Meta รายงานผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2023 รายได้รวม 28,645 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมามีรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากรายได้ลดลงติดต่อกันมาสามไตรมาส และมีกำไรสุทธิ 5,709 ล้านดอลลาร์
จำนวนผู้ใช้งานรวมในทุกแพลตฟอร์ม (Family Monthly Active People) เพิ่มเป็น 3.81 พันล้านคน ส่วนจำนวนผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAU) ของ Facebook อย่างเดียว เพิ่มขึ้นเป็น 2,037 ล้านบัญชี และเติบโตในทุกภูมิภาค
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Meta เปิดตัวโครงการ Velox เป็น unified execution engine กลางสำหรับฐานข้อมูลหรือระบบจัดการข้อมูลหลายรูปแบบ ตอบโจทย์ระดับโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทใหญ่ระดับ Meta ที่ต้องใช้ฐานข้อมูลหลากหลาย และซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ
Velox จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อจัดระเบียบวิธีการเก็บและเรียกใช้ข้อมูลที่แตกต่างกัน ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนา และรีดประสิทธิภาพของการเก็บข้อมูลให้ดีขึ้น แก้ปัญหาเอนจินแต่ละตัวมีวิธี optimized ที่แตกต่างกัน
เบื้องต้น Velox รองรับฐานข้อมูล 3 รูปแบบ ได้แก่ Apache Spark, Presto, PyTorch สำหรับงานปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้ง 3 แบบเป็นระบบที่ใช้บ่อยภายในบริษัท Meta
Meta เปิดซอร์สโค้ด DINOv2 วิธีการเทรนโมเดลปัญญาประดิษฐ์ด้านภาพ (computer vision models) แบบ self-supervision ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำงานได้โดยไม่ต้องปรับจูน (fine-tuning) สำหรับงานเฉพาะทาง มีความยืดหยุ่นสูงนำไปใช้ต่อกับงานได้หลากหลายรูปแบบ
DINOv2 ออกแบบมาแก้ข้อจำกัดของโมเดลด้านภาพ ที่ใช้เทคนิค image-text pretraining การเทรนข้อมูลภาพแบบมีป้ายกำกับ (captions/labels) ซึ่งมีจุดอ่อนคือข้อความในป้ายกำกับอาจไม่ครอบคลุมรายละเอียดทั้งหมดในภาพ, ภาพบางประเภทไม่สามารถทำป้ายกำกับได้ (เช่น ภาพถ่ายเซลล์สิ่งมีชีวิต) และหากภาพมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ก็ไม่สามารถสร้างป้ายกำกับได้ครบถ้วนอยู่ดี เรียกได้ว่าคอขวดของการพัฒนากลับไปอยู่ที่มนุษย์ซะเอง
Meta เล่าเบื้องหลังการใช้ codec เสียง xHE-AAC ให้กับวิดีโอในบริการของตัวเอง ทั้ง Facebook และ Instagram (Reels, Stories)
xHE-AAC เป็น codec เสียงรุ่นล่าสุดของจักรวาล AAC ของกลุ่มมาตรฐาน MPEG และพัฒนาโดยสถาบัน Fraunhofer IIS ออกเป็นมาตรฐานตั้งแต่ปี 2012 (คู่แข่งคือ Opus Audio ที่เป็นมาตรฐานแบบไม่คิดค่าไลเซนส์)
Meta ประกาศโอเพนซอร์สเครื่องมือสร้างแอนิเมชั่น โดยอาศัยข้อมูลตั้งต้นจากภาพวาดลายเส้น (Doodle) เพื่อให้นักพัฒนาสามารถนำไปต่อยอดใช้งานในหลายรูปแบบที่ต้องการ
ทีมวิจัยด้าน AI ของ Meta หรือทีม FAIR (The Fundamental AI Research) เคยเผยแพร่เครื่องมือสร้างแอนิเมชั่นจากภาพวาดเมื่อปี 2021 ในรูปแบบเครื่องมือ web-based ที่ผู้ใช้งานอัปโหลดรูปภาพ และสร้างแอนิเมชั่นขึ้นมาได้ ซึ่ง Meta บอกว่าถึงตอนนี้มีรูปภาพอัปโหลดแล้วมากกว่า 1.6 ล้านรูป ทำให้ทีมงานพบว่ามีความต้องการสร้างแอนิเมชันที่มากเกินความสามารถของเครื่องมือบนเว็บ จึงตัดสินใจโอเพนซอร์สเพื่อให้ไปสร้างสรรค์งานต่อได้เอง
Meta เปิดซอร์สโค้ดของ Buck2 ซอฟต์แวร์จัดการระบบคอมไพล์ขนาดใหญ่ (large-scale build system) ออกให้สาธารณะใช้งาน ซอร์สโค้ดอยู่บน GitHub
เดิมที Meta มีซอฟต์แวร์ Buck หรือปัจจุบันเรียก Buck1 เปิดซอร์สมานานหลายปีแล้ว แต่ Buck2 เป็นการเขียนระบบใหม่ขึ้นมาทั้งหมด แยกจาก Buck1 อย่างชัดเจน โดยออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้ประมวลผลแบบขนานได้ดีขึ้น แยกส่วนแกนหลักกับระบบรองรับแต่ละภาษาโปรแกรมออกจากกัน เป็นต้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพดีขึ้นจาก Buck1 สองเท่า
ถึงแม้ OpenAI เปลี่ยนมาใช้แนวทางปิด ไม่เปิดเผยรายละเอียดของโมเดล GPT-4 และฝั่งกูเกิลเองก็ยังค่อนข้างระมัดระวังในการปล่อย Bard ทีละนิด แต่โลกเราก็ยังมีโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) ตัวอื่นให้ใช้งาน โดยเฉพาะ LLaMA ของ Meta ที่เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2023 ซึ่งเป็นโอเพนซอร์ส ใช้สัญญาอนุญาตแบบ GPLv3 และเปิดทางให้หน่วยงานวิจัยมาขอชุดข้อมูลที่ใช้เทรนไปศึกษาได้
ตัวอย่างก่อนหน้านี้คือ Nebuly AI สร้าง ChatLLaMA แบบโอเพนซอร์ส ใช้โมเดล LLaMA ของ Meta เป็นฐาน
Meta เผยแพร่โครงการ Segment Anything โมเดล AI สำหรับงานแยกแยะวัตถุในรูปภาพและวิดีโอ (Segmentation) มีจุดเด่นคือความสามารถในการแยกแยะวัตถุต่าง ๆ แม้จะไม่เคยเทรนให้รู้จักวัตถุนั้นมาก่อน และมาพร้อมเครื่องมือที่วาดเส้นขอบวัตถุให้อัตโนมัติ
ในงานที่เผยแพร่นี้ Meta นำเสนอสองอย่างได้แก่ Segment Anything Model (SAM) โมเดลสำหรับการแยกแยะวัตถุ เผยแพร่ภายใต้สัญญา Apache 2.0 และข้อมูล 1 พันล้านดาต้าเซต สำหรับงาน Segmentation (SA-1B) อนุญาตให้ใช้สำหรับงานวิจัย
Meta เปิดระบบให้เพจหรือผู้ใช้ที่ต้องการโฆษณาด้านการเมืองหรือการเลือกตั้งต้องขออนุญาตโฆษณาผ่านการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนหรือเอกสารที่รัฐบาลออกให้ก่อน เพื่อแสดงความโปร่งใสว่าใครเป็นสปอนเซอร์โฆษณา
Meta ออกไคลเอนต์ WhatsApp for Windows เวอร์ชันใหม่ เขียนใหม่หมด หน้าตาคล้ายแอพเวอร์ชันมือถือ โหลดเร็วขึ้น และรองรับฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่าง group video calls สูงสุด 8 คน, group audio calls สูงสุด 32 คน
ไคลเอนต์ตัวนี้เริ่มทดสอบแบบ Beta มาตั้งแต่กลางปี 2022 สามารถดาวน์โหลดได้จาก Microsoft Store
Meta Verified เครื่องหมายถูกสีฟ้าแบบเดียวกับบน Twitter ที่ประกาศไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ตอนนี้สามารถกดซื้อได้แล้วหากอยู่ในสหรัฐอเมริกา จากเดิมที่เปิดบริการเฉพาะในออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ก่อน
การซื้อเครื่องหมาย Verified มีราคา 11.99 ดอลลาร์ต่อเดือนหากซื้อผ่านเว็บ และ 14.99 ดอลลาร์ต่อเดือนหากซื้อบนแอพมือถือ สิ่งที่ได้กลับมานอกจากเครื่องหมายถูกประดับท้ายชื่อเพื่อความเก๋ไก๋ ยังจะได้ฟีเจอร์พิเศษ เช่น สติ๊กเกอร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟใช้บน Stories/Reels, บริการคุ้มครองบัญชีเป็นพิเศษ, บริการซัพพอร์ตแบบได้คุยกับมนุษย์จริงๆ
Mark Zuckerberg ส่งอีเมลถึงพนักงาน อัพเดตความคืบหน้าตามแผน "ปีแห่งประสิทธิภาพ" (Year of Efficiency) ที่เคยประกาศเอาไว้เมื่อต้นปี
ประเด็นสำคัญคือ Meta จะปลดพนักงานเพิ่มอีก 10,000 ตำแหน่ง เพิ่มเติมจากที่เคยปลดไปแล้ว 11,000 ตำแหน่งในเดือนพฤศจิกายน 2022 โดยกระบวนการปลดและปรับโครงสร้างจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน (สำหรับทีมเทคโนโลยี) และเดือนพฤษภาคม (สำหรับทีมธุรกิจ)
นอกจากนี้ Meta ยังจะปิดตำแหน่งงาน 5,000 ตำแหน่งที่ประกาศเอาไว้แต่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการคัดเลือก และยังไม่ได้จ้างใครเข้ามา รวมถึงยกเลิกโครงการที่มีความสำคัญน้อย (low priority projects)
Stephane Kasriel หัวหน้าฝ่ายฟินเทคและธุรกิจการค้าของ Meta โพสต์ข้อความในทวิตเตอร์ บอกว่าบริษัทเตรียมปิดการทำงานฟีเจอร์แสดงผลงานสะสมดิจิทัล อย่างเช่น NFT ทั้งใน Instagram และ Facebook "ในตอนนี้" (for now) โดยบอกว่าจะปรับโฟกัสการพัฒนาผลิตภัณฑ์ มาสนับสนุนครีเอเตอร์ ผู้ใช้งาน และภาคธุรกิจในรูปแบบอื่นต่อไป
Instagram เริ่มทดสอบการแสดงภาพ NFT มาตั้งแต่พฤษภาคมปีที่แล้ว จากนั้นเพิ่มการทดสอบไปยัง Facebook และ Instagram ก็ขยายการรองรับ NFT ไปยังครีเอเตอร์กว่า 100 ประเทศ ในเดือนสิงหาคม
The Wall Street Journal อ้างแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้อง ระบุว่า Meta มีแผนจะขายกิจการ Kustomer แพลตฟอร์มบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าหรือ CRM ที่ไปซื้อกิจการมาเมื่อปี 2020 โดยให้เหตุผลว่า Meta ต้องการโฟกัสที่ธุรกิจหลักของบริษัทเท่านั้น
Kustomer เป็นแพลตฟอร์ม CRM สำหรับฝ่ายบริการลูกค้า ซึ่งมีจุดเด่นคือรองรับการติดต่อได้หลายช่องทาง ในเวลานั้น Meta ตอนที่บริษัทยังใช้ชื่อ Facebook ตัดสินใจซื้อกิจการ Kustomer ที่มูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์ โดยบอกว่าเพื่อนำมาเสริมระบบบริการลูกค้าให้กับ WhatsApp และ Facebook Messenger
Meta ยืนยันรายงานข่าวที่ระบุว่าบริษัทกำลังพัฒนาบริการโซเชียลตัวใหม่ โดยให้รายละเอียดเบื้องต้นว่า เป็นบริการใหม่ที่แยกจากโซเชียลอื่นของ Meta ทำงานแบบกระจายศูนย์ (Decentralized) เนื่องจากเชื่อว่าตอนนี้มีโอกาส สำหรับการสร้างเครื่องมือให้ครีเอเตอร์และบุคคลมีชื่อเสียง สามารถสื่อสารไปยังผู้สนใจได้แบบทันที
ทั้งนี้ Meta ไม่ได้ให้รายละเอียดชื่อบริการโซเชียลตัวนี้ รวมทั้งไม่ได้บอกว่าจะเปิดตัวเมื่อใด
ข้อมูลจาก Platformer บอกว่าโซเชียลแบบกระจายศูนย์นี้ มีโค้ดเนมภายใน Meta เรียกชื่อว่า P92 ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาช่วงแรก การล็อกอินจะใช้ระบบของ Instagram มี Adam Mosseri หัวหน้าฝ่าย Instagram เป็นผู้ดูแลโครงการนี้ รูปแบบโซเชียลจะเน้นการโพสต์ข้อความตัวหนังสือเป็นหลัก
Tom Alison หัวหน้าฝ่าย Facebook ของ Meta ประกาศทิศทางใหม่ของ Facebook ที่จะเกิดขึ้นจากนี้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ นำคุณสมบัติการส่งข้อความ Messenger กลับเข้ามาในแอป Facebook หลักอีกครั้ง หลังจาก Facebook แยกคุณสมบัตินี้ออกไป ผู้ใช้งานต้องโหลดแอปแยกมาตั้งแต่ปี 2014
มีผู้ใช้แอพ Meta Quest บางราย พบหน้าเพจของ Project Apollo หรือชื่ออย่างเป็นทางการน่าจะเป็น Quest Pass ซึ่งเป็นโปรแกรมแจกเกมฟรีให้สมาชิกกดรับสิทธิในแต่ละเดือน ลักษณะเดียวกับ PlayStation Plus หรือ Xbox Games with Gold
รายละเอียดในเพจของ Quest Pass ระบุว่าสมาชิกจะได้แอพหรือเกมฟรี 1-2 เกมต่อเดือน สามารถกดรับสิทธิแล้วติดตั้งใช้งานได้ทันที และสามารถใช้งานได้ตราบเท่าที่ยังจ่ายค่าสมาชิกอยู่ (ลักษณะเหมือน Game Pass) แต่ยังไม่มีข้อมูลว่าค่าสมาชิกจะเป็นเท่าไรต่อเดือน
Alex Kantrowitz ผู้ก่อตั้งสื่ออิสระ Big Technology ซึ่งเน้นรายงานข่าวเชิงลึกเกี่ยวบริษัท Tech ในอเมริกา ให้ความเห็นหลังจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เริ่มออกบริการ Subscription เก็บค่าใช้จ่ายรายเดือนจากผู้ใช้งานกันมากขึ้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า หรือรูปแบบธุรกิจของโซเชียลมีเดียจะเปลี่ยนมาเป็นการใช้งานที่ต้องจ่ายเงิน
Meta ประกาศเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้กับ Facebook Reels แพลตฟอร์มวิดีโอสั้น มีรายละเอียดดังนี้
ฟีเจอร์ทั้งหมด Meta เริ่มเปิดให้กับ Reels บน Instagram ตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่เพิ่งมาเพิ่มให้กับ Reels ใน Facebook
ที่มา: BGR
Meta ประกาศหั่นราคาแว่น Quest แบบถาวร ดังนี้
ส่วนแว่นรุ่นเล็กที่สุด Meta Quest 2 (128GB) ยังคงราคาเดิมที่ 399 ดอลลาร์ (เท่ากับว่าช่วงห่างของรุ่นความจุเหลือ 30 ดอลลาร์เท่านั้น)
เมื่อเดือนกรกฎาคม 2022 บริษัท Meta เพิ่งขึ้นราคา Meta Quest 2 ทั้งสองรุ่นความจุ จากเดิม 299 และ 399 ดอลลาร์ เป็น 399 และ 499 ดอลลาร์ตามลำดับ โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Meta เปิดตัว LLaMA ปัญญาประดิษฐ์ขนาดใหญ่สูงสุด 65 พันล้านพารามิเตอร์ โดยมีจุดเด่นคือ Meta แจกโมเดลที่ฝึกแล้วให้ไปใช้งานกันด้วย แต่จำกัดการใช้งานเฉพาะการศึกษาวิจัยเท่านั้น และนักวิจัยต้องไปขอใช้งานจาก Meta เป็นรายคน ล่าสุดก็มีคนที่ได้โมเดลไป นำโมเดลมาแจกบน torrent แล้ว
Meta ประกาศแผนการออกฮาร์ดแวร์ Metaverse ทั้งหลายเป็นการภายใน และแน่นอนว่าหลุดออกมายังสื่อ ดังนี้
Population: One เกมยิง Battle Royale แบบ VR (เล่นได้ทั้งบน Oculus Quest และพีซี Steam) ประกาศปรับโมเดลธุรกิจเป็น free-to-play ตามยุคสมัย (ฟรีเฉพาะบน Oculus) มีผลในวันที่ 9 มีนาคมนี้ ผู้เล่นเดิมที่จ่ายเงินซื้อเกมตัวเต็มไปแล้วจะได้ของตอบแทนเป็นไอเทมในเกม มูลค่ารวม 80 ดอลลาร์
Population: One เป็นผลงานพัฒนาของสตูดิโอ BigBox VR จากซีแอทเทิล ออกขายครั้งแรกในปี 2020 จากนั้น Meta เข้ามาซื้อกิจการไปในปี 2021 เข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Oculus Studios
Mark Zuckerberg ซีอีโอ Meta ประกาศผ่าน Broadcast Channels ของเขา ว่าตอนนี้บริษัทได้ตั้งทีมเฉพาะขึ้นมาเพื่อโฟกัสการสร้าง AI ผลิตเนื้อหา หรือ Generative AI โดยรวมทีมหลายฝ่ายเข้าด้วยกัน ซึ่งจะนำมาพัฒนาเป็นฟีเจอร์ใหม่ ๆ ให้กับผลิตภัณฑ์
Zuckerberg บอกว่าในช่วงแรก Generative AI นี้ จะเน้นไปที่งานสร้างสรรค์และไอเดีย เช่น การสร้างสรรค์เนื้อหาแบบข้อความใน WhatsApp หรือ Messenger และการสร้างสรรค์รูปภาพแบบใหม่ ๆ เช่น ฟิลเตอร์ใน Instagram หรือวิธีแสดงผลโฆษณา ตลอดจนการสร้างสรรค์เนื้อหาแบบวิดีโอ
เขายังบอกว่าแผนงานในระยะยาว Meta ต้องการสร้าง AI ที่มีคาแรกเตอร์เฉพาะ เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในแต่ละด้าน
Facebook ประกาศปรับปรุงแนวทางควบคุมเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม ตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระ Facebook Oversight Board ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของ Facebook อีกที จากเดิมที่ Facebook ใช้วิธีแบนบัญชีผู้ใช้งานอย่างน้อย 30 วัน เมื่อมีการโพสต์เนื้อหาไม่เหมาะสม (ซึ่งคณะกรรมการเรียกว่า Facebook jail) โดยจะปรับให้ยืดหยุ่นมากขึ้น