โครงการ CentOS ประกาศเตรียมหยุดซัพพอร์ต CentOS 8 สิ้นปี 2021 จากเดิมที่ CentOS แต่ละเวอร์ชั่นจะซัพพอร์ตล้อไปกับ RHEL ยาวนานถึงเวอร์ชั่นละสิบปี ทำให้ CentOS 8 ควรได้ซัพพอร์ตถึง 2029
หลังจาก CentOS 8 หยุดพัฒนาแล้วทาง CentOS แนะนำให้ผู้ใช้ CentOS 8 ย้ายไปใช้งาน CentOS Stream 8 ที่กำลังเป็นดิสโทรรุ่นพัฒนาเวอร์ชั่นต่อๆ ไปของ RHEL
Red Hat ประกาศรองรับ Quarkus เฟรมเวิร์คจาวาสำหรับการใช้งานแบบคอนเทนเนอร์ บนแพลตฟอร์ม OpenShift ของตัวเองแล้ว
Red Hat เปิดตัว Quarkus ในปี 2019 เพื่อแก้ปัญหาสำคัญของ Java ที่ "โหลดช้า-กินแรมเยอะ" ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของการรันงานในคอนเทนเนอร์ (Quarkus โฆษณาตัวเองว่าเป็น Supersonic Subatomic Java) เมื่อบวกกับการที่ Quarkus เองก็ออกแบบมาสำหรับคอนเทนเนอร์อยู่แล้ว จึงทำงานร่วมกับ OpenShift ได้อย่างแนบเนียน
Red Hat ยังออกเครื่องมือช่วยย้ายแอพพลิเคชันที่เขียนด้วย Spring Boot บนเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม มารันบน Quarkus/OpenShift ด้วย
Red Hat ประกาศอัพเดตเวอร์ชัน OpenShift 4.6 เข้าสู่สถานะ GA อย่างเป็นทางการ โดย OpenShift เวอร์ชันนี้จะใช้ Kubernetes 1.19 เป็นแกน
สำหรับของใหม่ในเวอร์ชัน 4.6 คือระบบติดตั้ง OpenShift บน bare metal ที่เป็นระบบติดตั้งอัตโนมัติแบบ full-stack เข้าสู่สถานะ GA แล้ว หมายความว่าผู้ใช้ OpenShift สามารถติดตั้งบนโฮสต์แพลตฟอร์มใดก็ได้ ไม่ต้องใช้ cloud provisioning, VM hosting หรือเทคโนโลยีตัวกลางอื่น ๆ
ตัว Bare Metal Operator ใหม่จะทำการ expose ตัวโหนดที่เป็น physical ไปยังตัวติดตั้ง OpenShift เพื่อให้ตัวติดตั้งสามารถจัดการตัวโหนดต่อไปได้ ซึ่ง Red Hat ระบุว่าฟีเจอร์นี้ใช้ Metal3 เป็นแกนในการจัดการโฮสต์แบบ base metal
ส่วนฟีเจอร์อื่น ๆ เช่น
ข่าวสำคัญในวงการไอทีรอบเดือนนี้คือ IBM ประกาศแยกเป็น 2 บริษัท ที่หลายคนอาจยังงงๆ อยู่ว่าจะทำไปเพื่ออะไร และข่าวการแยกบริษัทอาจไม่น่าสนใจนักเมื่อเทียบกับข่าวการซื้อบริษัท อย่างการทุ่มเงินซื้อ Red Hat ในปี 2018
แต่จริงๆ แล้ว การแยกบริษัทครั้งนี้ถือเป็นแผนย่อยในแผนปรับตัวครั้งใหญ่ของ IBM ต่อจากการซื้อ Red Hat และมีความเกี่ยวโยงกันอย่างแนบแน่น
IBM เป็นบริษัทที่มีอายุยาวนานกว่า 100 ปี ผ่านการปรับตัวให้อยู่รอดตามยุคสมัยอยู่หลายครั้ง มีทั้งการซื้อกิจการดาวรุ่งและการขายกิจการที่เติบโตช้าออกไปอยู่ตลอดเวลา การปรับตัวของ IBM รอบนี้จึงประกอบด้วยยุทธศาสตร์ทั้งสองด้าน นั่นคือการซื้อกิจการ Red Hat เข้ามา และการแยกธุรกิจออกไปตามข่าวนี้นั่นเอง
ในงานแถลงผลประกอบการของ IBM ไตรมาส 3/2020 ซีเอฟโอ James Kavanaugh ตอบคำถามของนักวิเคราะห์ไว้ชัดเจนว่า ยุทธศาสตร์ของ IBM ในตอนนี้คือการสร้างตัวขึ้นมาใหม่จากสินทรัพย์ที่ได้มาจากการซื้อ Red Hat
ทิศทางนี้ยิ่งเด่นชัดจากประกาศของ IBM ที่ต้องการแยกบริษัทเป็น 2 ส่วน โดยจะแยกธุรกิจด้านบริการ (Managed Infrastructure Services) ออกมาเป็นบริษัทใหม่อีกแห่งที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ บริษัทใหม่จะสืบทอดธุรกิจด้านบริการหรือดูแลเครื่องของ IBM เดิม ซึ่งเป็นธุรกิจที่อยู่มานานและเติบโตช้า ในขณะที่ IBM เดิมจะโฟกัสไปที่ซอฟต์แวร์คลาวด์ ซึ่งแกนกลางอยู่ที่ Red Hat นั่นเอง
Red Hat ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาด Kubernetes สำหรับองค์กรมาก่อนใครเพื่อนด้วย OpenShift แต่ช่วงหลังเราเห็นผู้เล่นใหม่ๆ ในวงการ Kubernetes เริ่มเข้าสู่ตลาด (เช่น VMware Tanzu รวมถึงเจ้าเก่าอย่าง Rancher) ส่งผลให้ล่าสุด Red Hat ออกมาหั่นราคา OpenShift ลงเฉลี่ย 75% และเพิ่ม service-level agreenment (SLA) เป็น 99.95% เพื่อดึงดูดลูกค้า
Red Hat มี OpenShift ขายหลายเวอร์ชัน แต่หลักๆ แบ่งได้เป็น Self-Managed (ใช้เครื่องหรือคลาวด์ของลูกค้าเอง), Online (ทุกอย่างอยู่บนระบบ Red Hat), Managed (ผู้บริการคลาวด์อย่าง AWS, IBM, Azure บริหารให้) และ Dedicated (ลูกค้าเช่าเครื่อง AWS หรือ GCP แล้ว Red Hat บริหารให้)
Red Hat ออก Red Hat Enterprise Linux (RHEL) เวอร์ชัน 7.9 ซึ่งเป็นเวอร์ชันย่อย (minor release) ตัวสุดท้ายของสาย RHEL 7.x
ปีที่แล้ว Red Hat ออก RHEL มาถึงเวอร์ชัน 7.7 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสุดท้ายที่มีฟีเจอร์ใหม่ และตามออกอัพเดตย่อยแก้บั๊กต่างๆ มาถึง 7.9 เท่านั้น ถัดจากนี้ไป Red Hat จะออกแค่แพตช์ความปลอดภัยของช่องโหว่สำคัญๆ ระดับ Critical/Important เท่านั้น โดย RHEL 7.9 จะยังซัพพอร์ตนานอีก 4 ปี ไปจนถึงกลางปี 2024
RHEL 7.x ถือเป็นดิสโทรซีรีส์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่ตอนนี้ก็ถึงเวลาของสาย RHEL 8.x ที่เริ่มออกมาตั้งแต่ปี 2019 และเวอร์ชันล่าสุดในปัจจุบันคือ RHEL 8.2
วันนี้ทาง Red Hat จัดงานสัมมนา Red Hat Asia Pacific Partner Conference 2020 เป็นงานสัมมนาออนไลน์สำหรับคู่ค้าของ Red Hat โดยเฉพาะ โดยในงานทาง Red Hat แสดงความสำเร็จในการเพิ่มยอดขายถึงระดับ 3.4 พันล้านดอลลาร์ โดยในจำนวนนี้เป็นรายได้ที่เกิดจากพาร์ตเนอร์มากกว่า 70% ขณะที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดจากพาร์ตเนอร์สูงถึง 83%
ตอนนี้พาร์ตเนอร์ Red Hat ในแถบเอเชียแปซิฟิกมีมากกว่า 4,000 รายโดยทาง Red Hat ระบุว่าจำนวนพาร์ตเนอร์ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากไอบีเอ็มเข้าซื้อบริษัท ในปี 2018 แม้ว่าในตอนนั้นหลายคนจะกังวลว่าทีมงานของไอบีเอ็มที่มีอยู่ทั่วโลกจะกลายเป็นคนมาขายสินค้าของ Red Hat แทนพันธมิตรเดิม
ทีมวิศวกร Red Hat เขียนบล็อคอธิบายถึง crun รันไทม์ใหม่ที่ Giuseppe Scrivano วิศวกรของ Red Hat เขียนขึ้นช่วงวันหยุดปีใหม่ขึ้นปี 2019 โดยเขียนขึ้นด้วยภาษา C ทั้งหมดขณะที่ runc นั้นเขียนด้วยภาษา Go โดย Giuseppe ต้องการทดสอบฟีเจอร์ใหม่ๆ ในรันไทม์ของคอนเทนเนอร์ จนตอนนี้ใน RHEL 8.3 ที่กำลังออก ตัว crun ก็จะใส่เข้ามาด้วยในสถานะ Technology Preview
runc เป็นตัวรันคอนเทนเนอร์อ้างอิงสเปกของ Open Container Initiative หลังจากความบาดหมางระหว่าง Docker และ CoreOS สงบลง แต่การทำตามสเปกเป็นหลักก็ทำให้ไม่มีฟีเจอร์ทดสอบใหม่ๆ
เมื่อวานนี้หลังทางบริษัท Eclypsium ได้เปิดเผยช่องโหว่ของ GRUB2 ออกมาผู้ผลิตระบบปฎิบัติการก็ออกแพตช์กันตามนัดหมาาย แต่ปรากฎว่าผู้ใช้ RHEL 8.2 จำนวนหนึ่งกลับพบว่าแพตช์ทำให้เครื่องบูตไม่ขึ้น
ผู้ใช้จำนวนหนึ่งระบุว่าทางออกคือปิด Secure Boot ไปก่อน สำหรับผู้ใช้บางส่วนระบุว่าต้อง downgrade แพ็กเกจ shim-x64 และ grub2
ระหว่างนี้ใครใช้ RHEL 8.2 ควรระวังการแพตช์แพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง หากติดตั้งไปแล้วและพบปัญหาให้ติดต่อซัพพอร์ตของทาง Red Hat
ที่มา - Red Hat
IBM และ Red Hat ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ Adobe โดยแบ่งออกเป็น 3 เรื่องดังนี้
OKD Working Group ประกาศว่าตอนนี้ OKD4 ซึ่งเป็น OpenShift Container Platform (OCP) เจเนอเรชั่นที่ 4 เวอร์ชันคอมมูนิตี้ได้เข้าสู่สถานะ GA อย่างเป็นทางการแล้ว
จุดสำคัญของ OKD4 จะเปลี่ยนไปในลักษณะเดียวกับ OCP4 คือตัว OS ที่ใช้เป็นฐานในการรันแพลตฟอร์มจะใช้ Fedora CoreOS หรือ FCOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ Linux ที่ออกแบบมาเพื่อการรันคอนเทนเนอร์ (Fedora CoreOS เป็นเวอร์ชันคอมมูนิตี้ของ Red Hat Enterprise Linux CoreOS) รวมถึงรองรับระบบ Operator ที่ใช้สำหรับ maintain resource ภายใต้คลัสเตอร์
วิศวกรไมโครซอฟท์กำลังพอร์ต Java Development Kit (OpenJDK) ไปรันบน Windows 10 on ARM โดยเริ่มจาก Java 15 ที่จะออกในเดือนมิถุนายนนี้
ตอนนี้โค้ดที่พอร์ตอยู่ระหว่างการเสนอไปยังโครงการ OpenJDK ต้นน้ำ (JEP 388) โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง ไมโครซอฟท์กับ Red Hat ซึ่งปัจจุบัน Red Hat เป็นผู้ดูแลโครงการ OpenJDK ร่วมกับ Oracle
Red Hat เป็นบริษัทล่าสุดที่ออกมาประกาศเลิกใช้คำว่า master/slave และ whitelist/blacklist ที่อาจกระทบต่อเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ โดยตั้งคณะทำงานตรวจสอบโค้ดและเอกสารทั้งหมดของบริษัท (โอเพนซอร์สทุกโครงการที่ทำ) เพื่อดูว่ามีคำที่มีปัญหาหรือไม่
แนวทางของ Red Hat คือเปลี่ยนคำที่มีปัญหาทั้งหมดเท่าที่ทำได้ ยกเว้นในกรณีเป็นคำในโค้ด ที่เปลี่ยนแล้วจะกระทบต่อ API ก็จะนำเสนอแผนการเปลี่ยนผ่านในระยะยาวต่อโครงการนั้นๆ (ที่ Red Hat อาจไม่ได้เป็นเจ้าของหรือดูแล)
โครงการโอเพนซอร์สที่ทำไปแล้วคือ Ansible ที่เปลี่ยนคำว่า master เป็น main และคำว่า whitelist/blacklist เป็น allowlist/denylist
The Register สัมภาษณ์ Clayton Coleman วิศวกร Red Hat ที่ดูแล OpenShift ตั้งแต่ปี 2012 และเข้าร่วมกับ Kubernetes ตั้งแต่ 2014 จนตอนนี้ดำรงตำแหน่ง Architect ดูแลทั้ง Kubernetes และ OpenShift โดยเขาเล่าถึงตอนที่ Red Hat ตัดสินใจเข้าร่วมกับ Kubernetes ว่าตอนนั้น Red Hat กำลังคิดว่าจะเข้าร่วมกับ Mesos แต่ทางกูเกิลก็มาชวนให้ร่วมกับ Kubernetes แทน
Red Hat พัฒนา OpenShift โดยมองแอปพลิเคชั่นเป็น Gear มาก่อนที่จะมี Docker เสียอีก แต่มาเปลี่ยนแนวทางใช้ Kubernetes เป็นแกนกลางใน OpenShift 3 ตัว Clayton ระบุว่า Red Hat โชคดีที่อยู่ถูกที่ถูกเวลาพอดี (ตีความโดยผู้เขียน: ทำให้เปลี่ยนเอนจินไป Kubernetes ในจังหวะที่ทุกคนยอมรับแนวทางนี้)
IBM เป็นบริษัทไอทีสายองค์กรที่มีความเคลื่อนไหวน่าสนใจที่สุดในรอบปีนี้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายอย่าง ตั้งแต่การควบกิจการ Red Hat ที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของ IBM ในตลาดคลาวด์ มาสู่การแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ Arvind Krishna
ต้องยอมรับว่า IBM ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนักในตลาด public cloud ที่มีผู้เล่น 3 รายใหญ่ AWS, Azure, Google Cloud แต่บริษัทก็ยังไม่ถอดใจ และเดินหน้าลุยในตลาดคลาวด์ต่อไป โดยซีอีโอ Arvind Krishna ก็ประกาศไว้ว่าจะใช้ hybrid cloud และ AI เป็นผลิตภัณฑ์หัวหอกของ IBM ในอนาคตหลังจากนี้
หลังงาน Red Hat Summit ที่ Red Hat เปิดตัวซอฟต์แวร์ชุดใหม่ๆ จำนวนมาก โดยตัวหนึ่งคือ OpenShift virtualization ที่ฝังเอาความสามารถในการจัดการ VM เข้าไปอยู่ในโครงสร้าง Kubernetes ขณะที่เจ้าตลาด VM อย่าง VMware นั้นก็ปรับตัวให้สามารถจัดการ VM ผ่าน API ของ Kubernetes พร้อมกับรองรับคอนเทนเนอร์ได้เช่นเดียวกัน วันนี้ Benjamin Henshall ผู้จัดการทั่วไป Red Hat เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ออกมาระบุในการให้สัมภาษณ์ออนไลน์ว่าการทับซ้อนของสินค้าเช่นนี้เป็นเพราะทั้งสองบริษัทเห็นตรงกันว่าการจัดการคอนเทนเนอร์บน Kubernetes นั้นจะเป็นแกนกลางของโครงสร้างไอทีสำหรับองค์กรในยุคต่อไป พร้อมกับระบุว่าแม้จะมีสินค้าทับกันแต่ทั้งสองบริษัทก็เป็นพันธมิตรในหลายด้านมายาวนาน
สงคราม Kubernetes สำหรับตลาดไฮบริดคลาวด์เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมที่มี Red Hat OpenShift เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกตลาด ก็เริ่มมีคู่แข่งรายใหญ่คือ VMware Tanzu เข้ามาแข่งขัน ซึ่ง[ซีอีโอของ Red Hat เองก็ยอมรับว่า VMware เป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดนี้
ล่าสุด Sanjay Poonen ซีโอโอของ VMware ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ และพูดถึงการแข่งขันกับ Red Hat เช่นกัน เขายอมรับว่า VMware บุกมาในตลาดนี้ช้ากว่า แต่ก็มั่นใจว่าจะสามารถแซงหน้า OpenShift ได้ในแง่จำนวนลูกค้าองค์กร ด้วยปัจจัยว่าผลิตภัณฑ์ดีกว่า (VMware ซื้อกิจการ Pivotal และ Heptio ของผู้ก่อตั้ง Kubernetes) และปัจจัยว่า VMware มีฐานลูกค้า virtualization มากถึง 500,000 องค์กร ที่พร้อมจะขยับมาใช้ Tanzu ได้ไม่ยาก
Red Hat ประกาศความร่วมมือกับ AWS เปิดตัว Amazon Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นการนำแพลตฟอร์ม OpenShift สำหรับจัดการ Kubernetes เชิงพาณิชย์ของ Red Hat ไปรันบน AWS โดยทั้งสองบริษัทร่วมกันบริหารและซัพพอร์ตให้ (ก่อนหน้านี้ AWS รัน OpenShift ได้อยู่แล้ว แต่ผู้ใช้ต้องจัดการระบบเอง)
ในแง่ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์คงไม่มีอะไรต่างจาก OpenShift เวอร์ชันปกติของ Red Hat แต่จุดขายหลักคือการทำงานร่วมกับระบบของ AWS เช่น การเรียกใช้งาน Auto Scaling เพื่อขยายจำนวนโหนดในระบบ และช่วยเปิดทางให้ลูกค้าองค์กรสามารถย้ายโหลดงานจาก OpenShift แบบ on-premise มารันบนเครื่องของ AWS ได้ด้วย
Red Hat ระบุว่าเริ่มเปิดทดสอบ Amazon Red Hat OpenShift แบบ early access ในเร็วๆ นี้ โดยยังไม่ระบุราคา
IBM ร่วมกับ Red Hat เปิดตัวโซลูชันสำหรับ Edge Computing ที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นในยุค 5G จากปัจจัยเรื่อง latency ของเครือข่ายที่ลดลง
โซลูชันของ IBM ใช้เทคโนโลยีจากฝั่ง Red Hat คือ OpenStack และ OpenShift (Kubernetes) เป็นแกนกลาง แล้วปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นความถนัดของ IBM (และเป็นตัวอย่างที่ดีว่า IBM ซื้อ Red Hat ไปทำไม)
Paul Cormier ซีอีโอคนใหม่ของ Red Hat ให้สัมภาษณ์กับ The Register ในโอกาสรับตำแหน่งใหม่ (แต่ตัวเขาอยู่กับ Red Hat มาตั้งแต่ปี 2001) มีประเด็นที่น่าสนใจคือวัฒนธรรมองค์กร Red Hat ที่มาจากโลกโอเพนซอร์ส เคลื่อนตัวเร็ว จะโดนวัฒนธรรมองค์กรใหญ่ของ IBM กลืนกินหรือไม่
Cormier ยืนยันว่าจะไม่มีปัญหานี้ เพราะ Red Hat จะแยกขาดจาก IBM ไม่ไปยุ่งกันเลย เขามีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายกฎหมาย การเงิน ระบบไอทีภายในของตัวเองโดยไม่ต้องใช้ของ IBM และไม่มีแผนจะรวมแผนกหลังบ้านเหล่านี้เข้าด้วยกันด้วย
เราเห็นไมโครซอฟท์ขยายระยะเวลาซัพพอร์ต Windows 10 ให้เป็นกรณีพิเศษ ในช่วงวิกฤต COVID-19 เพื่อให้แอดมินองค์กรมีระยะเวลาเตรียมตัวกันนานขึ้น
วันนี้ Red Hat ประกาศขยายระยะเวลาซัพพอร์ตผลิตภัณฑ์หลายตัวในลักษณะเดียวกัน
ที่มา - Red Hat
OpenShift อัพเดตรุ่น 4.4 ตามรอบ โดยแกนกลางคือการอัพเดต Kuberntes เป็นรุ่น 1.17 ตามโครงการหลักที่ออกเวอร์ชั่นนี้เมื่อ 10 ธันวาคมปีที่แล้ว โดยนอกจากตัว k8s เองแล้ว ยังอัพเดตชิ้นส่วนอื่นๆ อีกหลายตัว
Red Hat ประกาศเตรียมเพิ่มฟีเจอร์ OpenShift virtualization ที่ใช้สำหรับการจัดการ virtual machine (VM) ผ่านทาง API ของ Kubernetes สำหรับแอปพลิเคชั่นที่ไม่สามารถย้ายมาเป็นคอนเทนเนอร์ได้โดยง่าย แต่องค์กรต้องการรวบโครงสร้างทั้งหมดให้จัดการจากที่เดียวกัน
ฟีเจอร์นี้ใช้โครงการ KubeVirt เป็นฐาน
แนวทางการควบคุมทั้ง Kubernetes และ VM ด้วยอินเทอร์เฟซเดียวกัน ดูจะเป็นแนวทางที่ชัดเจนของการจัดการโครงสร้างพื้นฐานในยุคต่อไป โดยก่อนหน้านี้ VMware vSphere 7 ก็เพิ่มฟีเจอร์ Kubernetes API สำหรับการควบคุม VM เหมือนกัน
Red Hat เปิดตัวระบบจัดการคลัสเตอร์ Kubernetes ใหม่ในชื่อ Advanced Cluster Management สำหรับการจัดการคลัสเตอร์ Kubernetes ทั้งบนคลาวด์และ on-premise ในที่เดียว
ฟีเจอร์หลักของ Advanced Cluster Management คือการสร้างคลัสเตอร์, อัพเดต, และทำลาย คลัสเตอร์ในหน้าจอเดียว ควบคุมนโยบายความปลอดภัยตามกฎระเบียบของอุตสาหกรรม
ตัวซอฟต์แวร์รองรับ OpenShift ทั้ง on-premise และบนคลาวด์ หรือจะใช้คลัสเตอร์ของผู้ให้บริการคลาวด์อย่าง AWS, Google Cloud Platform, IBM Cloud, หรือ Azure ก็ได้
รุ่น Technology Preview จะเปิดตัวกลางเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนตัวจริงน่าจะเปิดตัวภายในหน้าร้อนปีนี้