ในรอบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคา Bitcoin เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และในวันแรกของปี 2017 ราคา Bitcoin ก็พุ่งทะลุ 1,000 ดอลลาร์ได้เป็นครั้งแรก (ขึ้นไปสูงสุดที่ 1,003.18 ดอลลาร์) หลังจากเคยทำราคานี้ได้ครั้งสุดท้ายในเดือนมกราคม 2014
ขณะที่เขียนข่าวนี้ ราคา Bitcoin ตกลงมาจากเดิมเล็กน้อย อยู่ที่ 1,000.04 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC
ราคา Bitcoin เคยพุ่งไปสูงสุดที่ 1,216.7 ดอลลาร์ในปี 2013 ต้องรอดูว่าปี 2017 จะสามารถทำลายสถิติเดิมลงได้หรือไม่
ที่มา - CoinDesk
ราคา Bitcoin เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง และล่าสุดวันนี้ (21 ธันวาคม) สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 800 ดอลลาร์ต่อ 1 BTC ได้สำเร็จแล้ว
Bitcoin เคยมีราคาสูงสุดที่ 1,000 ดอลลาร์กว่าๆ ตั้งแต่ช่วงตลาดบูมในปี 2014 จากนั้นก็ตกลงเรื่อยมา จนราคาไปต่ำสุดที่ราว 220 ดอลลาร์ตอนกลางปี 2015 และค่อยๆ ไต่ขึ้นกลับมาจนมาแตะหลัก 800 ดอลลาร์ได้สำเร็จ
ที่มา - CoinDesk
ราคาแลกเปลี่ยนระหว่าง Bitcoin กับดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นทันทีนับตั้งแต่ Donald Trump มีแนวโน้มชนะการเลือกตั้ง เนื่องจากคนไม่มั่นใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เลยแลก Bitcoin เก็บไว้
ราคา Bitcoin ช่วงเริ่มนับคะแนนอยู่ที่ 709 ดอลลาร์ และพุ่งขึ้นไปสูงสุดที่ราว 738 ดอลลาร์ ก่อนเริ่มตกลงมาเหลือ 724 ดอลลาร์ ขณะที่เขียนข่าว
ที่มา - CoinDesk
ประเด็นเรื่องสถานะของ bitcoin ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าตกลงแล้ว bitcoin มีสถานะเป็น "เงิน" หรือไม่ ล่าสุดศาลรัฐนิวยอร์กตัดสินคดีเกี่ยวกับ bitcoin โดยให้คำนิยามว่า bitcoin เป็น "เงิน"
คดีนี้เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์รับแลกเปลี่ยน bitcoin ชื่อ coin.mx ที่ปิดตัวไปแล้ว โดยเว็บไซต์แห่งนี้ถูกฟ้องหลายคดี ทั้งการแฮ็กระบบคอมพิวเตอร์ หลอกลวงเงินจากบริษัทหลายแห่ง แล้วนำไปฟอกเงินและทำกิจกรรมผิดกฎหมายหลายอย่าง จำเลยรายหนึ่งคือ Anthony Murgio ผู้บริหารเว็บไซต์แห่งนี้ พยายามต่อสู้คดีโดยบอกว่า bitcoin ไม่ได้มีสถานะเป็น "เงินทุน" (fund) เพื่อไม่ให้เข้าข่ายกฎหมายให้แลกเปลี่ยนเงินแบบมีใบอนุญาต (ข้อหาเรื่องให้แลกเงินผิดกฎหมายจะได้ตกไป เพราะ bitcoin ไม่ใช่เงิน)
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษากลับตีข้ออ้างนี้ตกไป โดยบอกว่า bitcoin คือ "เงินทุน" ตามความหมายอย่างง่ายของคำว่า fund เพราะสามารถนำไปซื้อสินค้าหรือบริการได้โดยตรง ทำหน้าที่ได้เหมือนเงิน ใช้เป็นตัวกลางสำหรับแลกเปลี่ยนและใช้จ่ายได้
Bitfinex ตลาดแลกเปลี่ยนเงินบิตคอยน์จากฮ่องกงประกาศหยุดการซื้อขายหลังถูกแฮก โดยคนร้ายได้เงินไปทั้งสิ้น 119,756 BTC หรือประมาณ 2,276 ล้านบาท
ทาง Bitfinex ระบุว่ากำลังอยู่ระหว่างการหาต้นตอของการแฮกครั้งนี้ และกำลังร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ผลกระทบระหว่างนี้ทำให้ราคาบิตคอยน์ตกลงอย่างรวดเร็ว จาก BTC ละ 23,000 บาทเหลือไม่ถึง 19,000 บาทในตอนนี้
ผลกระทบแรกจากกรณี Brexit หรือสหราชอาณาจักรถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปคือ ค่าเงินปอนด์อ่อนตัวลงทันทีเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ และส่งผลให้เงินสกุลอื่นแข็งขึ้น ซึ่งรวมถึง Bitcoin ด้วย
อัตราแลกเปลี่ยน Bitcoin สูงขึ้นทันทีหลังสรุปผลโหวต โดยขึ้นไปสูงสุดที่ 691.48 ดอลลาร์ต่อ Bitcoin แม้จะปรับตัวลดลงมาบ้างหลังจากนั้นแล้วก็ตาม (ขณะที่เขียนข่าวอยู่ที่ 680.92 ดอลลาร์)
อัตราแลกเปลี่ยนล่าสุดสามารถดูได้จาก CoinDesk
ที่มา - TechCrunch
รัฐบาลออสเตรเลียเตรียมจัดประมูล Bitcoin รวม 24,518 BTC ที่ยึดได้จากคดีค้ายาเสพติดของ Richard Pollard ที่เป็นผู้ค้ายาเสพติดบนตลาด Silk Road
ตำรวจจับ Pollard ได้พร้อมกับ MDMA 2.8 กิโลกรัม, ยาไอซ์ 376 กรัม, โคเคน 44 กรัม, เคตามีน 30 กรัม, กัญชาอีก 61 ต้น เขาได้รับโทษจำคุก 11 ปี
ญี่ปุ่นผ่านกฎหมายกำกับดูแลเงินเสมือน เช่น BitCoin แล้ว หลังจากบริษัทรับแลก BitCoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง MtGox ประสบปัญหาเงินสูญหายสร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง
กฎหมายใหม่นี้กำหนดให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเงินเสมือนจะต้องอยู่ในการกำกับดูแลของ Financial Services Agency (FSA) และกระบวนการเปิดบัญชีจะต้องมีการยืนยันตัวตนคล้ายกับการเปิดบัญชีธนาคาร การกำกับดูแลเช่นนี้นอกจากจะทำให้ FSA เข้าไปดูแลในกรณีที่มีความเสียหายแล้ว ยังเป็นกลไกป้องกันการฟอกเงินไปอีกทางด้วย
ที่มา - Rappler
ถึงแม้ประเด็นเรื่อง Satoshi Nakamoto จะยังคงเป็นปริศนาต่อไป แต่การยอมรับสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin เริ่มขยายมากขึ้นเรื่อยๆ จากบริษัทภาคเอกชนและภาคธนาคาร ล่าสุดไปยังภาครัฐแล้ว เมื่อเมือง Zug (ออกเสียงว่า "ซุค") ในสวิตเซอร์แลนด์ประกาศจะทดสอบการจ่ายค่าสาธารณูปโภคและค่าธรรมเนียมด้วยสกุลเงิน Bitcoin ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมไปจนถึงสิ้นปีนี้ โดยจำนวนเงินจะต้องต่ำกว่า 200 สวิสฟรังก์หรือประมาณ 7,300 บาทเท่านั้น
ถึงแม้ Zug จะเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีประชากรอยู่ราว 3 หมื่นคน แต่เทศบาลของเมืองระบุว่า ต้องการแสดงให้เห็นถึงการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และแสดงให้เห็นถึงข้อดีของสกุลเงินดิจิทัลสกุลนี้ โดยในช่วงปลายปีจะมีการประเมินผลและพิจารณาโครงการนี้อีกครั้ง
จากข่าว Craig Steven Wright ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นผู้สร้าง Bitcoin แต่ก็เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าเขาเป็นตัวจริงหรือไม่
ล่าสุดเขาลบโพสต์ทั้งหมดบนเว็บไซต์ทิ้ง และเขียนโพสต์ใหม่ว่า I'm Sorry ระบุว่าเขาไม่มี "ความกล้า" พอที่จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมด รวมถึงหลักฐานต่างๆ ตามที่เคยสัญญาเอาไว้ เขาบอกว่าไม่เข้มแข็งพอที่จะต่อสู้กับข้อกล่าวหาต่างๆ ทั้งของเก่าและของใหม่ รวมถึงขอโทษผู้สนับสนุนว่าเขาเป็นตัวจริงคือ Jon Matonis กับ Gavin Andresen
เขาลงท้ายโพสต์ว่า "goodbye" และคาดว่าคงไม่โผล่ออกมาสู่สาธารณะอีกครับ
ข่าวใหญ่วันนี้คือ Craig Steven Wright ออกมายอมรับแล้วว่าเป็นผู้สร้าง Bitcoin หลังข่าวนี้ประกาศออกมา ก็มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อในเรื่องนี้
การเปิดเผยตัวตนของ Craig Wright ในครั้งนี้เกิดขึ้นช่วงปลายเดือนมีนาคม 2016 ที่กรุงลอนดอน (Wright เป็นชาวออสเตรเลีย แต่ย้ายไปอยู่ลอนดอนหลังนิตยสาร Wired ชี้เป้าว่าเขาคือ Satoshi Nakamoto เมื่อปลายปีที่แล้ว) โดยมีสื่ออังกฤษ 3 รายร่วมสัมภาษณ์คือ BBC, The Economist และ GQ นอกจากนี้ยังมีคนในวงการ Bitcoin อีกสองคนคือ Jon Matonis อดีตผู้อำนวยการมูลนิธิ Bitcoin Foundation และ Gavin Andresen อดีตนักพัฒนาหลักของโครงการ Bitcoin ที่รับช่วงต่อจาก Nakamoto (ปัจจุบัน Gavin ไม่ได้รับบทนักพัฒนาหลักแล้ว) ซึ่งทั้งสองคนเคยทำงานร่วมกับ Satoshi ทางอีเมลมาก่อน
หลังการพบปะครั้งที่ผ่านมา ทั้ง Jon Matonis และ Gavin Andresen ลงความเห็นว่า Wright คือ Nakamoto จริงๆ
นิตยสาร Wired เคยนำเสนอทฤษฎีและหลักฐานเพื่อค้นหาตัวจริงของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin โดยหนึ่งในนั้นมีชื่อของ Craig Steven Wright ที่เป็นชาวออสเตรเลียอยู่ด้วย โดยล่าสุดนาย Wright ผู้นี้ได้ออกมาเปิดเผยกับสื่อนอกแล้วว่า ตัวเองคือผู้สร้าง Bitcoin ตัวจริง หลังปริศนานี้ดำมืดมานาน
Wright ได้แสดงหลักฐานเป็นกุญแจเข้ารหัส ที่ถูกสร้างขึ้นมาในกระบวนการพัฒนา Bitcoin ซึ่งกุญแจตัวนี้สามารถนำไปใช้กับ blockchain ขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าถูกขุดโดย Satoshi Nakamoto โดย Wright ระบุว่า block นี้ถูกใช้ในการทำธุรกรรมของ Bitcoin เป็นครั้งแรกในปี 2009 ด้วย
Wright ยอมรับว่าการสร้าง Bitcoin นั้นตัวเขาเองเป็นตังตั้งตัวตี ขณะเดียวกันก็มีคนอื่นๆ เข้ามาช่วยพัฒนาด้วย
ที่มา - BBC
Valve ประกาศความร่วมมือกับ BitPay ผู้ให้บริการจ่ายเงินด้วย Bitcoin รองรับการจ่าย Bitcoin เพื่อซื้อเกมและเนื้อหาบน Steam แล้ว
BitPay ระบุว่าเป็นฝ่ายได้รับการติดต่อจาก Valve เพราะ Valve ต้องการขยายตลาด Steam ไปยังประเทศกำลังพัฒนา ที่การจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตยังไม่แพร่หลายมากนัก ซึ่ง Bitcoin เป็นตัวเลือกหนึ่งที่สามารถใช้ทดแทนได้
ใครอยากลองใช้ดู อ่านวิธีการได้จาก BitPay
เรื่องของเรื่องคือ ในบล็อค #409008 ของเครือข่ายบิตคอยน์ พบว่ามีการใส่ค่าธรรมเนียมสูงถึง 291 BTC คิดเป็นมูลค่าปัจจุบันคือประมาณ 136,700 ดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งคาดกันว่าเกิดจากมีผู้ใช้บางคนใส่จำนวนเงินค่าธรรมเนียมผิด เพราะโดยปกติการใส่ค่าธรรมเนียมการโอนเพียงเล็กน้อย ประมาณ 0.000033-0.00008 BTC หรือราวๆ 0.01-0.04 ดอลล่าร์สหรัฐก็มักจะพอ
ผู้ที่คำนวณแฮชของบล็อคนี้สำเร็จและได้ค่าธรรมเนียมนี้ไปรวมทั้งรางวัลอีก 25 BTC คือพูลชื่อ BitClub ได้ประกาศหาตัวเจ้าของบิตคอยน์จำนวนดังกล่าว โดยจะต้องแสดงตัวและพิสูจน์ว่าเป็นเจ้าของตัวจริง
ผ่านไปไม่ถึงวันที่ไมโครซอฟท์ประกาศยกเลิกการจ่ายเงินด้วย Bitcoin เพื่อซื้อสินค้าดิจิทัล ล่าสุดโฆษกของบริษัทเผยกับเว็บไซต์ VentureBeat ว่า Microsoft Account ยังรองรับการเติม Bitcoin เป็นเครดิต แล้วค่อยใช้เครดิตไปซื้อสินค้าดิจิทัลบน Windows Store อยู่ และได้แก้ไขข้อมูลที่ถูกโพสต์โดยไม่ได้ตั้งใจไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เมื่อเข้าไปดูหน้าเว็บประกาศยกเลิกก็ไม่ปรากฏหน้าเว็บข้างต้นแล้วครับ
ที่มา: VentureBeat
ไมโครซอฟท์ประกาศยกเลิกการสนับสนุนการจ่ายเงินด้วย Bitcoin สำหรับซื้อสินค้าดิจิทัลบน Windows 10 และ Windows 10 Mobile แบบเงียบๆ
อนึ่ง เมื่อเดือนธันวาคมปี 2014 บริษัทประกาศยอมรับการจ่ายเงินด้วย Bitcoin ผ่านการเติมเงินเป็นเครดิตบน Microsoft Account แล้วค่อยใช้เครดิตไปซื้อของอีกทีหนึ่ง
ข่าวบิตคอยน์เงียบไปพักใหญ่หลังจากเกิดปัญหา MtGox ล้มละลาย ตอนนี้ปัญหาใหม่เริ่มเข้ามาแทน เมื่อทีมพัฒนาซอฟต์แวร์บิตคอยน์กำลังจะแตกเป็นสองสาย จากปัญหาความเห็นไม่ตรงกันระหว่างทีมพัฒนา
ขีดจำกัดสำคัญของบิตคอยน์คือขนาดบล็อคแต่ละบล็อคนั้นต้องไม่เกิน 1MB จากการออกแบบของ Satoshi Nakamoto ขนาดบล็อคเช่นนี้เคยเชื่อกันว่ามีขนาดใหญ่เหลือเฟือสำหรับการบริการจำนวนมาก แต่ปรากฏว่าช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาขนาดบล็อคจำนวนมากติดเพดาน 1MB เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
การที่ขนาดบล็อคติดเพดานเช่นนี้ ทำให้การโอนเงินต้องรอเป็นเวลานานกว่าที่ควรจะเป็น ตามการออกแบบของ Nakamoto เองการโอนเงินปกติก็ใช้เวลาหลายสิบนาทีเพื่อยืนยัน แต่เมื่อจำนวนรายการโอนเริ่มล้นขนาดบล็อค ระยะเวลาที่ต้องรอการยืนยันก็อาจจะนานไปถึงหลายชั่วโมง
R3CEV สตาร์ตอัพที่ใช้เทคโนโลยี blockchain จาก Bitcoin มาใช้แทนสำนักหักบัญชี (clearing house) ทำให้ธนาคารในเครือข่ายสามารถโอนเงินไปมาหากันได้โดยตรงประกาศผลทดสอบระบบกับธนาคารขนาดใหญ่ 11 แห่ง เช่น HSBC, Royal Bank of Scotland, UBS, Well Fargo สามารถทำธุรกรรมได้สำเร็จ
การทดสอบครั้งนี้ใช้เทคโนโลยีสมุดบัญชีแยกประเภทแบบกระจายตัว (distributed ledger) โดยเครือข่ายทำงานอยู่บน Microsoft Azure ตัวซอฟต์แวร์พัฒนาจาก Ethereum
แม้ว่าปีก่อนๆ จะพานักเก็งกำไรไปทัวร์ในจุดสูงสุด (ยอดดอย) ของราคา Bitcoin เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อล่าสุดในวันนี้ ราคาของ Bitcoin เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นสู่จุดสูงสุดในรอบปีนี้เป็นที่เรียบร้อย รวมถึงปริมาณการซื้อขายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาก็ถือว่าสูงสุดในรอบปีนี้ด้วย
ผลตอบแทนล่าสุดตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน Bitcoin เมื่อเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเป็นดอลลาร์สหรัฐให้ผลตอบแทนถึง 106.70% (ข้อมูลโดย Yahoo)
ปริศนาดำมืดว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin คือใครกันแน่ ยังเป็นเรื่องชวนพิศวงต่อไป (ถึงแม้จะมีทฤษฎีและข้อสันนิษฐานออกมามากมาย) ล่าสุดมี "ข้อมูลใหม่" จากนิตยสาร Wired ระบุว่าตัวจริงของผู้ใช้ชื่อ Satoshi Nakamoto อาจเป็นชาวออสเตรเลียชื่อ Craig Steven Wright
Wired ได้เอกสารมาจาก Gwern Branwen ผู้เชี่ยวชาญความปลอดภัยที่อ้างว่ารู้จัก Wright โดยหลักฐานที่บ่งชี้ว่า Wright คือ Nakamoto มีด้วยกันหลายประการ เช่น
เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนโหลดเกมเถื่อนอีกครั้ง เมื่อ Arkanoah ผู้ใช้ Reddit รายหนึ่งตั้งกระทู้ว่าเงิน Bitcoin ของตัวเองถูกถอนออกไปราว 4.88 BTC เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยที่เขาไม่รู้เรื่อง ซึ่งวันนั้นเป็นวันเดียวกับที่เกม Fallout 4 วางจำหน่าย
หลังจากนั้นก็มีผู้ใช้ Reddit รายอื่นๆ เข้ามาถามว่านาย Arkanoah โหลด Fallout 4 แบบเถื่อนมาใช่ไม๊ เจ้าตัวก็ยืนยันว่าใช่ ก็เลยได้ข้อสรุปคร่าวๆ ว่าที่ Bitcoin หายไป เป็นเพราะ Fallout 4 ที่โหลดแบบเถื่อนมาน่าจะมีมัลแวร์แฝงอยู่
เงิน Bitcoin ที่ถูกขโมยไปตีค่าเป็นเงินจริงประมาณ 1,773 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 62,000 บาท ทั้งๆ ที่ตัวเกมมีราคาอยู่แค่ราว 2,000 บาทเท่านั้น
Doctor Web รายงานถึงมัลแวร์เข้ารหัสเรียกค่าไถ่ตัวใหม่ Linux.Encoder.1 ที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งโจมตีเว็บเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ โดยทาง Doctor Web ยังไม่ได้รายงานว่ามันอาศัยช่องทางใดเข้าไปยังเซิร์ฟเวอร์
เมื่อมัลแวร์เข้าไปแล้วและรันด้วยสิทธิ์ root ได้สำเร็จ มันจะเข้ารหัสในโฟลเดอร์ /home, /root, /var/lib/mysql, /var/www, /etc/nginx, /etc/apache2, และ /var/log จากนั้นมันจะสแกนทั้งระบบไฟล์เพื่อหาไฟล์ข้อมูลที่นามสกุลไฟล์ตรงกับเป้าหมายเพื่อเข้ารหัสต่อไป
กระบวนการที่เหลือเหมือนกับมัลแวร์เข้ารหัสเรียกค่าไถ่อื่นๆ คือมันจะทิ้งไฟล์เรียกค่าไถ่เอาไว้ และเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 1BTC
ที่มา - Doctor Web
เว็บไซต์ครอบครัวข่าว 3 ของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 รายงานข่าวโดยระบุว่า ธนาคารพาณิชย์จำนวน 4 แห่งของไทย (ไม่ระบุว่าที่ใดบ้างและเนื้อหาการข่มขู่เป็นอย่างไร) ได้รับอีเมลข่มขู่จากกลุ่มแฮกเกอร์ที่เรียกตนเองว่า Armada Collective เพื่อเรียกค่าไถ่เป็นจำนวนเงิน 20 Bitcoin (ประมาณ 2 แสนบาท) แลกกับการไม่โจมตีระบบของธนาคาร ซึ่งหากธนาคารไม่ยอมทำตามก็จะมีการโจมตีและเพิ่มเงินที่เรียกค่าไถ่ไปเรื่อยๆ
ด้านเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Nation อ้างแหล่งข่าวจากธนาคารที่ไม่เปิดเผยว่า ณ ขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นกับระบบของธนาคารแต่อย่างใด
เทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin อย่าง blockchain ซึ่งมีหลายองค์กรกำลังสนใจและศึกษาอยู่ (ตัวอย่างเช่น Deutsche Bank ของเยอรมนี) แต่ล่าสุด IBM กำลังพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งอิงกับเทคโนโลยีดังกล่าว และเตรียมที่จะเปิดเป็นซอฟต์แวร์แบบโอเพ่นซอร์สในอีกไม่กี่เดือนนี้
สำหรับซอฟต์แวร์ที่ IBM พัฒนาขึ้นนั้น จะไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องของการสร้างสกุลเงินแบบเสมือน (virtual currency) แต่เป็นเรื่องของการทำสัญญาบนโลกดิจิทัล (digital contracts) โดยข้อมูลจะถูกบันทึกเอาไว้เป็นสาธารณะบนอินเทอร์เน็ต
เพิ่งมีรายงานว่า Deutsche Bank ของเยอรมนีออกมาให้ความสนใจเทคโนโลยี Blockchain เมื่อเดือนก่อน วันนี้ธนาคารรายใหญ่ประกาศจับมือกับสตาร์ทอัพด้านการเงิน (FinTech) เพื่อสร้างเฟรมเวิร์คสำหรับนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ไปใช้ในธุรกรรมด้านการเงิน