ภายในงาน CES 2017 ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเกาหลีอย่าง Hyundai ได้เผยโฉมพร้อมเปิดให้สื่อได้ทดลองนั่งรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับของตัวเองเป็นครั้งแรก โดยรถยนต์ที่นำมาดัดแปลงเป็นรุ่น Iconiq รถยนต์ไฟฟ้าที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว
รถยนต์ Iconic มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 28 kWh วิ่งได้ประมาณ 250 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขณะที่รถยนต์ไร้คนขับนี้ทาง Hyundai ระบุว่าได้ใช้เซ็นเซอร์ที่ถูกกว่า รวมถึงไม่ได้มาพร้อมกับระบบประมวลผลที่จัดเต็มเหมือนเจ้าอื่นๆ ทำจะทำให้เมื่อวางจำหน่ายจริง ราคาค่าตัวของรถไร้คนขับจากค่ายเกาหลี จะมีราคาถูกกว่ายี่ห้ออื่น
Volkswagen ได้เปิดตัวคอนเซปต์รถยนต์ไฟฟ้า I.D. ในงาน Paris Motor Show มาแล้ว โดยโฆษณาว่าจะวิ่งได้ไกล 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว รวมถึงอาจตั้งราคาได้ต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์ และตอนนี้ทางบริษัทก็ได้ปล่อยภาพคอนเซปต์เกี่ยวกับตัวรถยนต์ในตระกูล I.D. ออกมาอีกครั้ง
นอกจากการเปิดเผยภาพคอนเซปต์ใหม่ Volkswagen ได้เผยด้วยว่าตัวรถยนต์ I.D. จะออกแบบไว้สำหรับรองรับการขับเคลื่อนอัตโนมัติในอนาคตด้วย โดยจะใช้งานระบบ Modular Electric Drive Kit (MEB) โดยออกแบบไว้ว่าถ้าผู้ใช้ต้องการเปิดใช้งานระบบ เพียงแค่แตะปุ่มโลโก้ Volkswagen ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติก็พร้อมทำงานทันที
Lucid Motors สตาร์ทอัพด้านรถยนต์ไฟฟ้าหน้าใหม่ได้เผยโฉม Lucid Air รถยนต์ซีดานไฟฟ้าคันแรกในงาน LA Motor Show พร้อมแบตเตอรี่จาก Samsung SDI ขนาด 100kWh สามารถวิ่งได้ราว 400 ไมล์ (ประมาณ 640 กม.) ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง
Lucid อ้างด้วยว่า Lucid Air มีเครื่องยนต์แรงถึง 1,000 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0 ถึง 65 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 2.5 วินาที พร้อมฮาร์ดแวร์ที่รองรับระบบไร้คนขับอย่างกล้อง, เรดาร์ระยะใกล้/ไกล และเซ็นเซอร์ LIDAR และระบบ In-car entertainment ที่รองรับการสั่งงานด้วยเสียง
Lucid Air จะเริ่มการผลิตในปี 2018 เบื้องต้นถูกตั้งราคาไว้อยู่ที่ราว 100,000 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ Lucid Motors มีแผนจะออกรถยนต์รุ่นเล็กที่ราคา 65,000 เหรียญด้วย
Tesla มีเครือข่ายสถานีชาร์จแรงสูง Supercharger ของตนกระจายอยู่ทั่วโลกในประเทศที่รถยนต์ Tesla วางจำหน่ายอยู่ โดยผู้ใช้ทุกคนชาร์จไฟได้ฟรีเพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางไกล แต่เมื่อเป็นของสาธารณะก็ย่อมหลีกเลี่ยงพฤติกรรมแย่ๆ ไม่ได้ ปัญหาใหญ่ของสถานี Supercharger คือมีพวกชอบจอดรถแช่ไว้แม้จะชาร์จเต็มแล้วก็ตาม
ล่าสุด Tesla ได้ประกาศเก็บเงินค่าจอด หลังรถรถยนต์คันไหนชาร์จไฟเต็ม 100% และผ่านไป 5 นาทีแล้วยังไม่เลื่อนรถไปจอดที่อื่น จะถูกเก็บเงิน 0.40 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 นาที (ราวนาทีละ 14 บาท) โดย Tesla บอกว่านี่เป็นการเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวม และไม่เคยอยากทำเงินจากตรงนี้ อย่างไรก็ตาม หากช่องจอดอื่นในสถานีนั้นยังว่างอยู่หลายช่อง ก็สามารถจอดแช่ได้โดยไม่ถูกเก็บเงินแต่อย่างใด
ที่มา - Tesla
อาจจะไม่เป็นไปตามข่าวก่อนหน้านี้และ Faraday Future สตาร์ทอัพด้านรถยนต์ไฟฟ้าอาจจะสามารถเปิดตัวและผลิตรถยนต์คันแรกทันปีหน้าก็ได้ เมื่อล่าสุดบริษัทออกมาเผยโฉมทีเซอร์แรกของรถยนต์โปรโตไทป์ ด้วยการแข่งกับ Bentley, Ferrari และ Tesla แล้ว
ตัวทีเซอร์มีความยาวเพียง 17 วินาทีเท่านั้น โดยรถยนต์ของ Faraday Future ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าคลุม ทำให้ไม่ได้เห็นตัวรถกันตรงๆ รวมถึงบอกให้ติดตามผลการแข่งครั้งนี้ด้วย ซึ่งคาดว่าการเผยทีเซอร์นี้อาจจะเป็นการใบ้ว่างาน CES ต้นปีหน้า หลังจากที่เคยโชว์เพียงภาพคอนเซ็ปต์เมื่อปีที่แล้ว
นอกจากจะเร่งสร้างโรงงาน Gigafactory 1 เพื่อรองรับการผลิตแบตเตอรี่และรถยนต์จำนวนมาก Tesla ยังค่อยๆ ขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ อยู่เรื่อยๆ ล่าสุดได้ขยายไปยังประเทศสเปนแล้ว
Tesla จะเปิดศูนย์บริการและโชว์รูมที่สองเมืองหลักของประเทศสเปน คือมาดริด และบาร์เซโลนา ซึ่งสเปนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปตะวันตกที่ Tesla ไม่ได้ทำตลาดอยู่ก่อนหน้านี้
ผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาขายก็มีครบหมด คือรถยนต์ Tesla Model S และ X, แบตเตอรี่สำหรับบ้าน Tesla Powerpack, กระเบื้องหลังคาผสานโซลาร์เซลล์ Solar Roof รวมถึงยังเปิดให้จอง Model 3 ในราคา 1,000 ยูโร
ขณะนี้ลูกค้าชาวสเปนสามารถสั่งรถทางเว็บไซต์ Tesla ได้เลย และมีกำหนดรับรถเร็วสุดภายในไตรมาสแรกของปี 2017
ตลอดปี 2016 ที่ผ่านมา Tesla ได้เปิดตลาดใหม่ถึง 5 ประเทศ คือเม็กซิโก, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, นิวซีแลนด์ และไอร์แลนด์
ที่มา - Electrek
Faraday Future สตาร์ทอัพพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งได้ LeEco บริษัทไอทียักษ์ใหญ่จากจีนมาร่วมลงทุน น่าจะประสบปัญหาเปิดตัวและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของบริษัทไม่ทันกำหนดปี 2017
ปัญหาสำคัญของความล่าช้านี้เกิดจากโรงงานในรัฐเนวาด้ายังไม่เสร็จเรียบร้อยและระงับการก่อสร้างมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจาก Faraday Fututure ยังไม่ได้จ่ายเงินให้กับบริษัทก่อสร้างที่เป็นพาร์ทเนอร์ โดยปัญหาเงินสดขาดมือนี้ส่วนหนึ่งมาจากผู้ลงทุนอย่าง LeEco ที่กำลังประสบปัญหาการเงินเช่นกัน
จุดเด่นอย่างหนึ่งที่ Tesla ใช้โฆษณาสินค้าของตนอยู่เสมอคือการชาร์จไฟจากเครือข่ายสถานี Supercharger ฟรีไม่อั้นตลอดชีพ ซึ่งเป็นสถานีชาร์จแรงสูงที่ใช้เวลาชาร์จเพียงครึ่งชั่วโมงก็วิ่งได้ไกลถึง 273 กิโลเมตร ล่าสุด Tesla ประกาศยกเลิกโครงการนี้แล้ว
Tesla โพสต์บนบล็อกของบริษัทฯ ว่าลูกค้าที่ซื้อรถตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2017 เป็นต้นไป จะไม่ได้รับสิทธิ์ชาร์จไฟจากสถานี Supercharger ฟรีไม่อั้นตลอดชีพแล้ว แต่จะได้เครดิตชาร์จฟรีปีละ 400 กิโลวัตต์ชั่วโมงเท่านั้น (คิดเป็นระยะทางเพียง 1,609 กิโลเมตร) หากชาร์จเกินกว่านั้นต้องเสียค่าใช้จ่าย "เล็กน้อย" ซึ่ง Tesla ยืนยันว่ายังถูกกว่าค่าน้ำมันในรถยนต์ระดับเดียวกันแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าปัจจุบันทั้งหมดและลูกค้าที่สั่งซื้อรถก่อนวันที่ 1 มกราคม 2017 ยังได้รับสิทธิ์ชาร์จไฟฟรีตลอดชีพเหมือนเดิม
นิสสันประกาศเปิดตัว e-POWER เทคโนโลยีแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ ที่สามารถชาร์จไฟได้ด้วยตัวเอง จากเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Gasoline Engine) ที่ติดตั้งมาสำหรับตัวแบตเตอรี่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากเทคโนโลยีในรถยนต์ไฟฟ้า Nissan LEAF และจะช่วยแก้ปัญหาการหาสถานีชาร์จสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าไปได้
Toyota Motor เตรียมจะเพิ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จากที่มีรถยนต์ไฮบริด (น้ำมัน/ไฟฟ้า) และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel-cell Vehicles) อยู่แล้ว จากการตั้งเป้าวางจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ในช่วงประมาณปี 2020
Toyota เล็งจะพัฒนาให้รถยนต์ไฟฟ้าของตน สามารถวิ่งเป็นระยะทางไม่ต่ำกว่า 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ซึ่งหนึ่งในแผนของ Toyota ตอนนี้คือนำแพลตฟอร์มรถยนต์ในปัจจุบันอย่าง Prius หรือ Corolla มาพัฒนาต่อเป็นรถยนต์ไฟฟ้า แต่ไม่ว่าแผนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร Toyota ก็เตรียมจะตั้งทีมพัฒนาในช่วงต้นปีหน้านี้แล้ว
วันนี้ Tesla ประกาศความคืบหน้าบนเส้นทางที่รถยนต์จะเข้าสู่การขับอัตโนมัติเต็มรูปแบบ (fully-autonomous) ว่าตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป รถยนต์ Tesla ทุกรุ่นทุกคันจะมาพร้อมกับฮาร์ดแวร์ที่รองรับการขับอัตโนมัติมาจากโรงงานเลย และยืนยันว่าจะมีความปลอดภัยมากกว่ามนุษย์ขับเอง
ฮาร์ดแวร์ใหม่ดังกล่าวมีกล้องทั้งหมด 8 ตัว ติดตั้งอยู่รอบตัวรถ ทำให้รถมองเห็นทุกอย่างรอบตัวแบบ 360 องศา และสามารถมองไปได้ไกลสุด 250 เมตร นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์อัลตราโซนิกรุ่นใหม่อีก 12 ตัว ช่วยให้ตรวจจับวัตถุทั้งนุ่มและแข็งได้ดีกว่าระบบเดิมเกือบ 2 เท่า อีกทั้งยังติดตั้งเรดาร์ยิงไปด้านหน้ารถที่ช่วยให้มองเห็นทะลุฝนตกหนัก, หมอก, ฝุ่น หรือแม้กระทั่งรถยนต์ที่อยู่ด้านหน้า
LeEco บริษัทไอทีสัญชาติจีนได้จัดงานเปิดตัวสมาร์ทโฟนและทีวีที่จะนำเข้าไปจำหน่ายในสหรัฐ ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งยังได้เผยโฉม LeSEE Pro รถยนต์พลังงานไฟฟ้าไร้คนขับของบริษัท
รถยนต์ที่นำมาโชว์ในงานเป็นเพียงรุ่นต้นแบบ และยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา ซึ่งซีอีโอของ LeEco เผยว่าบริษัทตั้งใจจะแก้ปัญหาหมอกควัน (ซึ่งเกิดจากทั้งโรงงานและปริมาณรถยนต์) ในจีน พร้อมเผยด้วยว่าเมื่อ LeSEE Pro อยู่ในระบบอัตโนมัติ ด้านหน้าและท้ายของตัวเอง จะเปลี่ยนสี เพื่อแจ้งให้รถคันอื่นๆ และคนเดินถนนรู้ว่า รถกำลังอยู่ในโหมดไร้คนขับ รวมถึงพวงมาลัยจะถูกพับเก็บเข้าไปบริเวณคอนโซล รวมถึงระบบชาร์จไฟจะใช้เป็นระบบแม่เหล็ก (Magnetic Charging System) ด้วย
ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าคือยังมีจุดชาร์จไฟน้อย ทำให้บางพื้นที่อาจไม่เหมาะที่จะใช้งาน ล่าสุดสหภาพยุโรปกำลังจะออกแผนบังคับให้บ้านทุกหลังที่สร้างใหม่และบ้านที่รีโนเวทแล้วนำมาขายใหม่ ต้องติดตั้งจุดชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ด้วย ซึ่งคาดว่าจะบังคับใช้ภายในปี 2019
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะบังคับให้ 10% ของพื้นที่จอดรถในอาคารสร้างใหม่ต้องติดตั้งจุดชาร์จไฟเช่นกัน โดยแผนนี้จะบังคับใช้ภายในปี 2023
แผนดังกล่าวเป็นการปูทางเพื่อเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งก่อนหน้านี้ประเทศนอร์เวย์และเนเธอร์แลนด์จะแบนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี 2025 รวมถึงเยอรมนีก็เพิ่งลงมติแบนรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงภายในปี 2030 เช่นกัน
ที่มา - The Guardian
ผู้อ่านที่ติดตามข่าวรถยนต์ไฟฟ้า Tesla คงทราบดีว่ามันมีระบบช่วยขับอัตโนมัติ ซึ่งทำตลาดในชื่อ Autopilot และแม้จะเคยมีข่าวอุบัติเหตุมาบ้าง แต่ Tesla ก็ยังคงยืนยันใช้ระบบนี้ต่อไป เนื่องจากเห็นว่ามันปลอดภัยกว่าการขับโดยมนุษย์มาก
อย่างไรก็ตาม กรมการขนส่งเยอรมนีได้ส่งจดหมายถึง Tesla ขอให้เลิกใช้คำว่า Autopilot มาโฆษณาระบบช่วยขับดังกล่าว เนื่องจากอาจทำให้ผู้คนเข้าใจผิดว่ารถยนต์สามารถขับอัตโนมัติได้เต็มรูปแบบ ซึ่งฝั่งโฆษกของ Tesla ได้เปิดเผยว่าคำว่า Autopilot หมายถึงระบบที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ และคำดังกล่าวได้ใช้ในด้านการบินมานานหลายสิบปีแล้ว รวมถึงบริษัทฯ ก็บอกลูกค้าอย่างชัดเจนว่าระบบดังกล่าวต้องการความสนใจจากผู้ขับขี่ตลอดเวลา
"ดั่งเช่นในเครื่องบิน หากใช้งานอย่างถูกต้อง ระบบ Autopilot สามารถช่วยลดภาระของผู้ขับขี่และเพิ่มความปลอดภัยให้อีกขั้น เมื่อเทียบกับการขับด้วยมือแบบปกติ" โฆษกของ Tesla กล่าว
ที่มา - Reuters
สำนักวิจัย McKinsey ร่วมกับ Bloomberg New Energy Finance เปิดเผยผลการสำรวจที่ชี้ว่า ภายในปี 2030 รถยนต์ไฟฟ้าในเมืองใหญ่ที่มีรายได้เฉลี่ยของประชากรสูง จะมีสัดส่วนบนท้องถนนถึง 2 ใน 3
ปัจจัยหนึ่งคือเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลงและแบตเตอรี่มีความจุมากขึ้น รวมถึงกระแสรักษ์โลก ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสนับสนุนจากภาครัฐ
และด้วยเหตุนี้งานวิจัยระบุว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งหมดจะได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวตาม รวมถึงบริษัทขายนำ้มันต่างที่ต้องสรรหาบริการต่างๆ มารองรับ
ที่มา - Venturebeat
Tesla Motors ประกาศยกเลิกสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่างสุดอย่าง Model X 60D หลังเปิดตัวมาได้เพียง 3 เดือน ทำให้ขณะนี้รุ่น 75D กลายมาเป็นรุ่นล่างสุดของ Model X
เว็บไซต์ Engadget คาดว่าสาเหตุที่ยกเลิกรุ่นนี้ เพื่อเป็นการหลีกทางให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะถูกเปิดตัวในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ ซึ่ง Elon Musk เผยว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนคาดไม่ถึงเลยทีเดียว (unexpected by most) รวมถึงคนที่สนใจซื้อรถยนต์ Tesla รุ่นล่างๆ มักจะเลือกซื้อ Model S 60 ตัวใหม่ ที่มีราคาถูกกว่า
ที่มา - Engadget
วงการรถยนต์ไฟฟ้ากำลังร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เล่นหน้าเก่าในตลาดเริ่มขยับมาเล่นในตลาดนี้กันมากขึ้นทีละรายสองราย โดย Chevrolet เพิ่งเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของบริษัทในชื่อ Bolt ที่วิ่งได้ไกล 380 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ล่าสุดยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง Volkswagen ก็เริ่มขยับบ้างแล้ว
Volkswagen เปิดตัวคอนเซ็ปรถยนต์ไฟฟ้าในชื่อ I.D. ที่งาน Paris Motor Show โดยโฆษณาว่าจะวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรต่อการชาร์จเพียงหนึ่งครั้งและอาจตั้งราคาต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,040,000 บาท) ซึ่งถูกกว่าทั้ง Tesla Model 3 (35,000 ดอลลาร์สหรัฐ) และ Chevrolet Bolt (37,500 ดอลลาร์สหรัฐ)
เหตุการณ์พ่อแม่ลืมลูกตัวเองไว้ในรถจนเด็กขาดอากาศหายใจ หรือร้อนเกินไปจนเสียชีวิตมีออกมาให้ได้ยินอยู่เนืองๆ เฉพาะปีนี้ในสหรัฐอเมริกามีเด็กเสียชีวิตเพราะถูกทิ้งไว้ในรถแล้วถึง 31 คน โดยอัพเดตเวอร์ชัน 8.0 ที่ Tesla เพิ่งปล่อยให้ผู้ใช้อัพเดตกันนั้น มีฟีเจอร์รักษาอุณหภูมิในห้องโดยสารไม่ให้ร้อนเกินไปด้วย
Tesla เรียกฟีเจอร์นี้ว่า Cabin Overheat Protection หลักการทำงานของมันง่ายมาก พอคนขับจอดรถ เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิภายในห้องโดยสารก็จะทำงาน และเปิดแอร์เป็นระยะเพื่อไม่ให้ห้องโดยสารร้อนเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่ง Elon Musk ระบุว่าตามหลักการแล้วหากชาร์จแบตไว้เต็มสามารถใช้ฟีเจอร์นี้ได้ถึง 1 ปีเลยทีเดียว แต่ในรถ Tesla จะจำกัดระยะเวลาไว้ที่ 12 ชั่วโมง
สิ่งหนึ่งที่รถยนต์ไฟฟ้า Tesla แตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป คือมันมีการอัพเดตซอฟต์แวร์ของตัวรถอยู่สม่ำเสมอ เมื่อผู้ใช้จอดรถในบริเวณบ้านก็จะเชื่อมต่อ Wi-Fi อัตโนมัติ ซึ่งอัพเดตใหญ่ครั้งสุดท้ายคือเวอร์ชัน 7.0 เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว มาพร้อมกับฟีเจอร์ Autopilot หลังจากนั้นก็ออกเวอร์ชัน 7.1 ที่ทำให้รถสามารถเข้าออกโรงจอดรถเองได้ ล่าสุด Tesla ประกาศเปิดตัวซอฟต์แวร์เวอร์ชัน 8.0 มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการปรับปรุงระบบเรดาร์สำหรับ Autopilot ครั้งใหญ่
บนเว็บไซต์ Tesla เล่าเกี่ยวกับอัพเดตใหม่นี้ว่าจะใช้การประมวลผลสัญญาณจากเรดาร์ (signal processing) ที่ล้ำยิ่งขึ้นเพื่อสร้างแบบจำลองของพื้นที่รอบรถ โดยใช้ฮาร์ดแวร์เดิมได้เลย ซึ่งก่อนหน้านี้ระบบเรดาร์ดังกล่าวเป็นเพียงตัวเสริมให้กล้องหลักและระบบประมวลผลภาพ (image processing) เท่านั้น
นอร์เวย์ยังคงเดินหน้าในฐานะหนึ่งในประเทศที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด ถึงแม้จะเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันมากเป็นอันดับต้นๆ ของยุโรป อย่างล่าสุดที่มีการเปิดการใช้งานสถานีชาร์จไฟแบบ fast-charging สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ในเมือง Nebbenes ที่อยู่ห่างออกไปจากกรุงออสโลราว 64 กิโลเมตร
สถานีชาร์จไฟแห่งนี้สามารถรองรับรถยนต์พร้อมกันได้ถึง 28 คัน และรองรับมาตรฐาน fast-charging ทุกมาตรฐานในปัจจุบัน ทั้งมาตรฐาน CHAdeMO ที่ใช้ในบริษัทรถของเอเชีย, มาตรฐาน CCS ที่บริษัทรถของสหรัฐและเยอรมันใช้ และมาตรฐาน SuperCharger ของ Tesla
เรียกว่าตรงตามข่าวก่อนหน้านี้ทุกประการ ขณะนี้ Tesla ได้เปิดตัว Model S และ X รุ่นความจุแบตเตอรี่สูงพิเศษ 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง มาพร้อมมอเตอร์คู่หน้าหลัง ขับเคลื่อนสี่ล้อ ซึ่ง Model S P100D สามารถทำความเร็วตั้งแต่ 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (96 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ได้ในเวลาเพียง 2.5 วินาที โดย Tesla บอกว่าเร็วกว่ารถยนต์ใดๆ ที่ยังผลิตอยู่ในปัจจุบัน
แบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมงก็สามารถพารถวิ่งได้ไกลถึง 507 กิโลเมตรหากวัดตามมาตรฐาน EPA ของสหรัฐอเมริกา และวิ่งได้ไกล 613 กิโลเมตรหากวัดตามมาตรฐานยุโรปในการชาร์จเพียงครั้งเดียว จึงทำให้ Tesla เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ไกลที่สุดขณะนี้
มีรายงานความพยายามของ Tesla ในการเข้ามาทำตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ว่าขณะนี้มีผู้บริหารจาก Tesla สหรัฐอเมริกาได้เดินทางมายังสิงคโปร์เพื่อหารือกับรัฐบาลสิงคโปร์เกี่ยวกับการวางเครือข่ายระบบชาร์จไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งรัฐบาลสิงคโปร์ได้มีแผนติดตั้งจุดชาร์จไฟจำนวน 2,000 จุดทั่วประเทศอยู่แล้ว นี่จึงอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ Tesla อยากเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่า Tesla ก็กำลังตามหาผู้บริหารที่จะมาประจำออฟฟิศสาขาสิงคโปร์อยู่ ซึ่งสอดคล้องกับที่ Elon Musk ทวีตไว้เมื่อเดือนเมษายนว่าจะขยายตลาดไปอีก 7 ประเทศ รวมถึงสิงคโปร์
ที่มา - Tech in Asia
ปัจจุบันรถยนต์ Tesla Model S มีความจุแบตเตอรี่ 3 ขนาดให้เลือก เริ่มที่ 60 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 338 กิโลเมตร, 75 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 400 กิโลเมตร และ 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 473 กิโลเมตร ส่วน Model X ก็มี 3 ขนาดให้เลือกเช่นกัน แต่จะวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าเนื่องจากน้ำหนักตัวมากกว่า
ล่าสุดมีบล็อกเกอร์ชาวดัตช์ไปพบว่า Tesla Model S และ X ความจุแบตเตอรี่สูงถึง 100 กิโลวัตต์ชั่วโมง ถูกรับรองโดยกรมการขนส่งของเนเธอร์แลนด์ (Rijksdienst voor het Wegverkeer - RDW) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้งานในยุโรปได้ทันที โดยในฐานข้อมูลของ RDW แสดงให้เห็นว่าแบตเตอรี่ขนาด 100 กิโลวัตต์ชั่วโมงนี้ทำให้รถวิ่งได้ไกลถึง 613 กิโลเมตรเลยทีเดียว
ไม่กี่วันก่อน Elon Musk โพสต์บทความลงบนบล็อกของ Tesla เขาเรียกมันว่า “แผนการขั้นสุดยอด ตอนที่ 2” หรือ “Master Plan, Part Deux” (Deux แปลว่า 2 ในภาษาฝรั่งเศส) เป็นแนวทางที่ Tesla ต้องการมุ่งหน้าไป อีกทั้งยังมีการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วย ผมอ่านแล้วคิดว่าทำให้เห็นภาพรวมระยะยาวของ Tesla ได้ดีมาก เลยแปลมาลงอีกทีครับ
ก่อนจะมาถึงแผนการขั้นที่ 2 ก็ต้องมีขั้นที่ 1 ก่อน ซึ่ง Elon เคยเขียนไว้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว สรุปออกมาได้ 4 ข้อ ดังนี้ โดยในวงเล็บเป็นข้อความของผมเอง
ช่วงเดือนที่ผ่านมามีอุบัติเหตุกับรถ Tesla อย่างน้อยสองครั้ง ครั้งแรกเป็นข่าวใหญ่ที่ระบบ Autopilot ของ Tesla Model S ของนาย Joshua D. Brown ทำงานผิดพลาดและชนกับรถบรรทุก (กรณีที่ 1)
จากนั้นก็มีอีกข่าวหนึ่งเป็น Tesla Model X ชนกับที่กั้นริมทางในรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งผู้ขับคือนาย Albert Scaglione อ้างว่าสาเหตุของอุบัติเหตุคือระบบ Autopilot แต่ตอนนั้น Tesla Motors ก็ออกมาบอกทันทีว่ายังไม่มีรายงานที่บ่งชี้ว่าระบบ Autopilot ถูกเปิดใช้งานอยู่ (กรณีที่ 2)