บ้านของสตีฟ จ็อบส์ในเมืองพาโลอัลโต ถูกขโมยวัย 35 ปีชื่อ Kariem McFarlin บุกขึ้นไปขโมยของ ตามหลักฐานของทางการระบุว่าได้คอมพิวเตอร์และทรัพย์สินอื่นๆ ไป 17 รายการ รวมมูลค่าความเสียหาย 60,000 ดอลลาร์ ตอนนี้จับตัวขโมยได้เรียบร้อย
เหตุการณ์เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมแต่เพิ่งมาเป็นข่าวเพราะนักข่าวไปค้นพบเรื่องนี้จากเอกสารของสำนักงานอัยการ และตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบ้านของสตีฟ จ็อบส์ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่าญาติๆ อาจไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นข่าว
ตอนนี้บ้านของสตีฟ จ็อบส์ไม่มีคนอาศัยอยู่เพราะอยู่ระหว่างการปรับปรุง ส่วนอัยการของคดีนี้ให้สัมภาษณ์กับ CNET ว่าขโมยรายนี้ไม่น่าจะรู้ว่านั่นเป็นบ้านของสตีฟ จ็อบส์ แต่คงผ่านมาแล้วเห็นบ้านไม่มีใครอยู่เลยบุกขึ้นไปขโมยของนั่นเอง
รัฐโรดไอแลนด์นั้นเคยตรากฎหมายคล้ายกับพรบ.คอมพิวเตอร์บ้านเรา คือ การห้ามส่งข้อความเท็จ (false information) จะกลายเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายมาตรา 11-52-7 โดยกฎหมายนี้ความตั้งใจเดิมคือการห้ามไม่ให้ปลอมตัวเพื่อไปทำธุรกรรมทางการเงิน หรือหลอกลวงผู้อื่น (เหมือนบ้านเราอีกแล้ว) แต่ในการใช้งานจริง ผลคือการหลอกคนอื่นว่าสวยหรือหล่อกว่าความจริงก็อาจจะกลายเป็นความผิดอาญาไปได้
กลุ่ม Rhode Island American Civil Liberties Union ที่เรียกร้องเสรีภาพทางการพูดระบุว่ากฎหมายมาตรานี้ทำให้คนในรัฐแทบทุกคนกลายเป็นอาชญากร และแม้การโกหกจะเป็นเรื่องที่ผิด มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเอาผิดทางอาญา
การซ่อนตัวด้วยการใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน Tor นั้นเป็นเรื่องที่มีกันมานานหลายปีแล้ว จากการเข้ารหัสข้อมูลเป็นชั้นๆ และส่งข้อมูลไปมาทั่วโลก ทำให้การส่งข้อมูลผ่าน Tor ยากที่จะตามหาต้นทางของข้อมูลได้ เอกสารล่าสุดที่เปิดเผยเพราะกฎหมายเปิดเผยข้อมูลของสหรัฐฯ ยืนยันว่าเอฟบีไอเคยต้องหยุดสอบสวนคดีไปเพราะผู้ใช้โพสภาพอนาจารเด็กผ่านเครือข่าย Tor
ในรายงานของเอฟบีไอระบุว่า "ทุกคนที่ใช้เครือข่าย Tor ล้วนเป็นบุคคลนิรนาม จึงไม่มีทางที่จะหาต้นทางของเว็บไซต์ ดังนั้นจึงไม่มีเบาะแสอื่นที่จะหาตัวคนร้ายได้" ทางฝั่ง Tor นั้นออกมาระบุว่าจริงๆ แล้วยังมีทางตามหาคนกระทำความผิดอยู่ โดยเปรียบ Tor เหมือนเลขที่บ้านที่ไม่สามารถบุกรุกได้ แต่การเข้าบ้านจริงๆ ต้องการการบุกบ้านไม่ใช่การบุกป้ายบ้านเลขที่
คำตัดสินจำคุก 8 เดือนรอลงอาญา 1 ปีและปรับ 20,000 บาทที่ศาลอาญาพิพากษาคุณจีรนุช เปรมชัยพร ทำให้หน่วยงานทั่วโลกออกมาแสดงความเห็นนี้อย่างต่อเนื่อง ผ่านไปสองวันหน่วยงานหลักๆ น่าจะแสดงความเห็นกันครบถ้วนแล้ว ก็คงรวบรวมไว้ในข่าวเดียวกัน
คณะกรรมการสิทธิมนุษชนแห่งเอเชีย (Asian Human Rights Commission - AHRC) ออกแถลงการต่อคดีประชาไทเมื่อวานนี้ แสดงความผิดหวังอย่างรุนแรง (gravely dismayed) กับการการขยายตัวของอันตรายต่อเสรีภาพการแสดงออกและสิทธิมนุษยชน
Human Rights Watch (HRW) แสดงความเห็นในคดีประชาไทเมื่อวานนี้ว่าการลงโทษผู้ดูแลเว็บด้วยกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เป็นการแสดงถึงการใช้กฏหมายอย่างผิดประเภทมากขึ้นเรื่อยๆ ของรัฐบาลไทย และตัดสินโทษจำคุกเป็นการเพิ่มบรรยากาศความกลัวและผลักดันให้มีการเซ็นเซอร์ตัวเองมากขึ้นในสื่อของไทย
Brad Adams ผู้อำนวยการฝ่ายเอเซียของ HRW ระบุว่าคำพิพากษานี้จะทำให้ผู้ดูแลเว็บและผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตจะเซ็นเซอร์การพูดคุยในเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความกลัวที่จะต้องโทษเสียเอง และการลงโทษทางอาญากับตัวกลางในอินเทอร์เน็ตเป็นการแสดงว่าขีดจำกัดความอดทนต่อเสรีภาพทางการพูดของไทยนั้นตกลงต่ำสุดอีกครั้ง
ศูนย์เพื่อประชาธิปไตยและเทคโนโลยี (Center for Democracy and Technology - CDT) ออกแถลงการคัดค้าน (object) คำพิพากษาคดีประชาไท ว่าการลงโทษเว็บมาสเตอร์ที่ดูแลเว็บที่สร้างเนื้อหาโดยผู้ใช้ (user-generated content) ไม่เพียงแต่ไม่ยุติธรรม แต่ยังเป็นอันตรายต่อการแสดงออกของผู้ใช้โดยรวม การตัดสินเช่นนี้จะทำให้เว็บมาสเตอร์ต้องลบข้อความใดๆ ที่มีความเสี่ยงว่าจะผิดกฏหมายแม้จะมีโอกาสน้อยเพียงใดก็ตาม หรือเว็บมาสเตอร์จำนวนหนึ่งอาจจะเลือกที่จะไม่รับเนื้อหาจากผู้ใช้อีกเลย
ต่อจากกูเกิลที่ออกแถลงการประเด็นคำพิพากษาคดีประชาไทไปในช่วงเย็น สมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporter without Borders / Reporters sans Frontieres - RSF) ก็ออกแถลงการตามมาถึงความเห็นต่อคดีนี้ว่าพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ของไทยนั้นมีบทลงโทษที่ไม่สมสัดส่วนความผิด และคำพิพากษาในคดีนี้เป็นผลร้าย (threat) กับทุกคนที่ให้บริการโฮสต์เนื้อหาที่ให้บริการในประเทศไทย
นอกจากนี้ RSF ยังระบุว่ากฏหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายปิดกั้นที่สามารถตีความไปในทางที่ไม่สมเหตุสมผลได้ โดย RSF เสนอว่าการร้องขอให้ลบเนื้อหาออกจากเว็บนั้นควรเป็นอำนาจของศาลเท่านั้นไม่ใช่อำนาจของตำรวจ
ข่าวคดีประชาไทในวันนี้สำนักข่าวจำนวนมากรายงานกันทั่วโลก แต่เรื่องน่าสนใจคือบริษัทที่มีสำนักงานในไทยอย่างกูเกิลก็ออกมาแสดงความกังวลกับการใช้กฏหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 อย่างตรงไปตรงมา
กูเกิลยกตัวอย่างบริษัทโทรศัพท์ ว่าต้องไม่ได้รับโทษจากบทสนทนาของผู้โทร เว็บไซต์เองก็ไม่ควรต้องรับผิดจากข้อความบนเว็บไซต์เช่นเดียวกัน แต่การพิพากษาในวันนี้คือการลงโทษเว็บไซต์จากข้อความที่มีผู้อื่นมาโพสต์ พร้อมกับแสดงความกังวลด้านการลงทุน
คำพิพากษาในคดีภาระของผู้ดำเนินการเว็บไซต์ในวันนี้คงมีประเด็นให้ถกเถียงกันอีก ตอนนี้ทาง ThaiNetizen ได้ส่งตัวแทนไปร่วมฟังพิจารณาคดีด้วย และได้ถ่ายภาพเอกสารคำพิจารณามาด้วย
ภาพไม่ชัดสักหน่อย แต่อ่านออกคงเป็นข้อมูลสำหรับการพูดคุยกันต่อไปได้
UPDATE: ผมเพิ่งตรวจพบว่าหน้าสามหายไป กำลังติดต่อขอเอามาวางเพิ่มใหม่ครับ
UPDATE2: เพิ่มครบแล้วครับ
UPDATE3: แก้ไขหัวข้อ เพราะเป็น "ย่อคำพิพากษา"
คดีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเว็บไซต์ประชาไทมาถึงช่วงเวลาอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นในวันนี้ ศาลพิพากษาให้จำคุกนางสาวจีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการเว็บไซต์ 8 เดือนแต่ให้รอลงอาญาเป็นเวลา 1 ปีและปรับ 20,000 บาทจากหนึ่งข้อความที่แสดงบนเว็บไซต์เป็นเวลา 20 วันก่อนจะลบออก จากจำนวนความเห็นทั้งหมด 10 ข้อความที่สั่งฟ้อง
ข้อความทั้งสิบข้อความนั้น อีก 9 ข้อความที่เหลือถูกแสดงบนเว็บไซต์ประชาไทเป็นเวลาสิบวันหรือต่ำกว่า ศาลมองว่ากรอบเวลาสิบวันนั้นอยู่ในเวลาอันสมควรและแสดงความไม่ยินยอมตามมาตรา 15 ของพรบ. คอมพิวเตอร์
Thomas Langenbach รองประธาน SAP ถูกจับในร้าน Target หลังเขาเปลี่ยนป้ายบาร์โค้ดเลโก้รุ่น Millennium Falcon ที่มีราคาถึง 279 ดอลลาร์เป็นป้ายที่เขาพิมพ์ขึ้นเองจนเหลือราคาที่เครื่องคิดเงินเพียง 49 ดอลลาร์ รวมของที่เขาเปลี่ยนป้ายราคา 7 รายการมูลค่ากว่า 1,000 ดอลลาร์
หลังการสืบสวนพบว่า Langenbach นำเลโก้ที่ซื้อมาได้ไปขายใน eBay ปีที่แล้วกว่า 2,100 รายการเป็นเงินกว่า 30,000 ดอลลาร์ นอกจากนี้ในบ้านของเขายังมีเลโก้อีกนับร้อยกล่อง
การกระทำที่ต่อเนื่องทำให้ร้าน Target สงสัย Langenbach มาก่อนหน้านี้นานแล้ว และเมื่อเขาเข้าไปในร้านวันนี้ทางหน่วยรักษาความปลอดภัยจึงเฝ้ามองเขาตลอดเวลาจนกระทั่งจ่ายเงินจึงเข้าคุมตัวและเรียกตำรวจ
หลังจากกว่าห้าเดือนหลังคดีคุณอำพล (หรือที่เรียกกันว่า อากง SMS) ถูกพิพากษาในศาลชั้นต้นว่ามีความผิดตามพรบ.คอมพิวเตอร์และมาตรา 112 ตามประมวลกฏหมายอาญา คดีได้ดำเนินไปถึงชั้นอุทธรณ์ และคุณอำพลได้ตัดสินใจถอนอุทธรณ์เพื่อขออภัยโทษ แต่หลายเดือนที่ผ่านมาถูกรุมเร้าด้วยโรคมะเร็งตับจนเสียชีวิตเมื่อวานตอนเช้าที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์
คดีคุณอำพลเป็นคดีที่อาศัยกระบวนการสอบสวนทางคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยไฟล์ log และหมายเลขประจำตัวอุปกรณ์ในการชี้ตัวหาผู้กระทำผิด (ความเห็นของผมต่อคดีนี้) และเป็นกรณีศึกษาสำคัญในการสอบสวนคดีทางคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะประเด็นหลักฐานที่ยังมีคำถามในทางคอมพิวเตอร์อีกมาก
หญิงสาวคนหนึ่งถูกทางการของจีนเรียกตรวจสัมภาระขณะที่เธอกำลังจะข้ามจากฮ่องกงไปยังเซินเจิ้นพร้อมกับขวดเบียร์จำนวนมาก ซึ่งโดยปกติแล้วขวดเบียร์เปล่าเหล่านี้สามารถที่จะนำไปให้หน่วยงานรีไซเคิลและรับเงินตอบแทนเล็กๆ น้อยๆ ได้ จึงอาจจะไม่แปลกอะไรที่จะมีการขนขวดจำนวนมาก แต่หลังจากที่ทางการของจีนตรวจสอบขวดเบียร์เหล่านี้ก็พบว่าขวดเบียร์บางขวดนั้นมี้น้ำหนักมากผิดปกติ จึงได้ทำการผ่าตรวจสอบและพบว่ามีการ "ยัด" iPhone ไว้ภายในขวดมากถึง 3 เครื่องต่อขวดเลยทีเดียว
Tor เป็นเครือข่ายปกปิดตัวตนของผู้ใช้งานที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกวันนี้ มันสร้างความปวดหัวให้กับตำรวจหลายชาติเมื่อบริการเช่น The Farmer's Market ที่ให้บริการซื้อขายยาเสพติดอย่างโจ่งแจ้งสามารถเปิดให้บริการได้โดยตามจับได้ยาก
แต่ถึงกระนั้นตำรวจสหรัฐฯ ก็ใช้เวลาสองปีในการรวบรวมหลักฐาน และจับกุมผู้ต้องหา 8 คนในหลายประเทศ โดยทั้งหมดถูกตั้งข้อหาตั้งแต่การขายยาเสพติดไปจนถึงการฟอกเงิน
ไม่มีข้อมูลว่าตำรวจตามหาทั้ง 8 คนได้อย่างไร แต่ The Farmer's Market นั้นรองรับการจ่ายเงินผ่านช่องทางปกติที่เราพบกันตามเว็บขายของทั่วไป เช่น PayPal และ Western Union การตามรอยเงินจึงน่าจะเป็นช่องทางที่ตำรวจใช้มากกว่าติดตามผ่านเครือข่าย Tor โดยตรง
ชายชาวแอฟริกาใต้ซึ่งไม่ได้เปิดเผยชื่อ ได้รับการช่วยเหลือหลังจากที่ถูกจี้ชิงรถและกักขังไว้ในที่เก็บของท้ายรถ จากการติดต่อกันผ่านทางทวิตเตอร์
ชายคนดังกล่าว ถูกชายติดอาวุธสองคนจี้รถโฟล์กสวาเกนเมื่อเวลาประมาณสามทุ่ม บริเวณใกล้กับเมืองโยฮันเนสเบิร์ก คนร้ายได้ขังเขาไว้ในที่เก็บของท้ายรถ โดยที่ยังมีโทรศัพท์มือถืออยู่กับตัว เขาได้ส่งข้อความไปหาแฟนสาว ซึ่งได้ใช้ทวิตเตอร์ในการขอความร่วมมือในวงกว้าง
Lynn Peters แฟนสาวเขา ทวีตว่า "Be on the look for DSS041GP my boyufriend [sic] has just been hijacked and is in the boot please RT." (ช่วยกันมองหารถ DSS041GP แฟนฉันเพิ่งถูกจี้ไปและถูกขังอยู่ท้ายรถ โปรด RT)
Edward Pearson แฮกเกอร์เมืองผู้ดีวัย 23 ปี ถูกตำรวจจับกุมหลังจากทำการเจาะระบบบัญชีผู้ใช้งานของ PayPal เป็นจำนวนกว่า 200,000 รายการ จากการสืบสวนต่อไปยังพบข้อมูลของบัตรเครดิตประมาณ 3,000 รายการและข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้อีกกว่า 8,000,000 รายการ นอกจากนี้เขายังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเจาะระบบของ Nokia, AOL และผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้พัฒนามัลแวร์อย่าง ZeuS และ SpyEye ด้วย จากการในกระทำครั้งนี้ส่งผลให้เขาได้รับโทษตัดสินจำคุกเป็นเวลา 2 ปี 2 เดือน
หลังจากนั้นยังไม่พอ ตำรวจได้ทำการแกะรอยการใช้งานจากบัญชี PayPal ที่ถูกแฮกไปและพบว่ายังเชื่อมโยงไปถึง Cassandra Mennim อายุ 21 ปีซึ่งเป็นเพื่อนสาวของ Pearson เอง ซึ่งพบว่าบัญชีที่ถูกแฮกเหล่านี้นั้นได้ถูกใช้ในการจองห้องพักในโรงแรมดังต่างๆ มากมาย
Satnam Narang นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์จาก Symantec ออกมาเปิดเผยตัวอย่างของสแปมตัวใหม่ที่กำลังระบาดอยู่บน Instagram โดยสแปมตัวนี้จะทำงานโดยการแสดงข้อความผ่านทางการแสดงความคิดเห็นของรูปภาพว่าผู้ใช้ได้รับเงินรางวัลเป็นจำนวนเงินต่างๆ และหลอกล่อผู้ใช้ให้กรอกข้อมูลส่วนตัวลงไปในเว็บไซต์ของแฮกเกอร์ ผู้ใช้งานจึงควรที่จะเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานมากขึ้น และหมั่นติดตามข่าวสารเพื่อรู้เท่าทันและนำไปสู่การป้องกันที่ถูกต้องครับ
ในแหล่งที่มามีตัวอย่างและรูปแบบการทำงานเบื้องต้นของสแปมตัวนี้ แนะนำให้เข้าไปดูเพื่อความปลอดภัยในการใช้งานครับ
ก่อนเข้าข่าวต้องปูพื้นเล็กน้อยว่า โทรจันสายตระกูล Zeus (เช่น Zeus, SpyEye, Ice-IX) เป็นโทรจันที่แอบฝังตัวในเครื่องของเราเพื่อดักข้อมูลส่วนตัวอย่างรหัสบัตรเครดิตหรือธนาคารออนไลน์ ในขณะที่เรากำลังป้อนข้อมูลเหล่านี้ลงฟอร์มบนหน้าเว็บ
แม้กลุ่มแฮ็กเกอร์ LulzSec จะสิ้นชื่อไปแล้วภายหลังการทรยศกันเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการเผยแพร่คลิปวีดีโอที่มีชื่อว่า 'LulzSec Returns' โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์อีกกลุ่มหนึ่งคือ Fawkes Security ซึ่งสนับสนุน Anonymous เหมือนกัน ซึ่งในคลิปวีดีโอนั้นกล่าวถึงประเด็นการกลับมาของ LulzSec ซึ่งทำให้เกิดการตีความจากหลายๆ ฝ่ายเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ในด้านหนึ่งเชื่อว่าอาจมีความหมายถึงการเพิ่มสมาชิกเข้าไปในใหม่ในกลุ่มและเริ่มปฏิบัติการใหม่อีกครั้ง หรือเกิดการแทนที่ระหว่างกลุ่มแฮ็กเกอร์เพื่อย้ายมาใช้ชื่อของ LulzSec เอง
จากข่าวที่ Anonymous เปิดตัวระบบปฏิบัติการเป็นของตนเองภายใต้ชื่อ Anonymous-OS โดยระบบปฏิบัติการดังกล่าวนี้เป็นหนึ่งในโครงการบน SourceForge
ล่าสุดวันนี้ทาง Community Team ของ SourceForge ได้ทำการถอดโครงการดังกล่าวออกแล้ว โดยให้เหตุผลในด้านความปลอดภัย และในด้านอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ โดยได้อ้างว่าจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนพบว่า Anonymous-OS ไม่ใช่ Linux distribution ทางด้าน security อย่างที่ได้อธิบายไว้ในหน้าโครงการ (อาจหมายความว่า Anonymous-OS มุ่งไปทางโจมตีระบบมากกว่าตรวจสอบและป้องกันระบบ)
จากปฏิบัติการ LulzXmas ในช่วงคริสมาสต์ปีที่แล้ว ไม่ได้มีเพียง
ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือเสียใจกับข่าวนี้ดีครับ เมื่อมีการเปิดเผยว่า Hector Xavier Monsegur หรือ Sabu ผู้ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกระดับหัวหน้าของกลุ่ม LulzSec ซึ่งได้ถูกจับกุมตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ร่วมมือกับทาง FBI โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับแฮกเกอร์คนอื่นๆ ภายในกลุ่ม อาจนำไปสู่การจับกุมต่อไป
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีการฆาตกรรมเกิดขึ้นใน 27 Plaza ที่เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน
โดยเรื่องเริ่มจาก มีชายดวงตกคนหนึ่งได้ซื้อ iPhone แล้วพบว่า iPhone ที่เขาซื้อมาเป็นเครื่องปลอม เขาจึงหยิบมีดทำครัวและกลับไปยังที่ที่เขาซื้อมา หลังจากที่เขาล้มเหลวในการพยายามหาคนที่ขาย iPhone ให้เขาอยู่หลายวัน เขาได้พบกับกลุ่มคนขาย iPhone ปลอมอีกกลุ่มนึงและเกิดปากเสียงขึ้น สุดท้ายเขาก็ได้แทงหนึ่งในคนขายกลุ่มนั้นจนเสียชีวิต
บางทีเราอาจจะได้เจอเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในมาบุญครองได้เหมือนกันนะ
Interpol หรือตำรวจสากลเข้าจับกุมแฮกเกอร์จำนวน 25 คนหลังจากเชื่อว่าแฮกเกอร์เหล่านี้เชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ระดับโลก Anonymous ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เชื่อมโยงไปถึง 4 ประเทศในแถบละตินอเมริกาและยุโรป โดยแฮกเกอร์ที่ถูกจับกุมนั้นมีอายุตั้งแต่ 17 - 40 ปี โดยทาง Interpol สามารถเข้ายึดคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ได้ถึง 250 ชนิด
ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาวิเคราะห์ว่า อาจมีการแก้แค้นโดยมุ่งโจมตีไปยังเว็บไซต์ของ Interpol และเว็บไซต์ของตำรวจสเปนซึ่งเป็นหน่วยงานที่เริ่มแกะรอยกลับไปยังที่อยู่ของผู้ใช้งาน และนำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้ด้วย