoft Edge ในแง่ฟีเจอร์ฝั่งองค์กร (enterprise) ในงาน Microsoft Inspire 2019 สัปดาห์นี้
ไมโครซอฟท์ออกเว็บเบราว์เซอร์ Microsoft Edge ยุค Chromium สำหรับ Windows รุ่นเก่าคือ 7, 8, 8.1 โดยตอนนี้ยังมีสถานะเป็นรุ่น Canary channel และจะออก Dev channel ตามมาในเร็วๆ นี้
ฟีเจอร์ของ Edge บน Windows 7, 8, 8.1 ก็เทียบเท่ากับ Edge บน Windows 10 เกือบทุกประการ โดยจะมีฟีเจอร์แสดงผลด้วยเอนจิน IE เพื่อซัพพอร์ตเว็บไซต์เก่าๆ ด้วยเช่นกัน
หากยังจำกันได้ Google เคยเสนออัพเดตสเปค Manifest v3 ซึ่งจะส่งผลต่อตัวบล็อคโฆษณาที่ทำงานอยู่บน Chromium แม้ภายหลัง Google จะยอมถอย แต่สุดท้าย Google ก็ประกาศออกมาว่าเทคโนโลยีเก่า ๆ จะอยู่เฉพาะผู้ใช้ Chrome เวอร์ชันองค์กรเท่านั้น ส่วนเวอร์ชันปกติที่ใช้กันจะได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่ง Manifest v3 จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมปีหน้า